ค้นหาสิ่งที่คุณสนใจ..... เช่น PEP ท้องหรือไม่ ยาคุมฉุกเฉิน Amoxicillin

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

ตาเหล่ (Strabimus) คือปัญหาเกี่ยวกับมองเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งตาทั้ง 2 ข้างไม่มองไปในทิศทางเดียวกัน เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกเกิดและเป็นเด็กเล็ก หากเกิดในผู้ใหญ่จะทำให้เห็นภาพซ้อน (Diplopia) และถ้าเกิดกับเด็กจะนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) ซึ่งการทำงานของสมองจะไม่รับและแปรผลข้อมูลจากภาพของตาข้างที่อ่อนแอกว่ามองเห็น
ตาเหล่
โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อที่ติดกับดวงตาแต่ละข้างนั้นจะทำงานประสานกันเพื่อให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน หากกล้ามเนื้อของดวงตาแต่ละข้างไม่สามารถทำงานเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็จะส่งผลให้เกิดการตาเหล่ รวมทั้งสมองอาจไม่สามารถรวมภาพที่ตาแต่ละข้างมองเห็นเข้าด้วยกันได้ ตาเหล่สามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะหรือทิศทางการมองของดวงตา ดังนี้
  • ตาเขเข้าด้านใน (Esotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนเข้ามาด้านในบริเวณสันจมูก บางครั้งอาจเรียกตาเหล่ลักษณะนี้ว่าตาขี้เกียจ (Amblyopia) ซึ่งพบได้ในเด็ก นอกจากนี้ ผู้ที่มีสายตายาวมากและใช้สายตาเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มักเกิดภาวะตาเขเข้าด้านในจากการเพ่ง (Accommodative Esotropia) ซึ่งเป็นลักษณะของดวงตาเคลื่อนเข้ามาหากัน เกิดจากการเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มากจนดวงตาเคลื่อนมาชนกัน ส่งผลให้สูญเสียการควบคุมการมองภาพแบบปกติด้วยตา 2 ข้าง (Binocular) และอาจนำไปสู่การเกิดตาเขเข้าด้านใน
  • ตาเขออกนอก (Exotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนมองออกด้านข้าง มักเกิดขึ้นตอนนอนหลับฝันกลางวันหรือเหนื่อยล้า โดยจะเกิดเป็นระยะ ๆ และเกิดถี่ขึ้นไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ หากดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถทำงานประสานกันได้เมื่อต้องมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ โดยตาข้างใดข้างหนึ่งเบนออกนอกก่อน เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนกำลัง (Convergence Insufficiency)
  • ตาเหล่ขึ้นบน (Hypertropia) และตาเหล่ลงล่าง (Hypotropia) ลักษณะตาเหล่ทั้ง 2 อย่างนี้เกิดจากการที่แกนสายตามองขึ้นบนหรือลงล่างอยู่ตลอดเวลา โดยเรียกลักษณะของตาเหล่ตามทิศทางที่ดวงตาถูกตรึงให้มอง จัดเป็นอาการตาเหล่ที่พบได้น้อยกว่าตาเหล่แบบมองออกข้างหรือเคลื่อนมาชนกัน มักเกิดกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้ว อาการตาเหล่ลักษณะนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งของศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตา Superior Oblique
อาการของตาเหล่
อาการตาเหล่ที่เกิดในเด็กกับผู้ใหญ่อาจปรากฏอาการบางอย่างที่ต่างกัน โดยดวงตาของเด็กแรกเกิดมักมองไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ แต่เมื่ออายุได้ 3-4 เดือน เด็กก็จะกลับมามีดวงตาปกติ หากเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้วดวงตายังไม่สามารถกลับมามองในทิศทางเดียวกันได้ ควรพาไปพบแพทย์
โดยส่วนใหญ่แล้ว เด็กเล็กที่เกิดตาเหล่มักไม่แสดงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กจะสังเกตเห็นเองว่าดวงตาของเด็กมองไม่ตรง ทั้งนี้ เด็กที่ยังพูดไม่ได้อาจเอียงหรือหันหัวไปยังสิ่งของที่จ้อง เพื่อพยายามมองสิ่งนั้นให้ชัดเจน ส่วนเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่เกิดตาเหล่จะเห็นภาพเบลอ ตาล้า แสบตาง่ายเมื่อเจอแสง หรือเห็นภาพซ้อน อย่างไรก็ตาม อาการหรือสัญญาณของตาเหล่ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่
  • ดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้
  • ดวงตาไม่เคลื่อนไหวไปพร้อมกัน
  • ต้องหลับตาข้างใดข้างหนึ่งเมื่อเจอแสงจ้า
  • ชนสิ่งของ (เกิดจากการถูกจำกัดการมองเห็นความลึกของสิ่งต่าง ๆ)
สาเหตุของตาเหล่
กล้ามเนื้อที่อยู่รอบดวงตาแต่ละข้างทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างสามารถมองสิ่งของสิ่งเดียวกันหรือมองไปในทิศทางเดียวกันได้ ผู้ที่ตาเหล่นั้นเกิดจากการที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ส่งผลให้ดวงตาข้างหนึ่งมองของสิ่งหนึ่งอยู่ ส่วนตาอีกข้างมองไปที่ของอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อภาพที่รับรู้ผ่านดวงตาแต่ละข้างถูกส่งไปยังสมอง จะทำให้สมองสับสน และสำหรับเด็กเล็ก สมองอาจไม่รับรู้หรือไม่แปรผลของภาพที่ส่งมาจากดวงตาที่อ่อนแอกว่า สาเหตุของการเกิดตาเหล่สามารถแบ่งได้ ดังนี้
สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดในเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดกับเด็กยังไม่ปรากฏชัดเจน เด็กที่ตาเหล่เกินครึ่งหลายรายมักเกิดภาวะดังกล่าวหลังจากเกิด โดยจะเป็นแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าภาวะตาเขแต่กำเนิด (Congenital Strabismus) และภาวะนี้จะส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อดวงตา ไม่กระทบต่อการมองเห็น
อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏโรคอันตรายอื่น ๆ ที่เด็กมีอาการตาเหล่ได้ ดังนี้
  • โรคเอเพิร์ท (Apert Syndrome)
  • โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy: CP)
  • โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella)
  • เนื้องอกหลอดเลือดชนิดฮีแมงจิโอมา (Hemangioma) หรือปานแดง หากเกิดเนื้องอกชนิดนี้ใกล้บริเวณดวงตาขณะที่เป็นทารก
  • โรคอินคอนติเนนเทีย พิกเมนไท ซินโดรม (Incontinentia Pigmenti Syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมโรคหนึ่งที่ส่งผลต่อผิวหนัง เส้นผม ฟัน เล็บ และระบบประสาท
  • กลุ่มอาการนูแนน (Noonan Syndrome)
  • โรคพราเดอร์-วิลลี่ ซินโดรม (Prader-Willi Syndrome)
  • โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity: ROP) หรือภาวะอาร์โอพี
  • โรคมะเร็งจอตาในเด็ก (Retinoblastoma)
  • โรคสมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ (Traumatic Brain Injury)
  • โครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม (Trisomy 18)
สาเหตุตาเหล่ที่เกิดในผู้ใหญ่ ผู่ใหญ่ที่ตาเหล่อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
  • ภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง (Stroke) จัดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตาเหล่ในผู้ใหญ่
  • สมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ ทำให้เส้นประสาทออคิวโลมอเตอร์ (Oculomotor) ได้รับความเสียหาย หรือได้รับการกระทบกระเทือนที่กล้ามเนื้อบริเวณเบ้าตาโดยตรง
  • ภาวะสูญเสียการมองเห็นจากโรคเกี่ยวกับตาหรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
  • เนื้องอกที่ตาหรือในสมอง
  • โรคคอพอกตาโปนหรือโรคเกรฟส์ (Graves' Disease) ที่อาจพบได้ทั่วไป
  • โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท จัดเป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไป
  • โรคโบทูลิซึม (Botulism)
  • กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome: GBS)
  • ได้รับสารพิษบางประเภท
  • เบาหวาน
การวินิจฉัยตาเหล่
เด็กเล็กที่เกิดอาการตาเหล่จะได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจดวงตาของเด็กว่ามองไปยังสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์อาจปิดตาเด็กทีละข้างและให้มองของสิ่งหนึ่ง เพื่อดูว่าดวงตาข้างใดที่เบนเข้าหรือเบนออกและเบนมากน้อยเพียงใด โดยการตรวจนี้ยังช่วยวินิจฉัยอาการตาขี้เกียจซึ่งอาจเกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ด้วย โดยทั่วไปแล้ว การตรวจตาเด็กเล็กมักทำตอนที่เด็กอายุ 3-5 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นสำหรับเด็กบางราย อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็สามารถพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจได้
นอกจากนี้ การตรวจตาเพื่อวินิจฉัยตาเหล่ยังประกอบด้วยการตรวจต่าง ๆ ดังนี้
  • การตรวจรีเฟลกซ์กระจกตาโดยฉายไฟ (Corneal Light Reflex) วิธีนี้จะช่วยตรวจลักษณะตาเข
  • การวัดสายตา (Visual Acuity) แพทย์จะตรวจวัดสายตาเพื่อดูว่าผู้ป่วยสามารถมองเห็นหรืออ่านข้อความในระยะใดได้ดีกว่า
  • การปิดและเปิดตาทีละข้าง (Cover/Uncover Test) แพทย์จะปิดตาผู้ป่วยทีละข้างแล้วให้มองสิ่งต่าง ๆ วิธีนี้จะตรวจดูการเคลื่อนไหวและการเบนออกของดวงตาแต่ละข้าง
  • การตรวจจอประสาทตา วิธีนี้จะช่วยตรวจจอประสาทตาของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ แพทย์อาจทำการตรวจสมองและระบบประสาทเพื่อวินิจฉัยโรคอื่นด้วย เช่น ผู้ป่วยได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคสมองพิการหรือกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร
การรักษาตาเหล่
ผู้ที่ตาเหล่หากได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น โดยวิธีรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสาเหตุที่ทำให้เกิดตาเหล่ วิธีรักษาตาเหล่ประกอบด้วย
  • ใส่แว่นตา แว่นตานับเป็นวิธีรักษาขั้นแรกที่แพทย์แนะนำให้กับผู้ป่วย โดยการใส่แว่นตาจะช่วยรักษาอาการตาเหล่ระดับอ่อน ๆ ช่วยให้ดวงตาผู้ป่วยกลับมามองได้ตรงตามปกติ
  • ใช้วิธีปิดตา แพทย์จะใช้วิธีปิดตาในการรักษาอาการตาขี้เกียจของเด็ก โดยปิดตาข้างที่ปกติ และให้ดวงตาข้างที่อ่อนแอกว่าพยายามใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตาในการมองมากขึ้นเพื่อมองภาพให้ชัด การปิดตาจะช่วยให้ดวงตาอีกข้างแข็งแรงและปรับสายตาเด็กให้กลับมามองไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยปรับกล้ามเนื้อและการมองเห็นของดวงตาที่อ่อนแอให้แข็งแรง
  • หยอดตา หากเด็กไม่ชอบใช้วิธีปิดตา  แพทย์จะแนะนำให้รักษาตาเหล่ด้วยการหยอดตาแทน โดยแพทย์จะหยอดสารอะโทรปีน (Atropine) ให้ สารนี้จะทำให้ดวงตาเห็นภาพเบลอ ส่งผลให้ดวงตาที่อ่อนแอต้องทำงานมากขึ้นจนกล้ามเนื้อดวงตากลับมาแข็งแรงและมองเห็นภาพได้ปกติ
  • ผ่าตัดกล้ามเนื้อตา หากการรักษาตาเหล่ด้วยวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ผล แพทย์จะผ่าตัดกล้ามเนื้อดวงตา โดยวิธีนี้จะช่วยปรับสายตาให้มองได้ปกติขึ้น ผู้ที่ตาเหล่อันเนื่องมาจากภาวะสูญเสียการมองเห็น ควรได้รับการรักษาภาวะดังกล่าวก่อน จึงจะรับการผ่าตัดได้ นอกจากนี้ เด็กตาเหล่ที่ป่วยเป็นตาขี้เกียจต้องได้รับการรักษาอาการตาขี้เกียจด้วย เพราะการผ่าตัดจะไม่ได้ผลหากเด็กยังเกิดอาการดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตาม หลังรับการผ่าตัดรักษาตาเหล่แล้ว ผู้ป่วยก็ต้องใส่แว่นตาเช่นกัน และอาจต้องรับการผ่าตัดเพิ่ม
ทั้งนี้ หากสาเหตุตาเหล่เกิดจากอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ แพทย์อาจจ่ายยาหรือแนะนำให้รับการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย
ภาวะแทรกซ้อนของตาเหล่
อาการตาเหล่ที่เกิดกับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนนั้น ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของเด็กนั้นแย่ลง งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าเด็กที่เสี่ยงเป็นตาเหล่จะเกิดปัญหากับสภาวะทางจิตใจเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งส่งผลต่อสัมพันธภาพกับผู้คนในสังคมและโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการตาเหล่แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หรือได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้
  • ตาขี้เกียจ เด็กที่เกิดตาเหล่และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจนำไปสู่อาการตาขี้เกียจได้ เนื่องจากดวงตาทั้ง 2 ข้างทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลให้ภาพที่ปรากฏบนจอตาทั้ง 2 ข้างไม่สอดคล้องกัน สมองจะไม่รับและแปรผลข้อมูลจากภาพของตาข้างที่อ่อนแอกว่า จนนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ
  • ค่าสายตาน้อยหรือมากเกินปกติ การผ่าตัดรักษาตาเหล่ช่วงแรกอาจทำให้เกิดการปรับแก้ค่าสายตาที่น้อยกว่าหรือมากกว่าค่าสายตาปกติได้ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมารับการผ่าตัดอีกครั้ง
  • กล้ามเนื้อดวงตาทำงานหนักเกินไป กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ ออบลีก (Inferior Oblique) ซึ่งอยู่บริเวณขอบหน้าของเบ้าตาอาจทำงานหนักเกินไปหลังผ่าตัด มักเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดอีกแม้ว่าการผ่าตัดครั้งแรกจะได้ผลดีแล้วก็ตาม
  • ภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุน (Dissociated Vertical Deviation: DVD) หลังจากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดรักษาตาเหล่ครั้งแรกเป็นเวลาหลายปี สามารถเกิดภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุนหรือภาวะ DVD ได้ โดยตาจะเหล่ขึ้นบนและเขออกเมื่อเหม่อลอย หรือไม่ได้ตั้งใจมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และอาจต้องผ่าตัดหากต้องการความสวยงาม
การป้องกันตาเหล่
ตาเหล่ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้ยาก ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดตาเหล่ของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเกิดจากอะไร การป้องกันตาเหล่จึงต้องเริ่มจากการป้องกันที่สาเหตุนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ตาเหล่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที หากได้รับการรักษาเร็ว ผู้ป่วยก็มีโอกาสกลับมามีดวงตาที่มองเห็นได้ปกติ รวมทั้งการมองเห็นความลึกของสิ่งต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น
ตาเหล่สามารถรักษาได้ด้วยการใส่แว่นตา ใช้วิธีปิดตา หรือผ่าตัด ซึ่งการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของอาการจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็น หลังได้รับการรักษา ผู้ป่วยต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของดวงตาตัวเอง เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจกลับมาตาเหล่อีก
นอกจากนี้ สำหรับตาเหล่ที่เกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาทัน อาจช่วยให้หายได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้ป่วยอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอข้อมูลและทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะกับการอาการป่วยของตนเอง







ขอบคุณข้อมูลจาก pobpad.com



ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob


ร้องเรียนติชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร
ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม
ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"
---------------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....



..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaCARE

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan