ค้นหาสิ่งที่สนใจ เช่น PEP ยาคุมฉุกเฉิน >>พิมพ์ข้อความในช่อง ตามด้วยค้นหา

คลิก! แวะชมสินค้า คลิกเลย

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562

โรคเรื้อน

โรคเรื้อน

โรคเรื้อน (Leprosy หรือ Hansen's Disease) เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการทางผิวหนัง กล้ามเนื้อ และตามปลายประสาทต่าง ๆ เช่น มีแผล ผื่นแดง หรือผื่นสีจางตามผิวหนัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความรู้สึกลดลง หรืออาจตาบอดและเป็นอัมพาตได้หากเชื้อมีการลุกลามรุนแรง โดยโรคสามารถติดต่อสู่บุคคลอื่นจากเยื่อของเหลวที่ติดเชื้ออย่างน้ำมูกและน้ำลาย ผ่านการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ
โรคเรื้อน
ด้านสถิติของประเทศไทยจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในปี 2558 พบว่า มีผู้ป่วยในทะเบียนรักษาโรคเรื้อนจำนวนทั้งสิ้น 467 รายหรือนับเป็น 0.07 ราย ต่อประชากรไทย 10,000 คน โรคเรื้อนจึงนับเป็นโรคที่ได้รับการดูแลจัดการได้ค่อนข้างดี และไม่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
อย่างไรก็ตาม โรคเรื้อนก็ยังคงเป็นโรคติดต่อสำคัญที่เกิดขึ้นและถูกบันทึกในประวัติศาสตร์มายาวนาน โรคเรื้อนเริ่มแพร่ระบาดไปตามทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีจุดเริ่มต้นการเกิดโรคที่ประเทศอินเดียเมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช (หรือ 57 ปีก่อนพุทธศักราช) โรคนี้จึงนับเป็นหนึ่งในโรคที่ควรเฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาอย่างทันการณ์หากสังเกตพบอาการที่เป็นสัญญาณของโรค
อาการของโรคเรื้อน
แม้จะเป็นโรคที่มีลักษณะเด่น แต่กว่าอาการแสดงของโรคเรื้อนจะปรากฏอาจใช้เวลายาวนานหลายปีหลังการติดเชื้อ เนื่องจากแบคทีเรียที่ก่อโรคมีการแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนอย่างช้า ๆ โดยอาการเหล่านั้น ได้แก่
  • เกิดแผลนูนแดง หรือตุ่มแดง หรือเกิดเป็นด่าง เป็นผื่น ซึ่งมีสีจางกว่าสีของผิวหนัง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบ
  • ประสาทสัมผัสที่ผิวหนังไม่รับรู้ หรือรับความรู้สึกได้ลดลง เช่น รู้สึกถึงอุณหภูมิ หรือรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดที่ผิวหนังลดน้อยลง
  • อวัยวะส่วนปลายประสาทชา หรือไม่มีความรู้สึก เช่น มือ เท้า แขน หรือขา
  • ผมหรือขนหลุดร่วง เช่น ขนบริเวณคิ้ว
  • ตาแห้ง กระพริบตาน้อยลง
  • ระบบประสาทส่วนต่าง ๆ ถูกทำลาย
  • รูปลักษณ์ภายนอกและใบหน้าเสียโฉม เช่น เนื้อจมูกถูกทำลายจนเสียรูปร่าง นิ้วมือนิ้วเท้างอ หรือกุดด้วน
  • ประสาทตาถูกทำลาย จนอาจทำให้ตาบอด
สาเหตุของโรคเรื้อน
โรคเรื้อนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ไมโครแบคทีเรียม เลเปร (Mycobacterium Leprae) ที่แพร่กระจายติดต่อจากเยื่อของเหลวที่ติดเชื้ออย่างน้ำมูกและน้ำลายผ่านการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ การติดเชื้อจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท เนื้อเยื่อ และระบบทางเดินหายใจส่วนบน  โดยแบคทีเรียชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 26.7-30 องศาเซลเซียส ดังนั้น บริเวณเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกายส่วนที่มีอุณภูมิต่ำจึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อและพัฒนาโรคได้ดี เมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะค่อย ๆ แพร่กระจายอย่างช้า ๆ และมีระยะฟักตัวยาวนานสูงสุดกว่า 5 ปี จึงทำให้อาการของโรคยังไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด จนอาจเริ่มมีอาการแสดงเมื่อมีการติดเชื้อไปแล้วเป็นปี ๆ
การวินิจฉัยโรคเรื้อน
หากพบอาการที่เป็นสัญญาณป่วยของโรคเรื้อน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา แพทย์จะซักถามอาการและทำการตรวจร่างกาย จากนั้น แพทย์อาจทดสอบประสาทสัมผัสบริเวณผิวหนังด้วยการกดเบา ๆ หรือใช้เข็มจิ้มไปบนผิวหนังจุดต่าง ๆ เพื่อตรวจประสาทรับความรู้สึกของผู้ป่วย
การวินิจฉัยโรคเรื้อนเบื้องต้นตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก เป็นการตรวจดูบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย ดังนี้
1.ตรวจพบรอยโรคที่มีลักษณะเฉพาะของโรคเรื้อน
2.ตรวจพบอาการชาข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
2.1 ชาที่รอยโรคผิวหนัง
2.2 ชาที่ผิวหนังบริเวณที่รับความรู้สึกจากเส้นประสาทส่วนปลายที่ถูกทำลายโดยเชื้อโรคเรื้อน
3.ตรวจพบเส้นประสาทโต
4.ตรวจพบเชื้อรูปแท่งติดสีทนกรด (Acid Fast Bacilli) จากการกรีดผิวหนัง (Slit Skin Smear)
หากพบอาการแสดงอย่างน้อย 2 ข้อ จาก 3 ข้อแรก หรือพบข้อ 4 เพียงข้อเดียว ให้วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อน
การรักษาโรคเรื้อน
โรคเรื้อนเป็นการป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาจึงเป็นการจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อต้านเชื้อ กำจัดเชื้อ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามสมควรแก่อาการป่วยและลักษณะของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะมากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละราย และผู้ป่วยต้องใช้ยาภายใต้การดูแลและคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ปริมาณยาและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับชนิดของยาแต่ละประเภท แต่โดยรวมแล้ว ผู้ป่วยอาจต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อยประมาณ 6-12 เดือนขึ้นไป
ตัวอย่างกลุ่มยาปฏิชีวนะที่แพทย์ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน ได้แก่ แดพโซน (Dapsone) ไรแฟมพิซิน (Rifampin) โคลฟาซิมีน (Clofazimine) ไมโนไซคลีน (Minocycline) และออฟล็อกซาซิน (Ofloxacin)
นอกจากนี้ แพทย์อาจจ่ายยาต้านอาการอักเสบอย่างแอสไพริน เพรดนิโซน (Prednisone) หรือทาลิโดไมด์ (Thalidomide) แต่หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทาลิโดไมด์ เพราะอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิดได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อน
หากผู้ป่วยรู้ตัวช้า หรือมีตรวจพบการป่วยโรคเรื้อนช้า โรคเรื้อนไม่ได้รับการรักษา หรือเข้ารับการรักษาช้าเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงและเป็นอันตรายมากขึ้นได้ เช่น
  • เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง แผลติดเชื้ออักเสบรุนแรงหรือลุกลาม
  • รูปร่างเสียโฉม เช่น ผมร่วง ขนตาหรือขนคิ้วร่วงหลุด เนื้อจมูกเสียหายผิดรูปร่าง
  • อวัยวะเสียหาย เช่น นิ้วมือนิ้วเท้างอ หรือกุด
  • ม่านตาอักเสบ ประสาทตาถูกทำลาย เป็นต้อหิน หรือตาบอด
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ
  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ประสบภาวะมีบุตรยาก
  • ประสาทแขนขาถูกทำลาย หรือเป็นอัมพาต
  • ไตวาย
การป้องกันโรคเรื้อน
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนตัวใดที่จะป้องกันการเกิดโรคเรื้อนได้ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เผชิญกับโรคเรื้อน จึงเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสและการได้รับเชื้อโดยตรง ซึ่งได้แก่
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสมูกของเหลว อย่างน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วยโรคเรื้อน และระมัดระวังในการพูดคุยกับผู้ป่วยโรคนี้ในระยะประชิด
  • สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อน ควรป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นต่อไปได้ เช่น ปิดปากและจมูกในขณะไอหรือจาม รับประทานยาและรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
แม้โรคเรื้อนจะเป็นโรคติดต่อที่สำคัญ แต่หากผู้ป่วยโรคเรื้อนได้รับการรักษาควบคุมอาการอย่างสม่ำเสมอ ตัวยาจะกำจัดเชื้อสำคัญที่สามารถติดต่อสู่กันได้และผู้ป่วยจะไม่สามารถกลับมาแพร่เชื้อได้อีก ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่อยู่ภายใต้การรักษาสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ตามปกติ โดยต้องปฏิบัติตามแนวทางการรักษาภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจนกว่าจะหายป่วยจากโรค


ขอบคุณที่มา https://www.pobpad.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เรื่องเด่น! วันนี้

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....

เรื่องที่น่าสนใจฮอตฮิตตลอดกาล



..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2019

คลิก>> www.imorya.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/Morya24

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan