ค้นหาสิ่งที่คุณสนใจ..... เช่น PEP ท้องหรือไม่ ยาคุมฉุกเฉิน Amoxicillin

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

โรคหูดหายได้ รักษาหูดด้วยสมุนไพร

โรคหูด

        หูด (Warts)  เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของผิวหนัง ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาจมีขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น หูดอาจจะขึ้นเพียงเดี่ยว ๆ หรือขึ้นหลายตุ่มก็ได้ โดยมักจะขึ้นที่มือ เท้า ข้อศอก ข้อเข่า ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรืออาจขึ้นตามผิวหนังส่วนอื่น ๆ รวมทั้งที่อวัยวะเพศก็ได้ แต่โรคนี้เมื่อเป็นแล้วก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด นอกจากทำให้ดูน่าเกลียดน่ารำคาญหรือทำให้มีอาการปวดได้เป็นบางครั้ง ส่วนมากแม้จะไม่ได้รับการรักษาก็มักจะยุบหายไปเองตามธรรมชาติภายหลังที่เป็นอยู่หลายเดือน แต่บางรายอาจเป็นอยู่แรมปีกว่าจะยุบหายไป และเมื่อหายแล้วก็อาจกกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

       หูดเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเด็กวัยเรียน โดยอัตราการพบสูงสุดจะอยู่ในช่วงอายุ 12-16 ปี ส่วนในผู้ใหญ่ก็อาจพบได้เช่นกัน และจะพบได้น้อยในคนอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป โรคนี้ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นเท่ากัน แต่คนผิวดำและคนเอเชียจะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนผิวขาวประมาณ 2 เท่า



สาเหตุของโรคหูด

       สาเหตุ : หูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี หรือ “ฮิวแมน แปปิโลมา ไวรัส” (Human Papilloma Virus – HPV) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิดย่อย โดยแต่ละเชื้อชนิดย่อยก็ทำให้เกิดหูดในตำแหน่งต่าง ๆ และมีหน้าตาของหูดแตกต่างกันไป เช่น เอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1 จะก่อให้เกิดหูดที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ส่วนเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 6 จะก่อให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศภายนอก เป็นต้น

       กลุ่มเสี่ยง : ในคนบางกลุ่มมีแนวโน้มที่จะติดหูดได้ง่ายกว่าปกติ ได้แก่ คนผิวดำและคนเอเชียซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนผิวขาวถึง 2 เท่า, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน), บุคคลบางอาชีพ (เช่น ผู้ที่มีอาชีพแล่เนื้อสัตว์) เป็นต้น

      การติดต่อ : หูดเป็นโรคติดต่อที่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสถูกคนที่เป็นหูดโดยตรง แต่ผิวหนังที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกจะติดเชื้อได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติ เพราะเชื้อไวรัสสามารถแทรกตัวลงไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาในการแบ่งตัวอยู่หลายเดือนจนกว่าจะเห็นเป็นก้อนหูด และเนื่องจากเชื้อหูดจะแบ่งตัวเฉพาะที่ผิวหนังและเยื่อบุเท่านั้น จึงไม่ลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและไม่แพร่เชื้อเข้าสู่อวัยวะอื่น ๆ เชื้อชนิดนี้จึงไม่ติดต่อผ่านทางอื่น ๆ เช่น การไอ จามรดกัน หรืออย่างในกรณีที่มีหูดที่หน้า การมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อหูดแล้วกลายเป็นหูดที่อวัยวะเพศหรือที่หน้า แต่ถ้าเอามือไปสัมผัสที่หน้า และมือก็ไปสัมผัสอวัยวะอื่น ๆ ด้วยก็อาจจะทำให้ติดเชื้อหูดจากหน้าได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายก็มีลักษณะเป็นพาหะโรค คือ ผิวหนังดูเป็นปกติทุกอย่าง ไม่มีตุ่มนูนให้เห็น แต่ที่ผิวหนังยังมีเชื้ออยู่ จึงยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้จากการสัมผัสผิวหนังส่วนที่มีเชื้อเช่นเดียวกัน (ข้อมูลประชากรไทยราว 20–40 % เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหูดแล้วไม่พบว่ามีการแสดงอาการ)

        ระยะฟักตัว : เมื่อเชื้อไวรัสแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังก็จะเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหูดงอกออกจากผิวหนังส่วนที่ปกติ ซึ่งตั้งแต่รับเชื้อมาจนเกิดอาการมักจะใช้เวลาประมาณ 2-8 เดือน


อาการของหูด

            หูดชนิดทั่วไป (Common warts) เป็นหูดที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะนูนเป็นตุ่มกลมแข็ง ผิวหยาบ ขรุขระ ออกเป็นสีเทา ๆ เหลือง ๆ หรือสีน้ำตาล มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-10 มิลลิเมตร มักขึ้นบริเวณที่ถูกเสียดสีได้ง่าย เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก ข้อเข่า ใบหน้า หนังศีรษะ เป็นต้น และอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ (หูดชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 2 และ 4 ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนชนิดอื่น ๆ ที่อาจพบได้ก็เช่น เอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1, 3, 26, 27, 29, 41, 57, 65, และ 77)

           หูดคนตัดเนื้อ (Butcher's warts) เป็นหูดที่เกิดจากการติดต่อจากคนสู่คน โดยมีเนื้อเป็นทางผ่าน จึงมักพบได้ในผู้ที่มีอาชีพแล่เนื้อดิบ ลักษณะของหูดจะเหมือนกับหูดทั่วไป แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีผิวขรุขระมากกว่า โดยมักจะพบที่มือเป็นส่วนใหญ่ (หูดชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1, 2, 3, 4, 10, 28)

         หูดที่ฝ่ามือฝ่าเท้า (Plamar warts and Plantar warts) หูดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มกลม นูนเล็กน้อย ผิวขรุขระ ถูกล้อมรอบไปด้วยผิวหนังที่หนาตัวขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บ (ลักษณะคล้ายกับตาปลามาก แต่จะแยกกันได้ตรงที่หูดเมื่อใช้มีดเฉือนอาจมีเลือดไหลซิบ ๆ และอาจมีอาการเจ็บปวดได้ ส่วนตาปลาจะไม่มี) หูดชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1 และมีบ้างบางชนิดที่อาจเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 4 ที่มักจะไม่มีอาการเจ็บ และอาจเกิดรวมกันเป็นกลุ่มจนทำให้ดูเป็นหูดที่มีขนาดใหญ่ได้ อาจจะเรียบหรือมีลักษณะนูนเล็กน้อย จนกระทั่งนูนออกมามาก มีผิวขรุขระ หยาบแข็งกว่าหนังธรรมดา เมื่อตัดส่วนยอดของหูดออกแล้วจะเห็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่อุดตันภายใน และมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ (ในบางครั้งการติดเชื้อหูดอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังเลยก็ได้)


          หูดชนิดแบนราบ (Plane warts, Flat warts) มีลักษณะนูนขึ้นจากผิวเพียงเล็กน้อย ผิวจึงค่อนข้างเรียบ ซึ่งต่างจากหูดทั่วไปที่มีผิวขรุขระ มักพบขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก หลังมือ และหน้าแข้ง มีขนาดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตร อาจมีจำนวนตั้งแต่ 2-3 ตุ่มขึ้นไปจนถึงหลายร้อยตุ่ม และอาจมารวมกันเป็นกลุ่ม ๆ (หูดชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 2, 3, 10, 26, 27, 28, 29, 38, 41, 49, 75, 76)

         หูดที่เป็นติ่ง (Filiform warts) หูดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ มักขึ้นที่หนังตา ใบหน้า หรือริมฝีปาก

         หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum) หูดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มกลม ผิวเรียบเป็นมัน ตรงกลางมีรอยบุ๋ม ซึ่งเป็นหูดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอมซีวี (Molluscum contagiosum virus)

        หูดอวัยวะเพศ หรือ หูดหงอนไก่ (Condyloma accuminata) เป็นหูดที่พบที่อวัยวะเพศภายนอกทั้งชายและหญิง มักติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ลักษณะของหูดจะขึ้นเป็นติ่งเนื้องอกอ่อน ๆ มีสีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวขรุขระ ซึ่งจะเริ่มจากรอยโรคเล็ก ๆ แล้วขยายตัวลุกลามใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ (ประมาณ 90% เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 6 และ 11)

        หูดเยื่อบุ เป็นหูดที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน ผิวขรุขระคล้ายหูดทั่วไป มักพบได้ในช่องปาก ซึ่งเกิดจากการร่วมเพศโดยใช้ปาก และอาจพบได้ในเด็กที่คลอดทางช่องคลอดจากมารดาที่ติดเชื้อหูดบริเวณอวัยวะเพศ โดยได้รับเชื้อจากการกลืนหรือสำลักในขณะการคลอด นอกจากนี้ยังอาจพบหูดชนิดนี้ที่เยื่อบุตาอีกด้วย



วิธีรักษาหูด

          แนวทางในการรักษาโรคหูดในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นการรักษาด้วยยาใช้ภายนอก การผ่าตัดซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี และการปล่อยไว้ไม่รักษา เพราะส่วนใหญ่หูดจะสามารถยุบหายไปได้เอง ซึ่งการรักษานี้จะไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุหรือเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นตอแต่อย่างใด เพราะในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ แพทย์จึงเน้นการรักษาไปที่ปลายเหตุด้วยการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นรอยโรค จึงยังอาจทำให้มีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่ในบริเวณรอบ ๆ ที่ผิวหนังที่เห็นเป็นปกติ ดังนั้นแม้จะเอาหูดและเนื้อเยื่อผิวหนังโดยรอบออกไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเชื้อหูดจะหมดไป ทำให้มีโอกาสที่โรคนี้จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
          ส่วนการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น แพทย์จะประเมินจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น ลักษณะของหูด ขนาดและจำนวนของหูด ตำแหน่งที่เกิด อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปการรักษาหูดก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่

      👉   หูดสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในขณะเดียวก็อาจติดซ้ำได้อีกหรืออาจเกิดขึ้นใหม่จากการที่เชื้อไวรัสเดิมยังคงอยู่ ดังนั้นผู้ที่เป็นหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นหูดจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาตั้งแต่ยังเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

      👉  หูดในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก จะสามารถยุบหายไปเองได้ แต่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือนานเป็นปี ๆ โดยผู้ป่วยทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติประมาณ 65% หูดจะยุบหายไปได้เองภายใน 2 ปี ส่วนในเด็กที่เป็นหูดประมาณ 50% หูดจะยุบหายไปภายใน 6 เดือน และประมาณ 90% จะหายไปภายใน 2 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดการแพร่กระจายของหูดเพิ่มมากขึ้น จึงแนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ยังเป็นน้อย ๆ

การรักษาหูดด้วยตัวเอง สามารถทำได้เองที่บ้าน (เป็นวิธีการที่ยังไม่ได้รับการรับรอง)

😉การกระตุ้นแอนติบอดี ด้วยการใช้ก้อนน้ำแข็งถูบริเวณที่เป็นหูดจนรู้สึกชา จากนั้นให้ใช้เข็มฆ่าเชื้อจิ้มลงไปในหูดลึก ๆ หลาย ๆ ครั้ง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อให้ร่างกายพยายามต่อสู้กับมัน ทำให้หูดหายไปได้ในที่สุด วิธีนี้การนี้อาจได้ผลดีมากสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีหูดเป็นจำนวนมาก เพราะการจิ้มหูดเพียง 1 ตุ่มบนร่างกายจะช่วยให้ร่างกายพบหูดตุ่มอื่น ๆ และตรงเข้าไปทำลายได้ในทันที
😉ทาวิตามินซี ให้ใช้วิตามินซี 1 เม็ดนำมาบดแล้วหยดน้ำลงไปเพื่อให้ได้เป็นยาป้ายข้น ๆ จากนั้นให้ทายาลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ทิ้งไว้ในช่วงกลางวัน และเมื่อถึงในช่วงกลางคืนให้แกะออกเพื่อให้ผิวได้หายใจ
😉แอสไพริน ให้ใช้ยาแอสไพริน 2-3 เม็ดนำมาบดให้ละเอียด หยดน้ำลงไปเล็กน้อย แล้วนำยาที่ได้มาป้ายลงบนหูด จากนั้นให้นำปลาสเตอร์ชนิดติดแน่นมาปิดทับทิ้งไว้ 1 คืน (ในยาแอสไพรินจะมีกรดซาลิไซลิกที่ช่วยกัดหูดได้)
😉เบตาดีน ให้ทาเบตาดีนลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ทิ้งไว้เป็นเวลา 1-2 วัน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนปลาสเตอร์ยา
😉ยาสีฟัน ให้ทายาสีฟันลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ยาชนิดติดแน่น ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน โดยให้ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหูดหายไป
😉น้ำมันวิตามินอี ให้ฉีกแคปซูลวิตามินอีแล้วถูน้ำมันลงบนหูดเพียงเล็กน้อย แล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ในช่วงเช้า และแกะออกในช่วงกลางคืนเพื่อให้ผิวได้หายใจ
💢น้ำมันละหุ่ง ให้ทาน้ำมันละหุ่งลงบนหูดโดยใช้สำลีก้านวันละ 2 ครั้ง ซึ่งกรดในน้ำมันละหุ่งจะสามารถกัดกร่อนหูดได้ และใช้ได้ผลดีกับหูดที่มีขนาดเล็กแบนบนใบหน้าหรือหลังมือ
ทีทรีออยล์ ให้ทาทีทรีออยล์ลงบนหูดในปริมาณเล็กน้อย แล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ โดยให้ทำอย่างน้อยเป็นเวลา 3 สัปดาห์
💢น้ำมะนาว ให้บีบน้ำมะนาวลงบนหูด แล้วนำหอมใหญ่สดสับมาวางทับไว้ ให้ทำเช่นนี้ประมาณ 30 นาที วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
💢เปลือกของพืชตระกูลส้ม ให้ปอกเปลือกมะนาวหรือเลมอนบาง ๆ จนได้ขนาดใหญ่กว่าหูดเล็กน้อย แล้วปิดทับลงบนหูดโดยใช้ปลาสเตอร์ชนิดติดแน่นหรือเทปกาวแปะไว้อีกที แล้วให้เปลี่ยนเปลือกใหม่ทุกวัน หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ หูดก็จะหลุดออกมา
💢แครอท ให้นำแคร์รอตมาหั่นเป็นชิ้น ๆ ขูดแคร์รอตจนได้เนื้อละเอียด แล้วเติมน้ำมันมะกอกลงไปพอให้เป็นยาป้าย จากนั้นนำมาทาลงบนหูด 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 30 นาที โดยให้ทำเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
💢มะเดื่อ ให้นำมะเดื่อมาบดแล้วป้ายลงบนหูดทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที โดยให้ทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
💢ใบโหระพา ให้ใช้ใบโหระพาสดนำมาบดแล้วปิดทับลงบนหูด โดยใช้เทปปิดแผลชนิดกันน้ำพันเอาไว้ ให้ทำเช่นนี้ทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วสารฆ่าเชื้อไวรัสในใบโหระพาจะช่วยฆ่าหูดให้คุณเอง
💢เปลือกกล้วย ให้ใช้ด้านในของเปลือกกล้วยถูบริเวณที่เป็นหูดเป็นประจำ เพราะโพแทสเซียมในกล้วยอาจช่วยให้หูดหายได้เร็วยิ่งขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่งอาจนำเปลือกกล้วยมาตัดให้มีขนาดเล็กกว่าเทป เอาด้านในของเปลือกกล้วยปิดทับลงบนหูด แล้วจึงนำเทปผ้ามาปิด ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา 1 วัน โดยให้ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าหูดจะหายไป
💢เบกกิ้งโซดา ให้ผสมผงฟูหรือเบกกิ้งโซดาและน้ำมันละหุ่งเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อครีม จากนั้นให้นำมาทาลงบนหูดในช่วงกลางคืนโดยใช้ปลาสเตอร์ยาปิดเอาไว้ แล้วจึงแกะปลาสเตอร์ออกในเช้าวันถัดไป วิธีนี้สามารถทำซ้ำได้เรื่อย ๆ ตามความเหมาะสม
😑แอปเปิ้ลไซเดอร์วีนีการ์ (Apple Cider Vinegar - ACV) ให้ใช้น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล แล้วนำสำลีก้อนขนาดพอให้ปิดหูดได้จุ่มลงในน้ำส้มสายชู จากนั้นให้ปิดด้วยปลาสเตอร์ยาทิ้งไว้ 1 คืน โปรดจำไว้ว่า วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกแสบได้ ต้องเปลี่ยนสำลีทุกวัน และแปะไว้ทุกคืน หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์เม็ดหูดจะเริ่มหลุดลอกออก
😑จุ่มหูดลงไปในน้ำสับปะรด เพราะในน้ำสับปะรดจะมีเอนไซม์ที่ช่วยละลายหูดได้
😑น้ำเลี้ยงจากต้นแดนดิไลออน (Dandelion) ให้เลือกต้นแดนดิไลออนสด ๆ มาหนึ่งต้น หักก้านออกเป็น 2 ท่อนแล้วใช้น้ำเลี้ยงสีขาวขุ่นที่ไหลซึมออกมาจากก้านทาลงบนหูด โดยให้ทำเช่นนี้วันละ 3-4 ครั้ง จากนั้นให้ใช้หินภูเขาไฟมาขูดเพื่อเอาชั้นผิวที่ตายแล้วออก โดยให้ทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหูดหายไป
😑น้ำร้อน เป็นวิธีพื้นฐานโดยการจุ่มบริเวณที่เป็นหูดลงในน้ำที่ร้อนมาก ๆ ซึ่งความร้อนจะทำให้หูดนุ่มขึ้นและอาจช่วยฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ควรระวังอย่าให้น้ำร้อนเกินจนลวกเท้า (แนะนำว่าอุณหภูมิของน้ำควรต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส)
😑น้ำร้อนและหินภูเขาไฟ ให้แช่หูดลงในน้ำร้อนจนกระทั่งหูดเริ่มนิ่ม แล้วใช้หินภูเขาไฟหยาบสำหรับผลัดเซลล์ผิวขัดบริเวณหูดจนกระทั่งเจอชั้นผิวจริง จุ่มสำลีก้านลงในน้ำยาฟอกขาวแล้วนำมาแตะบนหัวหูดประมาณ 15 นาที (อาจแสบบ้างเล็กน้อย) เสร็จแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
😑น้ำร้อนและเกลือทะเล ให้แช่บริเวณที่เป็นหูดลงในน้ำเกลืออุ่น ๆ เป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อให้หูดนุ่มขึ้น จากนั้นให้ขูดเอาชั้นผิวที่ตายแล้วบนหูดออกไปโดยใช้ตะไบเล็บหรือหินภูเขาไฟ จึงนำเกลือทะเลเม็ดใหญ่มาถู แปะปลาสเตอร์ยาหรือเทปทับลงไปเพื่อให้เม็ดเกลือยังอยู่กับที่ และคอยเปลี่ยนปลาสเตอร์ยาใหม่หลังจากอาบน้ำ เสร็จแล้วให้ล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อหูด
😑รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น กระเทียม มันเทศ เมล็ดทานตะวัน ขนมปังโฮลเกรน ข้าว ฯลฯ
😑รับประทานกระเทียมชนิดแคปซูล โดยให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันหลายสัปดาห์ แล้วหูดจะเริ่มหลุดออกในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่ให้ทานต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าหูดจะหายหมด และให้นำน้ำมันกระเทียมมาทาทับบริเวณที่เป็นหูดประมาณ 1-2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน



การดูแลตนเองเมื่อเป็นหูดในเบื้องต้น

  ****อย่าพยายามแกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่เป็นหูด รวมไปถึงการกัดเล็บ เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังบริเวณอื่น ๆ เกิดการติดเชื้อแล้วกลายเป็นหูดเพิ่มขึ้นใหม่ได้
 ****ไม่ใช้วิธีการรักษาด้วยตัวเองที่กล่าวไปข้างต้นบนผิวที่อาจเกิดการระคายเคือง หรือบริเวณใด ๆ ที่มีการติดเชื้อ เป็นผื่นแดง บนไฝหรือปาน บนหูดที่มีขนโผล่ขึ้นมา รวมถึงหูดบริเวณอวัยวะเพศ ใบหน้า เยื่อบุผิว เช่น ในปาก จมูก และช่องทวารหนัก
 ****ควรล้างผิวบริเวณที่เป็นหูดให้บ่อยที่สุด และพยายามดูแลหูดให้แห้งอยู่เสมอ เพราะหูดที่เปียกจะมีแนวโน้มในการแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น (การเช็ดให้แห้งจะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้)
 ****การใช้วิธีรักษาหลายแบบร่วมกัน สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาหูดให้หายเร็วขึ้น
 ****การรักษาหูดที่ฝ่าเท้าห้ามใช้วิธีการตัดออกหรือใช้ไฟฟ้าจี้ เพราะจะทำให้เจ็บเวลาเดิน

💣   ใช้ปลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ชนิด 40% ปิดตรงบริเวณที่เป็นหูด โดยเริ่มจากการเฉือนหูดออกจนเลือดซิบ แล้วใช้ปลาสเตอร์ปิดทิ้งไว้ให้ครบ 1 สัปดาห์ จากนั้นให้แกะพลาสเตอร์ออกแล้วใช้ตะไบขูดเอาเนื้อที่ตายออกทีละน้อย แล้วปิดปลาสเตอร์ต่อไป โดยให้ทำเช่นนี้ทุก ๆ สัปดาห์จนกว่าหูดจะหายไป
💣   ใช้ยากัดหูดหรือตาปลาที่มีกรดซาลิไซลิกผสม ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า คอนคอน (Con Con), คอลโลแม็ค (Collomak), ดูโอฟิล์ม (Duofilm), ฟรีโซน (Freezone), เวอร์รูมาล (Verrumal) เป็นต้น โดยให้นำมาใช้ทาที่ตัวหูดทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง แล้วตัวยาจะค่อย ๆ กัดเนื้อหูดให้หลุดออก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนกว่าจะเห็นผล แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่เจ็บและสามารถใช้กับเด็กได้ (ก่อนทายาควรแช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 10 นาทีก่อน แล้วใช้ตะไบค่อย ๆ ขูดเอาเนื้อที่แข็งออก แล้วค่อยทายา แต่ในระหว่างที่ทายาต้องระวังอย่าให้น้ำยาถูกผิวหนังปกติ)
💣   การใช้เทปผ้าปิดแผล (Duct Tape Occlusion Therapy - DTOT) เป็นวิธีการที่นำมาใช้เพื่อกำจัดการแพร่กระจายของหูด และเพื่อบีบเค้นไม่ให้หูดได้หายใจ โดยมีงานวิจัยที่พบว่า การใช้เทปผ้าชนิดนี้ร่วมกับยาอิมิควิโมดชนิด 5% เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยกำจัดหูดทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ใช้ระยะเวลาพอสมควร (อาจนานถึง 6 เดือน) แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักใช้ไม่ได้ผล[5]
💣   การรักษาหูดที่เป็นติ่ง แพทย์จะรักษาด้วยการพ่นยาชาแล้วใช้กรรไกรตัดออก
💣   การรักษาหูดที่เป็นตุ่มหรือไตขนาดใหญ่ แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะอาจต้องฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วทำการผ่าตัดและขูดออก โดยอาจจะใช้ไฟฟ้าจี้ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 4 สัปดาห์กว่าแผลจะหายดี หรือไม่ก็อาจให้การรักษาโดยใช้ยาทาอย่างกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ชนิด 40%, กรดแลคติก (Lactic acid) ชนิด 10% หรือทาด้วยกรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic acid) ชนิด 30-50%
  1.  ถ้าใช้ยาแบบทาไม่ได้ผล แพทย์อาจให้ยาแบบฉีดเฉพาะที่ โดยจะใช้ฉีดลงไปที่หูดโดยตรง (ส่วนยากินและยาฉีดเข้าเส้นก็มีครับ แต่ยังให้ผลไม่ดีนัก และยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้)
  2.  ในโรงพยาบาลบางแห่งอาจใช้วิธีการจี้เย็น (Cryosurgery) โดยใช้ไนโตรเจนเหลว (Liquid nitrogen) หรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง (Solid CO2 หรือ น้ำแข็งแห้ง) ในการจี้ทำลายหูด โดยจะต้องจี้ซ้ำทุก ๆ 2 สัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งข้อดีของการใช้ไนโตรเจนเหลวคือจะไม่ทำให้เจ็บมากนักและไม่ทำให้เกิดแผลเป็น แต่ผู้ป่วยต้องมาจี้ซ้ำอยู่หลายครั้งจนกว่าจะหายขาด โดยจะมีอัตราการรักษาหายอยู่ที่ประมาณ 50-80%
 3.  เมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นไม่ได้ผลหรือหูดมีขนาดใหญ่ แพทย์อาจใช้แสงเลเซอร์หรือเครื่องจี้ไฟฟ้าในการรักษา โดยการใช้แสงเลเซอร์จะมีอัตราการรักษาหายประมาณ 65% แต่มีผลข้างเคียงคือ ค่อนข้างเจ็บ อาจทำให้เกิดแผลเป็น แผลอาจเกิดการติดเชื้อ และแพทย์หรือพยาบาลที่ทำการรักษาอาจติดเชื้อได้ เพราะเชื้อสามารถออกมากับควันที่เกิดในขณะทำเลเซอร์ และหายใจเอาเชื้อนั้นเข้าไป ส่วนการจี้ด้วยไฟฟ้าอาจมีประสิทธิภาพดีกว่าการจี้เย็น แต่จะเจ็บและมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่า และเช่นเดียวกับการใช้แสงเลเซอร์ แพทย์หรือพยาบาลอาจติดเชื้อได้ด้วยวิธีการเดียวกัน (การใช้แสงเลเซอร์ในการรักษาจะให้ผลดีกว่าในรายที่หูดเกิดในซอกเล็บซึ่งยากแก่การรักษา)
 4.  ในรายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว แพทย์อาจให้การรักษาโดยให้ผู้ป่วยกินยาไซเมทิดีน (Cimetidine) ในขนาดสูงประมาณ 30-40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันนาน 6-8 สัปดาห์ ซึ่งตัวยาจะมีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะช่วยให้หูดยุบหายไปได้หมดประมาณ 60-70%


เมื่อมีหูดหรือตุ่มผิดปกติในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์
  1.  เมื่อหูดที่เป็นอยู่เป็นมานานหลายปีแล้วแต่ยังไม่ยุบหายไป
  2.  อาการไม่ดีขึ้นภายใน 12 สัปดาห์หลังจากการแปะด้วยปลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid)
  3.  มีหูดหรือตุ่มเนื้อต่าง ๆ บนผิวหนังที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง (ยกเว้นกระเนื้อและไฝ) ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยสาเหตุ เพราะตุ่มเนื้อต่าง ๆ อาจเกิดได้จากหลายโรค ตั้งแต่โรคติดเชื้อ โรคเนื้องอกของผิวหนังหรือของเนื้อเยื่อชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรืออาจเป็นมะเร็งของผิวหนัง
  4.  ตัวหูดมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีขนาดใหญ่ขึ้น ผิวขรุขระมากขึ้น หรือขอบของหูดลุกลามไปยังผิวหนังใกล้เคียง เป็นหูดที่อวัยวะเพศ หรือหูดมีเลือดออกตลอด เพราะเป็นอาการที่อาจเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งได้


ผลข้างเคียงของโรคหูด

      อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าไม่ได้รับการรักษาประมาณ 2 ใน 3 หูดจะหายไปได้เองภายใน 2 ปี โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มักจะไม่หายเอง การรักษาก็ไม่ค่อยได้ผล มีอัตราการเกิดเป็นซ้ำได้สูง และหูดอาจกลายเป็นมะเร็งได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
หูดบางชนิดย่อยอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ เช่น หูดจากเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 6, 11, 16, 18, 31, 35 ที่มักเป็นสาเหตุของการเกิดหูดในอวัยวะเพศ ซึ่งการติดเชื้อหูดในบริเวณนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวของอวัยวะเพศภายนอก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากมดลูก อย่างไรก็ตามหูดจากการติดเชื้อเอชพีวีส่วนมากหรือหลายชนิดย่อย จะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งแต่อย่างใด

วิธีป้องกันหูด

💥หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นหูด ส่วนผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นหูด ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าขนหนู เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ถุงมือ กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน ฯลฯ
💥หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเท้าเปล่าในสระว่ายน้ำสาธารณะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหูดที่เท้า โดยการสวมใส่รองเท้าในขณะอาบน้ำหรือรองเท้าแตะแบบหนีบอยู่เสมอ
💥ห้ามใช้เครื่องมือที่ใช้ตัดหรือเฉือนหูดร่วมกับผู้อื่น
💥พยายามหลีกเลี่ยงการทำเล็บในร้านที่ไม่สะอาด หรือตัดผมแบบที่มีการโกนขนหรือหนวดที่ต้องใช้ร่วมกัน
💥หูดอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก โดยมีปัจจัยโดยตรงมาจากภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนั้น จึงควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่





                                                             คอลโลแม็ค Collomak
ใช้กัดลอกหูดตาปลา บริเวณผิวหนังที่หนาผิดปกติ:
คอลโลแม็ค ออกฤทธิ์กัดผิวหนังที่แข็ง ทำให้ลอกออกได้ง่าย
ข้อบ่งใช้
ใช้กัดลอกหูดตาปลา บริเวณผิวหนังที่หนาผิดปกติ
วิธีใช้
ทาคอลโลแม็ค ตรงบริเวณที่เป็น ทุกเช้าและเย็นเป็นประจำ น้ำยาจะแห้งเร็ว และเหลือเป็นแผ่นฟิลม์เคลือบไว้ ควรแช่บริเวณที่เป็นในน้ำอุ่นทุก2-3วันเพื่อช่วยให้ผิวหนังหลุดลอกได้เร็วขึ้น ควรทายาคอลโลแม็คติดต่อกันจนกว่าบริเวณที่เป็นจะหลุดออกหมด






Con Con คอน คอน รักษาตาปลาและหูด 15 ml.1 ขวด
ใช้กัดลอกหูด ตาปลา บริเวณที่หนังหนาผิดปกติ






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....



..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaCARE

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan