ค้นหาสิ่งที่สนใจ เช่น PEP ยาคุมฉุกเฉิน >>พิมพ์ข้อความในช่อง ตามด้วยค้นหา

คลิก! แวะชมสินค้า คลิกเลย

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562

โรคหิด

โรคหิด

โรคหิด (Scabies) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่เกิดจากตัวหิด ไรชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนผิวของมนุษย์ ส่งผลให้มีตุ่มผื่นลักษณะตุ่มแดงคันหรือตุ่มน้ำใส และมีอาการคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
โรคหิด
อาการของโรคหิด
โรคหิดในระยะเบื้องต้นจะไม่แสดงอาการ โดยอาจใช้เวลานาน 2-6 สัปดาห์ จึงจะมีอาการคันและตุ่มผื่นขึ้นตามบริเวณต่าง ๆ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ต่อต้านการบุกรุกของสิ่งแปลกปลอม แต่ในผู้ที่เคยติดเชื้อโรคนี้มาก่อน มักจะปรากฏอาการให้เห็นภายใน 1-2 วัน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจดจำการตอบสนองต่อการติดเชื้อโรคหิดไว้แล้ว
อาการคันรุนแรงและมีตุ่มผื่นแดงขึ้นเป็นจุดคืออาการหลักของโรคหิด โดยแรกเริ่มมักจะคันจากที่หนึ่งแล้วกระจายไปบริเวณอื่น ๆ และรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืนและหลังจากอาบน้ำอุ่น จากนั้นไม่นานจึงตามมาด้วยผื่นแดงตามร่างกาย ตุ่มผื่นเหล่านี้มักมีลักษณะเฉพาะของโรคหิด แต่ก็มีบางรายที่ลักษณะผิดแปลกไป จนอาจทำให้สับสนกับโรคผิวหนังชนิดอื่น
ทารกและเด็กเล็กที่เป็นโรคหิด โดยมากจะมีตุ่มผื่นขึ้นบริเวณศีรษะ คอ ใบหน้า และฝ่าเท้า ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่มักจะเกิดบริเวณข้อมือ ง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อศอก เอว บั้นท้าย รักแร้ ในผู้หญิงอาจพบที่รอบหัวนม และในผู้ชายอาจพบที่อวัยวะเพศชาย
นอกจากอาการคันและผื่นแดง อาจสังเกตเห็นเป็นรอยโพรงของตัวหิด ปรากฏเป็นรอยหรือเส้นเล็ก ๆ สีเงินหรือดำบนผิวหนังประมาณ 2-10 มิลลิเมตร โดยมักพบบริเวณง่ามนิ้ว ข้อมือด้านใน และฝ่ามือ แต่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็อาจพบได้เช่นกัน รอยนี้อาจสังเกตได้หลังมีอาการคันหรือเป็นผื่นขึ้นแล้ว อาการอื่น ๆ อาจรวมถึงผิวหนังแดง บวมอักเสบ แสบร้อน และนุ่มลง ซึ่งเป็นอาการจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจเกิดขึ้นจากการเกาอย่างรุนแรง ทำให้ผิวหนังถลอก เป็นรอยเกาและติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
โรคหิดยังอาจเพิ่มความรุนแรงให้โรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคผิวหนังที่มีอาการคัน เช่น โรคผื่นผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน และจะยิ่งทำให้การวินิจฉัยโรคหิดยากขึ้นหากเป็นโรคเหล่านี้
นอกจากนี้ หากพบว่ามีอาการของโรคหิดรุนแรงกว่าธรรมดาหลายเท่า อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นโรคหิดนอร์เวย์ โรคหิดอีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งจะกระทบต่อร่างกายโดยทั่ว ทั้งหนังศีรษะ คอ หรือแม้แต่เล็บ อีกอาการที่แตกต่างคือ แม้โรคหิดชนิดนี้จะรุนแรง แต่มักไม่ทำให้เกิดอาการคันแต่อย่างใด
โรคหิดนอร์เวย์มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวหิดเพิ่มจำนวนบนร่างกายเป็นหลายพันหรือเป็นล้าน ๆ ตัว ในขณะที่ผู้มีภูมิคุ้มกันดีที่เป็นโรคหิดธรรมดาในจะพบตัวหิดแค่ 5-15 ตัว ซึ่งตัวหิดที่มีจำนวนมากนี้จะทำให้ผิวหนังปรากฏเป็นก้อนสะเก็ดหนา ๆ บนผิวหนัง ดูคล้ายคลึงกับโรคสะเก็ดเงินที่ทำให้ผิวหนังแดง และตกสะเก็ดเป็นแผ่น
ตัวหิดจำนวนมากที่พบในโรคหิดชนิดนี้จะยิ่งทำให้โอกาสติดต่อมีสูง แม้จะเป็นเพียงการสัมผัสร่างกาย สัมผัสเสื้อผ้าหรือที่นอนของผู้ป่วยโรคนี้เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง โรคหิดที่ได้รับติดต่อมาแม้จะเป็นชนิดรุนแรงอย่างหิดนอร์เวย์ แต่ก็จะกลายเป็นเพียงโรคหิดธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหิดนอร์เวย์ที่มีความรุนแรงสูง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้มีความผิดปกติทางสมอง เช่นผู้ป่วยที่มีระบบประสาทผิดปกติอย่างโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคดาวน์ซินโดรม หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคอื่น ๆ และผู้ที่เข้ารับการรักษาทางเคมีบำบัด จึงควรระวังเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุของโรคหิด
โรคหิดเกิดจากตัวหิดหรือไรที่มีชื่อว่า Sarcoptes Scabiei จัดเป็นปรสิตชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ร่างกายของคนได้นานถึง 2 เดือน และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการมุดเข้าไปในผิวหนังชั้นกำพร้าแล้ววางไข่ ส่งผลเป็นอาการคันและผื่นแดงของโรคหิด
การติดเชื้อโรคหิดสามารถแพร่กระจายด้วยการสัมผัสตัว แต่ต้องเป็นระยะเวลานานประมาณ 15-20 นาที ส่วนการจับมือ การกอด หรือการสัมผัสร่างกายกันช่วงสั้น ๆ นั้นมีโอกาสทำให้ติดหิดได้น้อยมาก นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ป่วยเป็นโรคนี้ก็ทำให้ติดเชื้อหิดได้
การใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือนอนร่วมเตียงกับผู้ป่วยโรคหิด มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการติดต่อ แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ใช้ของเหล่านี้ร่วมกันทันที เนื่องจากตัวหิดจะสามารถอยู่รอดได้ถึง 24-36 ชั่วโมงหากหลุดร่วงจากผิวหนังมนุษย์ จึงอาจปนเปื้อนไปกับผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือที่นอน และแพร่กระจายต่อไปได้
โรคหิดสามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ทำให้ผู้คนรอบข้างไม่อาจระวังหรือป้องกันได้ทันท่วงที โดยมักติดจากคนในครอบครัว เพื่อนหรือคู่นอนที่ป่วยเป็นโรคนี้ รวมถึงสถานที่ที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด เช่น บ้านเลี้ยงเด็ก โรงเรียน ทีมกีฬา เขตคุมขังก็เสี่ยงต่อการติดโรคนี้ได้ง่าย
การวินิจฉัยโรคหิด
แพทย์อาจวินิจฉัยอาการของโรคหิดด้วยการตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงตรวจดูลักษณะผิวหนังบริเวณที่แสดงอาการ และดูว่ามีร่องรอยโพรงของตัวหิดอยู่หรือไม่ นอกจากนี้เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ แพทย์อาจใช้การทดสอบด้วยหมึก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การทดสอบด้วยหมึก เป็นวิธีการดูร่องรอยการเข้าสู่ผิวหนังของตัวหิด ด้วยการใช้น้ำหมึกถูรอบ บริเวณที่คัน จากนั้นจึงเช็ดออกด้วยแผ่นชุบแอลกอฮอล์สำหรับเช็ดแผล หากเป็นการติดเชื้อโรคหิดจะปรากฏรอยหมึกหลงเหลือติดอยู่ที่โพรงตัวหิดเป็นเส้นตามโพรง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะเก็บตัวอย่างด้วยการขูดเอาเนื้อเยื่อผิวบริเวณที่มีตุ่มคันเบา ๆ เพื่อส่งไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่ามีไข่หรือตัวหิดที่เป็นสาเหตุของโรคหรือไม่
การรักษาโรคหิด
หิดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายด้วยการใช้ครีม โลชั่น หรือยาขี้ผึ้งทาผิวหนัง โดยแพทย์มักจะแนะนำให้ทายาในตอนกลางคืน เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวหิดตื่นตัวและก่อให้เกิดอาการคันได้มากที่สุด ผู้ป่วยอาจต้องทายาทั่วทั้งร่างกายตั้งแต่บริเวณคอลงไป และสามารถล้างยาออกได้ในตอนเช้า
ทั้งนี้การใช้สบู่ น้ำร้อน และการถูหรือขัดผิวไม่สามารถกำจัดตัวหิดได้ และจะทำให้วงจรตัวหิดขยายพันธุ์บนผิวหนังต่อไปได้เรื่อย ๆ
ยาที่ใช้รักษาโรคหิดโดยทั่วไป มีดังนี้
  • ครีมเพอร์เมทริน (Permethrin) ประกอบด้วยตัวยา 5 เปอร์เซ็นต์ ยานี้ไม่ควรใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ขี้ผึ้งซัลเฟอร์ (Sulfur) ประกอบด้วยตัวยา 5-10 เปอร์เซ็นต์ ยานี้ค่อนข้างปลอดภัย สามารถใช้ได้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร
  • โลชั่นเบนซิลเบนโซเอต (Benzyl Benzoate) ประกอบด้วยตัวยา 10-25 เปอร์เซ็นต์ เป็นยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่ควรใช้กับเด็กเล็ก
  • โลชั่นลินเดน (Lindane) ประกอบด้วยตัวยา 1 เปอร์เซ็นต์ มีผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น ชัก ดังนั้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวังในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และห้ามใช้ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่น้ําหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาก สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และในผู้ป่วยที่มีผิวหนังอักเสบเป็นบริเวณกว้างๆ
  • ครีมโครตาไมตอน (Crotamiton) ประกอบด้วยตัวยา 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรใช้ในเด็กและผู้ที่มีประวัติแพ้ตัวยานี้
นอกจากยาที่ใช้รักษาข้างต้น แพทย์ยังอาจสั่งจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคหิดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
  • ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน เช่น โลชั่นเบนาดริล (Benadryl) หรือพราโมซีน (Pramoxine Lotion)
  • ครีมสเตียรอยด์บรรเทาอาการบวมและคัน
  • ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อชนิดอื่น ๆ จากการเกาผิวอย่างต่อเนื่อง
กรณีผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจนการรักษาข้างต้นไม่ได้ผล แผลกลายเป็นสะเก็ดแห้ง หรือลุกลามแพร่กระจายทั่วร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยารับประทานไอเวอร์เมคติน (Ivermectin)โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
การรักษาโรคหิดในช่วงสัปดาห์แรก อาจดูเหมือนอาการแย่ลง แต่หากผ่านพ้นช่วงสัปดาห์นี้ไปจะสังเกตได้ว่าอาการคันลดลง และจะหายดีเมื่อการรักษาผ่านพ้น 4 สัปดาห์ แต่หากภายในหนึ่งเดือนอาการยังไม่หายไปแสดงว่ายังคงมีการติดเชื้อโรคหิดอยู่ ควรไปพบแพทย์ทันที
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหิด
โรคหิดสามารถตามมาด้วยการติดเชื้อทุติยภูมิ เนื่องจากการเกาบริเวณที่มีอาการคันอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ อาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและถลอก นำไปสู่การได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นและเกิดการติดเชื้อเพิ่มได้ง่าย เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลพุพอง (Impetigo) เป็นต้น
การป้องกันโรคหิด
บางครั้งโรคหิดก็ไม่สามารถรักษาให้หายตั้งแต่คราวแรก ผู้ป่วยจึงต้องรับการรักษาใหม่อีกครั้ง การรักษาที่ไม่ได้ผลสังเกตได้จากอาการคันยาวนานมากกว่า 2-3 อาทิตย์ ซึ่งสาเหตุนั้นมักพบว่าเกิดจากการใช้ยาไม่ครบกำหนด รวมถึงการสัมผัสกับเชื้ออีกครั้งขณะรักษา ทำให้เชื้อโรคหิดกลับมาจู่โจมอีกครั้ง
เพื่อป้องกันการกลับไปติดเชื้อโรคหิด ผู้ป่วยควรทายาให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ นอกจากนี้ แม้จะกำจัดตัวหิดออกจากร่างกายแล้ว แต่ตัวหิดก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้นาน 4-6 วัน จึงควรซักทำความสะอาดที่นอน หมอน เสื้อผ้า และผ้าเช็ดตัวที่อาจมีตัวหิดเกาะอยู่ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสขึ้นไป และตากแห้งด้วยความร้อนสูงอย่างน้อย 10-30 นาทีเพื่อให้แน่ใจว่าตัวหิดถูกกำจัดหมดแล้ว ส่วนสิ่งที่ไม่สามารถซักทำความสะอาดได้สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัด แล้วใช้ผงซักฟอกและน้ำร้อนทำความสะอาด รวมถึงใช้เช็ดตามบริเวณที่อาจมีตัวหิดอยู่ด้วย


ขอบคุณที่มา https://www.pobpad.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เรื่องเด่น! วันนี้

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....

เรื่องที่น่าสนใจฮอตฮิตตลอดกาล



..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2019

คลิก>> www.imorya.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/Morya24

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan