คลิก! แวะชมสินค้า คลิกเลย

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Zoloft (ตัวยา Sertraline)

Zoloft เป็นชื่อการค้าของตัวยา Sertraline ซึ่งเป็นยารักษาโรคซึมเศร้า ใช้ในการรักษาอาการซึมเศร้า
Zoloft จัดเป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ออกฤทธิ์โดยควบคุมระดับสารสื่อประสาทในสมองที่เรียกว่า serotonin ปัจจุบัน ยากลุ่ม SSRIs เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่ถูกสั่งใช้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นน้อยกว่ายากลุ่มอื่นที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า



Zoloft พัฒนาเริ่มแรกในปี ค.ศ. 1990 โดยบริษัทยา Pfizer ในตลาดจำหน่ายยาของประเทศอังกฤษ ภายใต้ชื่อการค้า Lustral และถูกวางจำหน่ายโดยมีข้อดีด้านความปลอดภัย ทั้งอาการข้างเคียงและอาการถอนยาที่น้อยกว่ายาคู่แข่งอย่างเช่น Prozac 
องค์การอาหารและยา อนุญาตให้วางจำหน่าย Zoloft ในปี ค.ศ. 1999 ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 มีข้อมูลรายงานว่า Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา และจัดเป็นยาใน 6 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกาที่แพทย์สั่งใช้ มีมูลค่าการจำหน่ายเกือบ 2.6 พันล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากข้อบ่งใช้รักษาโรคซึมเศร้า ซึ่งพบในร้อยละ 7 ของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา  Zoloft ยังถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ  กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน โรคย้ำคิดย้ำทำ รวมทั้งโรควิตกกังวลและโรคตื่นตระหนก ในปี ค.ศ. 2006 องค์การอาหารและยาอนุญาตให้บริษัทยาอื่น ๆ ผลิตยา sertraline หรือ Zoloft ในชื่อการค้าทั่วไป
ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดการฟ้องร้องเกี่ยวกับข้อบกพร่องของยา Zoloft ทำให้ยาถูกถอนออกไปโดยคำตัดสินของรัฐบาลกลาง เนื่องจากเกิดปัญหาและข้อบกพร่องอื่น ๆ คำฟ้องรองตามข้อกล่าวหาจากคำตัดสินของรัฐบาลกลางแคลิฟอร์เนียระบุว่า ตัวยามีข้อมูลประสิทธิผลเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก และบริษัท Pfizer เจตนาละเลยในการระบุข้อมูลการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงถึงความไร้ประสิทธิผลของตัวยา Zoloft  ภายหลังมีการยกฟ้องด้วยการรื้อฟื้นคดีเมื่อบริษัทมีการแก้ไขข้อมูลให้ดีขึ้น

คำเตือนในการใช้ยา Zoloft

Zoloft ระบุคำเตือนสำคัญในข้อมูลยา เนื่องจากตัวยาเพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายในระหว่างที่ผู้ป่วยรับประทานยา ข้อมูลหลายการศึกษาแสดงว่า ยารักษาโรคซึมเศร้า รวมทั้ง Zoloft  สามารถเพิ่มความคิดฆ่าตัวตายและพฤติกรรมฆ่าตัวตายในผู้ป่วยเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่อายุน้อยที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือ ภาวะผิดปกติทางจิตอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 24 ปี ตัวยาไม่เพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตาย และยังสามารถลดความเสี่ยงการฆ่าตัวตายในผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปได้  แพทย์ผู้ให้การรักษาจะตัดสินใจใช้ยาหากความเสี่ยงไม่รุนแรง และจะติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด ครอบครัวของผู้ป่วยและ/หรือผู้ดูแลผู้ป่วย ควรได้รับคำแนะนำถึงสัญญาณเตือนความเสี่ยงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วย เพื่อติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด



Zoloft ไม่มีข้อบ่งใช้ในการรักษากลุ่มผู้ป่วยเด็ก แต่อาจนำมาใช้ ในกรณีเกิดอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ ในช่วงเริ่มต้นการใช้ยา Zoloft 12 สัปดาห์แรกคุณควรมั่นใจว่าคุณได้พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ควรติดตามผลของการใช้ยา
หากคุณมีอาการหงุดหงิด อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย รู้สึกไม่เป็นมิตร พฤติกรรมก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น อาการซึมเศร้าแย่ลง หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย ควรรีบพบแพทย์โดยเร่งด่วน ไม่ควรหยุดใช้ยา Zoloft โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้ หากคุณตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ทราบถึงการใช้ยา Zoloft  เนื่องจากตัวยามีผลต่อผลการทดสอบได้
มีปัจจัยหลายอย่างที่คุณจะต้องพิจารณาก่อนเริ่มต้นใช้ยา Zoloft รวมทั้งหากคุณเพิ่งหยุดรับประทานยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitor (MAOI) ภายใน 14 วัน ตัวอย่างยาในกลุ่ม MAOIs ได้แก่ furazolidone (Furoxone), phenelzine (Nardil), rasagiline (Azilect), isocarboxazid (Marplan) รวมทั้ง selegiline (Eldepryl, Emsam, Zelapar) และ trannylcypromine (Parbate) หากคุณรับประทานยาในกลุ่ม MAOI คุณจะต้องหยุดรับประทานยาและรออย่างน้อย 14 วันก่อนเริ่มต้นใช้ยา Zoloft
นอกเหนือจากนี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคลมชักหรืออาการชัก โรคอารมณ์สองขั้ว มีประวัติการใช้ยาเสพติด มีความคิดฆ่าตัวตาย การทำงานของตับหรือไตผิดปกติ มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ในการเริ่มต้นรับประทานยา Zoloft อาจต้องใช้ระยะเวลาถึง 4 สัปดาห์ อาการจึงจะเริ่มดีขึ้น ไม่ควรหยุดใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากยา  Zoloft

เช่นเดียวกับยารักษาโรคซึมเศร้าตัวอื่น ๆ การใช้ Zoloft มีโอกาสทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน  ภาวะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ยา Zoloft อาจเนื่องมาจากภาวะน้ำคั่งของร่างกาย ขาดการออกกำลังกาย ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หรือปัจจัยอื่น ๆ และเพื่อจัดการกับภาวะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในระหว่างใช้ยา Zoloft  หรือยารักษาโรคซึมเศร้าตัวอื่น ๆ แพทย์แนะนำให้เพิ่มการทำกิจวัตรประจำวัน และรับประทานอาหารพลังงานสูงให้น้อยลง

การใช้ยา Zoloft ในระหว่างตั้งครรภ์

Zoloft อาจมีอันตรายต่อพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์มารดา ในระหว่างที่ใช้ยา Zoloft  หากคุณตั้งครรภ์ หรือวางแผนการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยา  ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ายาสามารถส่งผ่านทางน้ำนม หรือเป็นอันตรายต่อทารกที่ดื่มนมจากมารดาหรือไม่ ดังนั้นในระหว่างกำลังให้นมบุตร ไม่ควรเริ่มต้นใช้ยา Zoloft โดยไม่ได้รับการยินยอมจากแพทย์



ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยไม่ผ่านการพิจารณาของแพทย์ Zoloft ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำในผู้ป่วยเด็ก แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft

หากคุณเกิดอาการเหล่านี้ ปากคอแห้ง เหงื่อออกมากกว่าปกติ คลื่นไส้ ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน รวมทั้งง่วงซึม นอนไม่หลับ หรือวิงเวียนศีรษะ หากอาการดังกล่าวยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรรีบปรึกษาแพทย์

อาการข้างเคียงที่ร้ายแรงจากการใช้ยา Zoloft

Zoloft อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ร้ายแรงในผู้ป่วยบางราย อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • กล้ามเนื้อเกร็ง หรืออ่อนแรง
  • เกิดจ้ำเลือดหรือเลือดออกง่ายผิดปกติ
  • ตัวสั่น หรือมีอาการสั่น
  • น้ำหนักลดลงผิดปกติ
หากคุณสังเกตพบว่าอุจจาระของคุณมีสีดำคล้ำหรือมีเลือดปน หรือคุณอาเจียนออกมาเป็นสีคล้ายกาแฟให้รีบพบแพทย์โดยด่วน ในบางครั้ง การรับประทานยา Zoloft อาจนำไปสู่อาการข้างเคียงที่รุนแรงที่เรียกว่า serotonin syndrome ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร่งด่วน ความเสี่ยงของการเกิด serotonin syndrome จะเพิ่มมากขึ้นหากคุณรับประทานยาชนิดอื่นที่สามารถเพิ่มระดับ serotonin ร่วมด้วย
กลุ่มอาการ serotonin syndrome เริ่มจาก หัวใจเต้นเร็ว ประสาทหลอน ร่างกายเสียสมดุล และวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง จนถึงอาการกล้ามเนื้อกระตุก ไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และกระสับกระส่ายผิดปกติ หรืออยู่ไม่นิ่ง สำหรับอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่พบได้น้อย ได้แก่ อาการปวดเมื่อองคชาติแข็งตัว หรือองคชาติแข็งตัวนานกว่าปกติตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นคุณจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วน  หรืออาจเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นถาวร 
ปฏิกิริยาแพ้ยารุนแรงเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย แต่หากเกิดขึ้น ควรรีบรักษาโดยด่วน อาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ เกิดผื่นคัน ใบหน้าบวมบางบริเวณ ลิ้นบวม หรือลำคอบวม รวมถึงอาการวิงเวียนศีรษะรุนแรงและหายใจขัด

อันตรกิริยาของยา Zoloft

ยาในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) ซึ่งมีหลายชนิดสามารถส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา Zoloft
ยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอย  (NSAIDs) ทำให้เกิดความเสี่ยงเกิดจ้ำเลือดหรือเลือดออกง่ายกว่าปกติ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่คุณจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณรับประทานยาเหล่านี้
  • Ibuprofen (Advil, Motrin)
  • Naproxen (Aleve, Naprosyn, Naprelan, Treximet)
  • Aspirin, celecoxib (Celebrex)
  • Indomethacin (Indocin)
  • Meloxicam (Mobic)
  • Diclofenac (Arthrotec, Cambia, Cataflam, Voltaren, Flector Patch, Pennsaid, Solareze)
ตัวยาเหล่านี้ที่จะกล่าวถึงเมื่อรับประทานร่วมกับ Zoloft ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวยาที่คุณอาจรับประทานโดยปกติอยู่แล้ว เช่น ยารักษาหวัด หรือยาแก้แพ้ ยาออกฤทธิ์ระงับประสาท ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์เสพติด ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาป้องกันอาการชัก หรืออาการวิตกกังวล สิ่งสำคัญคือคุณควรบันทึกรายการยาทั้งหมดที่แพทย์สั่งใช้และซื้อมาใช้เองจากเคาน์เตอร์ทั่วไป รวมทั้งวิตามินและผลิตภัณฑ์สมุนไพร และแจ้งให้แพทย์ทราบ
รายการยาที่จะกล่าวต่อไปนี้สำคัญมากที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ ได้แก่
  • Competitive (Tagamet)
  • Digoxin (Crystodigin)
  • Fentanyl (Abstral, Actiq, Fentora, Duragesic, Ionsys, Lazanda, Onsolis)
  • Tramadol (Ultram, Ultram ER, Ultracet)
  • 5-hydroxytryptophan (5-HTP)
  • Valproate (Depacon, Depakene)
  • Linezolid (Zyvox)
  • Lithium (Lithobid, Eskalith)
แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณใช้ยารักษาอาการปวดไมเกรน เช่น naratriptan (Amerge), rizatriptan (Maxalt), sumatriptan (Imitrex, Treximet) หรือ zolmitripran (Zomig), almotriptan (Axert), eletriptan (Relpax) และ frovatriptan (Frova)  รวมทั้งสมุนไพร St. John’s wort รวมทั้งกลุ่มยาละลายลิ่มเลือด ได้แก่ warfarin (Coumadin, Jantoven) และยารักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ specialise (Tambocor) และ propagating (Rhythmol) ที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ รวมทั้งยารักษาโรคซึมเศร้าตัวอื่น ๆ ที่อาจเกิดอันตรายกริยากับ Zoloft
แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้ ซึ่งได้แก่
  • venlafaxine' target='_blank'>Venlafaxine (Effexor)
  • Amitriptyline (Elavil)
  • Bupropion ( Wellbutrin)
  • Nortriptyline (Pamelor)
  • citalopram' target='_blank'>Citalopram(Celexa)
  • Milnacipran (Savella)
  • Desvenlafaxine (Pristiq)
  • Duloxetine (Cymbalta)
  • Escitalopeam (Lecapri)
  • Fluoxetine (Prozac, Sarafem)
  • Fluvoxamine (Luvox)
  • Imipramine (Tofranil)
  • Paroxetine (Paxil)
ไม่ว่าจะเป็นรายการยาอย่างที่กล่าวมาหรือคุณใช้ยาตัวอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดปัญหา ให้รวบรวมรายการยาทั้งหมดเมื่อคุณไปพบแพทย์

การใช้ Zoloft ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่รับประทานยา Zoloft เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มการเกิดอาการข้างเคียงของยา Zoloft ไม่ควรรับประทานยารูปแบบยาน้ำ Zoloft ในระหว่างที่คุณกำลังใช้ยา disulfiram (Antabuse) เนื่องจากตำรับยาน้ำมีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงกับ disulfiram
หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่รถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิเนื่องจากการรับประทานยา Zoloft อาจทำให้ประสิทธิภาพความคิดและการทำงานแย่ลง

ขนาดยา Zoloft ที่ใช้ในการรักษา

ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาวะโรคที่รักษาและอายุของผู้ป่วย
ขนาดยาในผู้ใหญ่
  • โรคซึมเศร้าหรือโรคย้ำคิดย้ำทำ : รับประทาน 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
  • โรคตื่นตระหนก หรือโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ  และโรคกลัวการเข้าสังคม: เริ่มต้นขนาดยา 25 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นปรับเพิ่มขนาดยาเป็น 50 มิลลิกรัมต่อวัน
  • กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน : รับประทาน 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ซึ่งทั้งรูปแบบการรับประทานทุกวันวันละ 1 ครั้งของรอบประจำเดือน หรือในช่วงหลังของรอบประจำเดือน ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
 ขนาดยาในเด็กและวัยรุ่น
  • โรคย้ำคิดย้ำทำในเด็กอายุ 6-12 ปี เริ่มต้นด้วยขนาดยา 25 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง และในเด็กอายุ 13-17 ปี เริ่มต้นขนาดยา 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง
การปรับเพิ่มขนาดยาขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ไม่ควรปรับเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเอง คุณสามารถรับประทานยาพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ในช่วงเช้าหรือเย็น และควรรับประทานยาในเวลาเดิมของวันเพื่อป้องกันการลืมรับประทานยา หากเป็นรูปแบบยาน้ำชนิดรับประทาน จำเป็นต้องเจือจางยาก่อนรับประทาน ควรใช้หลอดหยดยาเพื่อตวงวัดขนาดยา คุณสามารถผสมยากับน้ำเปล่าปริมาตร 4 ออนซ์ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น น้ำขิง น้ำโซดามะนาว น้ำมะนาว หรือน้ำส้มคั้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องดื่มอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น และควรรับประทานอย่างน้อย 1 แก้ว หลังจากนั้นดื่มน้ำเปล่าตามอีก 1 แก้วเพื่อ ให้ยาละลายได้ดี

เมื่อรับประทาน Zoloft เกินขนาดรักษา

อาการแสดงเมื่อรับประทานยาเกินขนาด ได้แก่ อาการสั่น กระสับกระส่าย อาเจียน ง่วงซึมมาก และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติหากคุณมีอาการดังกล่าว และคิดว่าคุณรับประทานยาเกินขนาด ให้รีบแจ้งศูนย์พิษวิทยาที่เบอร์โทร 1-800-222-1222 หรือพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน

เมื่อลืมรับประทานยา Zoloft

หากคุณลืมรับประทาน Zoloft ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่หากใกล้ถึงเวลารับประทานยามื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อยาที่ลืมรับประทาน ไม่ต้องเพิ่มขนาดยามื้อถัดไปเป็น 2 เท่า

ลักษณะเม็ดยา Zoloft


Zoloft  ขนาด 50 มิลลิกรัม  เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างยาวรี สีฟ้า
Zoloft  ขนาด 100 มิลลิกรัม  เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างยาวรี สีเหลือง
Zoloft  ขนาด 25 มิลลิกรัม  เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างยาวรี สีเขียว
Sertraline-TEV ขนาด 25 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีเขียว
Sertraline-TEV ขนาด 50 มิลลิกรัม เป็นรูปร่างเม็ดยากลมรี สีฟ้า
Sertraline-TEV ขนาด 100 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีเหลือง
Sertraline-IVA ขนาด 25 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างกลม สีฟ้า
Sertraline-IVA ขนาด 50 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีฟ้า
Sertraline-IVA ขนาด 100 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีฟ้า
Sertraline-MYL ขนาด 25 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างกลมสีเขียว
Sertraline- MYL ขนาด 50 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างกลมสีเขียว
Sertraline- MYL ขนาด 100 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีเขียว
Sertraline- GRE ขนาด 100 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยาเคลือบฟิล์ม รูปร่างกลมรี สีเหลือง
Sertraline- GRE ขนาด 50 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีฟ้า
Sertraline- GRE ขนาด 25 มิลลิกรัม เป็นเม็ดยารูปร่างกลมรี สีเขีย
Sertraline 25 mg-APO, green, oval,
Sertraline 50 mg-APO, blue, oval, film coated
Sertraline 100 mg-APO, yellow, oval,

คำถามที่พบบ่อยของยา Zoloft

คำถามที่ 1  Zoloft ทำให้น้ำหนักขึ้นหรือไม่ หากรับประทานยาควบคุมน้ำหนักร่วมกับ Zoloft จะปลอดภัยหรือไม่
คำตอบ จากการศึกษาหลายข้อมูลแสดงว่า ผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นซึ่งถือเป็นปริมาณน้อย ในบางสถานการณ์ อาจยากที่จะบอกว่า ภาวะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากตัวยาหรือสภาวะโรคของผู้ป่วย 
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และ/หรือ การทำกิจวัตรประจำวัน ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันหรือปัจจัยอื่น ๆ โดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่อการใช้ยาลดน้ำหนักที่ซื้อมารับประทานเอง เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเกิดอันตรกิริยากับยาที่แพทย์สั่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ทางที่ดีที่สุดคุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยที่สุด บนพื้นฐานการรักษาของคุณ แพทย์จะแนะนำทางทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก
คำถามที่ 2  ในระหว่างที่ฉันรับประทานยา  Zoloft  น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ  ภาวะน้ำหนักตัวและความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors ( SSRIs) ซึ่งรวมถึงยา Zoloft (sertraline)  ผู้ป่วยควรรายงานการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในขณะรักษาให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ รวมทั้งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
คำถามที่ 3  Zoloft ทำให้น้ำหนักตัวของคุณเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor โดยทั่วไปมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคกลัวการเข้าสังคม โรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ โรคตื่นตระหนก และโรคย้ำคิดย้ำทำ อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ ปากคอแห้ง นอนไม่หลับ ปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ ท้องเสีย คลื่นไส้ และง่วงนอน ดังนั้น ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและความอยากอาหารเพิ่มขึ้นอาจเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน
คำถามที่ 4  หากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายไม่ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว Zoloft จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ  การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและความอยากอาหารเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยในการใช้ยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ซึ่งรวมถึงยา Zoloft (sertraline) ผู้ป่วยควรติดต่อผู้ให้การรักษา หากเกิดความผิดปกติในระหว่างการรักษา รวมทั้งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
คำถามที่ 5  Zoloft ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ  จากการทบทวนวรรณกรรม Zoloft (sertraline) สามารถทำให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงได้ หากคุณน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงโดยหาสาเหตุไม่ได้โดยที่คุณไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการออกกำลังกาย คุณควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้การรักษา
คำถามที่ 6  ฉันสามารถรับประทานวิตามิน  B-12 ,Omega 3, zinc และ และวิตามิน D ควบคู่กับยา  Zoloft  และ  Atenolol  ได้หรือไม่
คำตอบ  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาที่คุณกล่าวนั้น (วิตามิน B-12 ,Omega 3, zinc ,วิตามินD ,Zoloft และ Atenolol ) สามารถรับประทานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย แต่หากคุณเริ่มมีอาการผิดปกติใด ๆ ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
คำถามที่ 7 ฉันเคยอ่านข้อมูล ระบุว่า การรับประทานยา Zoloft นำไปสู่การเกิดมะเร็งเต้านม เป็นความจริงหรือไม่
คำตอบ  จากข้อมูลรายละเอียดยา Zoloft (sertraline) ไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ป่วยที่ใช้ยา Zoloft หากคุณเป็นกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
คำถามที่ 8  ประสิทธิภาพยา Zoloft ในชื่อการค้าอื่น ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
คำตอบ  องค์การอาหารและยาจะประเมินความเท่าเทียมของประสิทธิภาพ ยาที่ผลิตในชื่อการค้าทั่วไป หมายถึง ยาที่ถูกผลิตออกมาในชื่อการค้าทั่วไป จะมีระดับยาในกระแสเลือดใกล้เคียงกับยาต้นแบบ องค์การอาหารและยายอมรับให้เกิดความผันแปรของประสิทธิภาพในยาชื่อการค้าทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การได้รับอนุญาตโดยองค์การอาหารและยาเป็นข้อบ่งชี้ว่า ยาชื่อการค้าทั่วไปน่าเชื่อถือเหมือนกับยาต้นแบบ ในด้านเอกลักษณ์ของยา ปริมาณยา คุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความแรงของยา สำหรับส่วนประกอบอื่นที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญอาจมีความแตกต่างในแต่ละผลิตภัณฑ์ อาจมีส่วนทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาเกิดอาการข้างเคียงหรือภาวะทนต่อยาแตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์
คำถามที่ 9  หลังจากฉันรับประทานยา Zoloft  ติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 ปี ฉันต้องการจะหยุดใช้ยา Zoloft ฉันสามารถปรับลดขนาดยาด้วยตัวเองได้อย่างไร แพทย์ของฉันเห็นด้วยกับความคิดนี้แต่ห้ามฉันหยุดยาโดยทันที
คำตอบ  เมื่อผู้ป่วยหยุดรับประทานยา Zoloft (sertraline)  หรือตัวยาอื่น ๆ อาจเกิดอาการข้างเคียงขึ้นได้ เช่น อยู่นิ่งไม่ได้ หงุดหงิด กระสับกระส่าย วิงเวียนศีรษะ วิตกกังวล รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย และนอนไม่หลับ คุณควรค่อย ๆ ปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย หากไม่สามารถทนอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการปรับลดขนาดยา หรือในระหว่างการหยุดยา ควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาและพิจารณาเพื่อกลับมาใช้ขนาดยาที่แพทย์สั่งใช้ก่อนหน้านี้  หากอาการข้างเคียงเริ่มดีขึ้นคุณสามารถปรับลดขนาดยาลงไปได้อีกครั้ง
คำถามที่ 10  ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว และได้รับยา Zoloft  ฉันอยากทราบว่าโดยแท้จริงแล้ว ยานี้ออกฤทธิ์อย่างไร
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม SSRI หรือ selective serotonin reuptake inhibitor โดย Zoloft ผลิตตั้งแต่ปีค.ศ. 1993 ใช้เพื่อเป็นทางเลือกจากการใช้ยา Prozac (fluoxetine) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกัน ตัวยามีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับสารสื่อประสาทบางชนิดที่บริเวณช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาท มีผลทำให้สารสื่อประสาทเหล่านี้ทำงานเพิ่มขึ้น serotonin (สารเคมีทำให้อารมณ์ดี) dopamine (สารเคมีแห่งความพึงพอใจ) และ norepinephrine Z สารเคมีที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นและสมาธิ) ตัวยาช่วยปรับสมดุลของระดับ serotonin ให้เข้าสู่ระดับปกติ ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างที่เกิดอาการคุ้มคลั่งและอาการซึมเศร้าของโรคอารมณ์สองขั้ว Zoloft จึงถูกนำมาใช้รักษาสำหรับการวินิจฉัยนี้ ในช่วงเวลาอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องเพิ่มยาเสริมเพื่อรักษาอาการ
คำถามที่ 11 ฉันรับประทานยา Zoloft  ที่เป็นชื่อการค้าทั่วไป ในขนาด 25 mg คุณคิดว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักตัวของฉันเพิ่มขึ้นหรือไม่ 
คำตอบ  ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่รับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าอย่างเช่น Zoloft (sertraline) เกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้บ่อย แต่ก็ยังไม่สามารถบอกสาเหตุที่แน่ชัดได้ สาเหตุที่ระบุได้ยาก ประการแรก รายการศึกษาของยามักจะศึกษาน้อยกว่า 12 สัปดาห์ ซึ่งไม่ยาวนานพอที่จะเห็นน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สอง เนื่องจากอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักตัวที่ลดลงเป็นอาการของโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นได้โดยทั่วไป และนั่นอาจเป็นไปได้ว่า ในผู้ป่วยหลายรายที่รับประทานยาโรคซึมเศร้ามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเนื่องมาจากอาการซึมเศร้าเริ่มดีขึ้น ไม่ใช่อาการข้างเคียงของตัวยาเอง 
โดยทั่วไปมีความเข้าใจว่ายากลุ่ม SSRIs เช่น Zoloft, Paxil หรือ Prozac มักจะเป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น มากกว่ายากลุ่ม SNRIs เช่น Effexor หรือ Wellbutrin ยากลุ่มมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะกระตุ้นของร่างกายและกดความอยากอาหาร ซึ่งนำไปสู่น้ำหนักตัวที่ลดลงในขณะที่ผู้ป่วยรับประทานยานี้ หากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจริงจากการใช้ยา คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางเลือกอื่นในการรักษา
คำถามที่ 12  ผู้ป่วยบางรายควรใช้ยาร่วมกัน ระหว่าง  Xanax  และ Zoloft  หรือไม่ และด้วยเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบ  ยา 2 ตัวนี้ถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อช่วยในการรักษาอาการของโรค ตราบใดก็ตามที่แพทย์ผู้ให้การรักษาสั่งใช้ยาเหล่านี้ เขาได้พิจารณาแล้วว่านั่นคือรูปแบบการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ไม่ควรใช้ยาเหล่านี้นอกเหนือจากแนวทางการรักษาที่แพทย์แนะนำไว้ และหากคุณรู้สึกผิดปกติในระหว่างการรักษากรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ
คำถามที่ 13  ฉันหยุดรับประทานยา  Zoloft  ได้เลยหรือไม่
คำตอบ  จากข้อมูลยา Zoloft (sertraline) การหยุดยาโดยทันทีทำให้เกิดอาการถอนยาอย่างรุนแรง ได้แก่ รู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย วิงเวียนศีรษะ วิตกกังวล รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย และนอนไม่หลับ แพทย์ควรติดตามอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยหยุดใช้ยาในการรักษา การปรับลดขนาดยาลงทีละน้อยสามารถลดอาการถอนยาที่จะเกิดขึ้นได้  อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งอาการถอนยาจึงจะดีขึ้นแต่หากไม่สามารถทนอาการดังกล่าวได้ ควรเริ่มต้นขนาดยาเดิมอีกครั้ง หรือปรับเพิ่มขนาดยาเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น
คำถามที่ 14 ฉันรับประทานยา Zoloft  มาเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่พบความแตกต่างที่ดีขึ้นจากการใช้ยา ฉันควรจะหยุดรับประทานยาหรือไม่
คำตอบ  ความจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจความแตกต่างที่เกิดขึ้น เพราะบางครั้งการใช้ยาอาจต่ำกว่าขนาดปกติ อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นใจว่าการรักษาจะได้ผล มีอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายเกิดขึ้นมากมายในผู้ป่วยที่หยุดรับประทานยา Zoloft แบบหักดิบและฉันไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น ในปี ค.ศ. 1993 มีผู้ป่วยที่หยุดใช้ยา Zoloft โดยทันทีและเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง ผู้ป่วยบางรายเกิดความรู้สึกแยกตัวจากสังคมและในที่สุดต้องกลับไปรับประทานยาอีกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษา ทั้งกรณีที่มีการปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น หรือมีการปรับลดขนาดยาอย่างช้า ๆ
คำถามที่ 15 ทุกวันนี้ ฉันรับประทานยาหลายชนิดได้แก่ Zocor, Cozaar, Synthroid, Prempro และ aspirinขนาดต่ำ ถ้าต้องการให้ฉันรับประทานยา Zoloft เพิ่มเติม ฉันรู้สึกเป็นกังวลว่ายาตัวนี้ รับประทานร่วมกับยาตัวอื่นอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 
คำตอบ  ฉันได้ตรวจสอบข้อมูลยาต่าง ๆที่คุณถามไว้ ได้แก่ Zocor (simvastatin), Cozaar (losartan), Synthroid (levothyroid) Prempro ( congugated  estrogens), aspirin และ Zoloft ( sertraline) จากการทบทวนวรรณกรรมข้อมูลยา จึงบอกได้ว่าการใช้ยา aspirin และ Zoloft ( sertraline) ร่วมกันมีผลทำให้เกิดความเสี่ยง เลือดออกได้ง่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ควรทบทวนประวัติการใช้ยาร่วมกับแพทย์
คำถามที่ 16  ลูกชายของฉันอายุ 16 ปี และกำลังรักษาอาการวิตกกังวลกำเริบด้วยยา Zoloft เขารับประทานยา Zoloft มาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์อาการจึงเริ่มดีขึ้น แม้ว่าอาการจะไม่ดีขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นรับประทานยา แต่อาการเริ่มดีขึ้นเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากรับประทานยาพบปัญหามากมายจากสิวอักเสบ และได้ใช้ยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิดที่แนะนำในการรักษาสิว ฉันเคยได้ยินมาว่า Zoloft มีประสิทธิภาพในการรักษาแต่มีอาการข้างเคียงมากมายรวมทั้งการเกิดภาวะซึมเศร้า 
คำตอบ Zoloft (sertraline)  เป็นยาที่ใช้ในการรักษาทั้งภาวะซึมเศร้า และอาการวิตกกังวลกำเริบ ในบรรดายารักษาโรคซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์จึงจะเห็นประสิทธิผลของการรักษา สำหรับอาการข้างเคียงเกิดขึ้นแตกต่างในผู้ป่วยแต่ละราย และมักขึ้นอยู่กับขนาดของยาที่ใช้ ยาปฏิชีวนะที่นิยมนำมาใช้รักษาสิวมากที่สุดคือ tetracyclineยาปฏิชีวนะทุกชนิดล้วนแล้วมีอาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจงต่อผู้ป่วยแต่ละราย ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาลูกชายของคุณเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น
คำถามที่ 17 ปัจจุบัน ฉันรับประทานยา Zoloft  และอยากให้คุณช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถหาได้ของยา  Zoloft
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพอย่างมากซึ่งนำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า จัดเป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า SSRIs ( selective serotonin reuptake inhibitors)
คำถามที่ 18  ในผู้ป่วยรายหนึ่งจำเป็นต้องรับประทานยา Zoloft เป็นระยะเวลานานเท่าไร หากผู้ป่วยใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน จะทำให้เกิดอัตราอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มมากขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาซึ่งนำมาใช้รักษาโรคซึมเศร้า จัดเป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า SSRIs (selective serotonin reuptake inhibitors) เมื่อนำยารักษาโรคซึมเศร้ามาใช้รักษาภาวะซึมเศร้า โดยทั่วไปแนะนำให้รับประทานยาเป็นระยะเวลา 1 ปี และค่อย ๆ ปรับลดขนาดยา หากผู้ป่วยยังคงมีอุบัติการณ์ของโรคซึมเศร้า เกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้ง หรือเกิดขึ้นครั้งแรกแต่มีอาการรุนแรง อาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนด ผู้ป่วยหลายรายจะต้องรับประทานยา Zoloft (sertraline) หรือยารักษาโรคซึมเศร้าอื่น ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายปีโดยไม่มีอาการกำเริบ แพทย์ผู้ให้การรักษาสามารถแนะนำข้อมูลเพิ่มเติมถึงระยะเวลาของการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าสำหรับคุณ
คำถามที่ 19  ปัจจุบันนี้ ฉันอยู่ในช่วงระหว่างการให้นมลูกสาว ซึ่งอายุเกือบ 5 เดือน ฉันให้นมจากเต้าเพียงบางส่วน และอีกส่วนหนึ่งเป็นนมผงสำเร็จรูป ( ให้นมทั้งนมจากเต้าและนมผงสำเร็จรูป)  แต่ฉันจำเป็นจะต้องรับประทานยา  Zoloft  เพื่อรักษาอาการรุนแรงก่อนภาวะประจำเดือน และฉันกำลังจะวางแผนเพื่อลดระยะเวลาในการให้นมจากเต้าเพื่อลดความเสี่ยงที่ตัวยาผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูกสาวของฉันได้  คุณพอจะช่วยเหลือฉันในการจัดการตารางเวลาของการให้นมบุตร เพื่อให้มีช่วงระยะเวลาระหว่างการรับประทานยา (ขนาดยา 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง) และการให้นมบุตรได้หรือไม่
คำตอบ  ข้อมูลรายการศึกษาแสดงว่า ระดับยา Zoloft (sertraline) และสารที่ถูกเปลี่ยนแปลงจากตัวยา ผ่านทางน้ำนมของมารดาได้น้อยมาก แต่ไม่มีข้อมูลตีพิมพ์ที่เป็นการศึกษาการใช้ยา Zoloft ในผู้หญิงให้นมบุตรยืนยัน จากพื้นฐานของยา Zoloft ที่สามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไปในร่างกาย นับเป็นการยากที่จะบอกถึงเวลาที่เหมาะสมระหว่างการรับประทานยาและการให้นมบุตร ดังนั้น โดยทั่วไปในแต่ละช่วงเวลา ระดับยาในร่างกายในมารดาจะมีระดับยาไม่แตกต่างกัน
คำถามที่ 20  ฉันรับประทานยา Zoloft  ครึ่งเม็ด ตามคำสั่งแพทย์ และฉันรู้สึกมีอาการวิตกกังวลมากขึ้น และมีความรู้สึกตกใจแบบขวัญหนีดีฝ่อเกิดขึ้น จึงไม่รับประทานยาต่อไป และในขณะนั้นฉันรับประทานยาร่วมกับแอสไพรินขนาดต่ำ และยาลดความดันโลหิตสูง อาการเช่นนี้เป็นอาการข้างเคียงของยาหรือเป็นความผิดปกติอะไร
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม SSRI ( selective serotonin reuptake inhibitor) และมีผลเพิ่มระดับสารสื่อประสาท norepinephrine ได้บ้าง การใช้ยาในกลุ่มนี้ในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน ในบางครั้ง อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อค้นหาตัวยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย การรับประทานยาในขณะท้องว่างและการรับประทานยาอื่น ๆ ไม่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น ในบางครั้ง ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาตัวหนึ่งในกลุ่มเดียวกันแต่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวอื่น ๆ ในกลุ่ม หากคุณรับประทานยาเพียงแค่มื้อเดียว แพทย์อาจแนะนำให้คุณทดลองใช้ยาซ้ำอีกครั้ง  เพื่อประเมินอาการซ้ำหรือร่างกายอาจปรับตัวได้ดีขึ้น หากคุณมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำควรแจ้งให้แพทย์ทราบ นั่นแสดงว่าคุณไม่สามารถทนอาการข้างเคียงจากยาได้ อาจพิจารณายาตัวอื่น ๆ ในกลุ่ม SSRI ต่อไป การใช้ยาเหล่านี้ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนจึงจะเห็นประสิทธิภาพเต็มที่ของยา แต่หลังจากเริ่มใช้ยาใน 2-3 วันแรกคุ ณอาจมีภาวะกระตือรือร้นและมีความตื่นตัว หลังจากคุณรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลาหนึ่ง การปรับลดขนาดยาจำเป็นต้องค่อย ๆ ปรับลดขนาดยาลง ใช้ระยะเวลาเป็นเดือน หากมีอาการผิดปกติควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์
คำถามที่ 21 ฉันรับประทานยา Zoloft มาเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ควรเกิดขึ้น ฉันสามารถหยุดรับประทานยาได้หรือไม่
คำตอบ  จากคำถามของคุณ กล่าวถึงการใช้ยา Zoloft (sertraline) รักษาอย่างต่อเนื่อง เห็นว่ายาไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา ประการแรก ฉันสังเกตพบว่าคุณรับประทานยาต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อาการดีขึ้นได้ แต่คุณไม่ได้ตระหนักถึงผลการใช้ยา ในหลายครั้งผู้ป่วยหลายรายหยุดรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้า และกลับพบว่าแท้จริงแล้วยาทำให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากคุณเข้าใจว่ายาไม่ได้ผลในการรักษา คุณอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขนาดยา Zoloft (sertraline) หรือเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นในการรักษาโรคซึมเศร้า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับยา Zoloft (sertraline) คือไม่ควรหยุดยาโดยทันที และไม่ว่าการหยุดใช้ยาชนิดใดควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของบุคลากรทางการแพทย์ ควรพูดคุยปรึกษาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาของคุณ
คำถามที่ 22 ฉันเริ่มรับประทานยา Zoloft ขนาด 50 mg วันละ 1 ครั้งหลังจากฉันรับประทานยาฉันรู้สึกคลื่นไส้มาก ฉันสามารถตัดแบ่งเม็ดยา เป็นครึ่งเม็ด และรับประทานหลังอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวัน แทนการรับประทานยา 1 เม็ดในเวลาท้องว่างได้หรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline) สามารถรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ การรับประทานยาพร้อมมื้ออาหารหลักช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ หากคุณเกิดอาการดังกล่าว หนทางที่ดีที่สุดคือ ควรพูดคุยปรึกษาแพทย์ก่อนจะแบ่งเม็ดยาเป็น 2 ส่วน หากยาตัวนี้เป็นยาใหม่สำหรับคุณ บ่อยครั้งที่การเกิดอาการข้างเคียงจะค่อย ๆ ลดน้อยลง และหายไปเมื่อร่างกายปรับตัวต่อยาได้มากขึ้น แต่หากปัญหาคลื่นไส้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนยาในการรักษา โดยทั่วไปทางที่ดีที่สุด คือ ควรพูดคุยปรึกษาแพทย์ถึงการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของรูปแบบการให้ยาในการรักษา
คำถามที่ 23 โดยแท้จริงแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับ รับประทานยา Zoloft เกิดผลอย่างไรบ้าง
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมอง ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน แพทย์อาจนำยาไปใช้ในการรักษาโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน
อาการข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยจากการใช้ยา Zoloft (sertraline) ในระหว่างการรักษา ได้แก่ อาการง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อยง่าย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องผูก ปากแห้งคอแห้ง น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงหรืออยากอาหาร นอนไม่ค่อยหลับ และความรู้สึกทางเพศลดลง หรือไม่ถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะมีอาการข้างเคียงที่นอกเหนือจากที่กล่าวมา หากเกิดอาการผิดปกติใด ๆ หรืออาการที่รบกวนร่างกาย
ควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษา จากข้อมูลยาแจ้งว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยยา Zoloft (sertraline) ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ถึงแม้หลายการศึกษาไม่ได้แสดงผลถึงประสิทธิภาพการทำงานหรือสภาวะอารมณ์ที่แย่มากขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่รับประทาน Zoloft (sertraline) ยังคงได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Zoloft (sertraline) รับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ และควรรับประทานพร้อมน้ำดื่ม สิ่งสำคัญคือควรรับประทานยาในเวลาเดียวกัน ของแต่ละวัน
คำถามที่ 24  ควรให้ขนาดยา Zoloft  อย่างไรในผู้ป่วยวัยรุ่น
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมองที่เสียสมดุลและทำให้เกิดอาการซึมเศร้า อาการตื่นตระหนก วิตกกังวล หรืออาการย้ำคิดย้ำทำ จากข้อมูลโดยองค์การอาหารและยา ขนาดยา Zoloft ที่แนะนำ เริ่มต้นที่ขนาดยา 50 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ป่วยเด็กอายุ 13 ถึง 17 ปี และอาจปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นเมื่อมีความจำเป็นโดยขนาดยาสูงสุดเป็น 20 มิลลิกรัมต่อวัน ในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ
อาการข้างเคียงบางอย่างที่พบได้บ่อย จากการใช้ยา sertraline ได้แก่ วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องผูก น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ปากคอแห้ง และนอนไม่หลับ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นหรืออาการแย่ลง เช่น อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง วิตกกังวล อาการตื่นตระหนกกำเริบ ปัญหาการนอนหลับ หรือหากคุณรู้สึก หุนหันพลันแล่น อารมณ์หงุดหงิด กระสับกระส่าย รู้สึกไม่เป็นมิตรพฤติกรรมก้าวร้าว อยู่ไม่นิ่ง ตื่นตัวผิดปกติ (สภาวะอารมณ์หรือร่างกาย) อาการซึมเศร้าแย่ลง มีความคิดฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเอง
ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที การหยุดใช้ยา Zoloft ไม่ควรหยุดใช้ยาโดยทันทีเนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการถอนยาได้ Zoloft  มีโอกาสเกิดอันตรายกิริยากับยาตัวอื่น ๆ ดังนั้น หากต้องการเริ่มใช้ยาอื่น ๆ หรือซื้อยามารับประทานเอง วิตามิน หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
คำถามที่ 25  Zoloft  ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่
คำตอบ  ยาหลายชนิดสามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหลากหลายวิธี บางครั้งยาสามารถเพิ่มความอยากอาหารขึ้นอย่างมาก ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน ยาตัวอื่น ๆ อาจทำให้การเผาผลาญของร่างกายลดลงหรือเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะคั่งน้ำของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผลของยาที่มีผลต่อน้ำหนักตัวเป็นเรื่องซับซ้อน ยาหลายชนิดไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวในขณะที่อีกหลายชนิดทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือทำให้น้ำหนักตัวลดลง
ดังนั้น ในยาชนิดเดียวกันอาจมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยบางราย และน้ำหนักตัวลดลงในผู้ป่วยรายอื่น มียาหลายชนิดที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นที่ใช้ยาและนำไปสู่ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาระยะยาว ยาโดยส่วนใหญ่ที่แพทย์สั่งใช้จะมีผลต่อน้ำหนักตัวโดยออกฤทธิ์ผ่านทางระบบประสาทส่วนกลาง ยาเหล่านี้รวมถึงยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs), tricyclic antidepressants  และ selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ยาควบคุมสภาวะอารมณ์ (lithium ,valproic acid)  ยารักษาจิตเภท และกลุ่มยากันชัก ล้วนมีผลต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและ
ยาอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน (insulin ,sulfonylurea  และ thiazolidinediones) ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิด ยากลุ่ม corticosteroids  ยาแก้แพ้ ตำรับยาเคมีบำบัดบางชนิด และยารักษาโรคเอดส์กลุ่ม protease inhibitors
สำหรับ Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ อาการตื่นตระหนกกำเริบ โรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ และโรคกลัวการเข้าสังคม นอกเหนือจากนี้ยังนำมาใช้ลดสภาวะอารมณ์แปรปรวน อารมณ์หงุดหงิด อาการบวมและคัดตึงเต้านมที่เกิดจากกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน 
Zoloft ออกฤทธิ์โดยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทในสมองที่เรียกว่า serotonin ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติที่จะช่วยปรับสภาวะอารมณ์ให้เข้าสู่สมดุล ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากยา Zoloft จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าโอกาสการเกิดเป็นอย่างน้อย 1 ใน 100 คนที่รับประทานยา Zoloft  และในทางกลับกันน้ำหนักตัวลดลงและเบื่ออาหารก็เป็นอาการข้างเคียงจาก Zoloft ได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะนี้เป็นลักษณะเฉพาะของ Zoloft
คำถามที่ 26 เมื่อฉันรับประทานยา  Bystolic  ไปแล้ว ฉันสามารถรับประทานยา  Zoloft  ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
คำตอบ  Bystolic เป็นยากลุ่ม beta blocker ที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ส่วน Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคกลัวการเข้าสังคม โรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ โรคตื่นตระหนก และโรคย้ำคิดย้ำทำ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ Bystolic ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม beta blocker ควบคู่กับยากลุ่ม SSRIs อย่างเช่น Zoloft  และแพทย์ผู้รักษาจะติดตามประเมินผลการทำงานของหัวใจ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำในการใช้ยาบนพื้นฐานของสภาวะโรค และข้อมูลการใช้ยาในปัจจุบันของคุณ
คำถามที่ 27  Zoloft ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อสั่นได้หรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ อาการตื่นตระหนกกำเริบ โรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ และโรคกลัวการเข้าสังคม นอกเหนือจากนี้ ยังนำมาใช้ลดสภาวะอารมณ์แปรปรวน อารมณ์หงุดหงิด อาการบวมและคัดตึงเต้านมที่เกิดจากกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน  Zoloft ออกฤทธิ์โดยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทในสมอง ที่เรียกว่า serotonin ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติที่จะช่วยปรับสภาวะอารมณ์ให้เข้าสู่สมดุล
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ง่วงนอน ความรู้สึกทางเพศลดลง เบื่ออาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ ปากคอแห้ง การหลั่งอสุจิผิดปกติ อาการสั่น และมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ อาการข้างเคียงอื่น ๆ ของ Zoloft ได้แก่ อยู่ไม่นิ่ง วิตกกังวล สับสน กล้ามเนื้อตึงตัวมากขึ้น ประสาทสัมผัสแย่ลง กล้ามเนื้อกระตุก รู้สึกสับสน กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างผิดปกติ  รู้สึกบ้านหมุน กล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กันและไม่มั่นคง ประสาทสัมผัสไวต่อสิ่งกระตุ้น ตาเคลื่อนไหวแบบกระตุก กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวน้อยลงควบคุมไม่ได้ เคลื่อนไหวแบบซ้ำ ๆ อ่อนแรงลง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และควบคุมไม่ได้ และการเคลื่อนไหวแบบกระตุกอย่างช้า ๆ การตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติลดลง และอาจมีอาการข้างเคียงที่นอกเหนือจากนี้จากการใช้ยา Zoloft
จากข้อมูลรายละเอียดยา Zoloft  ผู้ป่วยที่รับประทานยาควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ วิตกกังวล อยู่ไม่นิ่ง ตื่นตระหนกกำเริบ นอนไม่หลับ อารมณ์หงุดหงิด รู้สึกไม่เป็นมิตร พฤติกรรมก้าวร้าวหุนหันพลันแล่น กระวนกระวาย อาการบ้าพลัง อารมณ์ครื้นเครงเกินกว่าปกติ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติลักษณะอื่น ๆ อาการซึมเศร้าแย่ลง และมีความคิดฆ่าตัวตายซึ่งอาจมีขั้นตอนดำเนินการหรือแผนการฆ่าตัวตาย อาการเหล่านี้ควรติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มต้นใช้ยาและเมื่อมีการปรับเปลี่ยนขนาดยาเพิ่มขึ้นหรือลดลง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรเฝ้าติดตามอาการเหล่านี้ในทุก ๆ ช่วงเวลา เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาการเหล่านี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการคิดฆ่าตัวตายและพฤติกรรมฆ่าตัวตายที่มากขึ้น แพทย์ผู้รักษาหรือบุคลากรทางการแพทย์ควรติดตามอย่างใกล้ชิดและอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนยาหากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ในผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft อาจเกิดภาวะ serotonin syndrome โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาร่วมกับยาตัวอื่น เช่น triptans ซึ่งใช้ในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน, Tramadol ใช้ในการรักษาอาการปวด และยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs)
ภาวะ serotonin syndrome  เป็นอาการที่มีอันตรายมาก และมีลักษณะอาการอย่างน้อย 3 อาการ ดังนี้ อาการอยู่ไม่นิ่ง เหงื่อออกผิดปกติ ท้องเสีย มีไข้ ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งเกิดขึ้นทันทีอย่างควบคุมไม่ได้ กล้ามเนื้อกระตุก สั่นพลิ้ว หรือ เกิดอาการสั่น เมื่อภาวะนี้เข้าสู่ระยะรุนแรงมาก อาจมีลักษณะอาการคล้าย neuroleptic malignant  syndrome ซึ่งมีลักษณะ เกิดไข้สูงมาก ตัวสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง รู้สึกสับสน เหงื่อออกหรือหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อาการเหล่านี้ทำให้เสียชีวิตได้
คำถามที่ 28  Zoloft  ทำให้เกิดอาการวิตกกังวลได้หรือไม่  เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาขนาดยาของฉันปรับเพิ่มขึ้นเป็น 150 mg มันมีความสัมพันธ์กับอาการวิตกกังวลที่เกิดขึ้น และฉันรู้สึกสงสัยว่าอาจเกิดจากการใช้ยา Zoloft
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคกลัวการเข้าสังคม จากข้อมูลทางการแพทย์ อาการกระวนกระวายและวิตกกังวลเป็นอาการข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ยา Zoloft อุบัติการณ์ของอาการข้างเคียงดังกล่าวมีรายงานว่าอยู่ระหว่าง 1 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft นอกจากนี้ยังมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้จากการใช้ยา Zoloft ถ้าคุณคิดว่าคุณเกิดอาการข้างเคียงจากยาที่รับประทานอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
คำถามที่ 29  Zoloft  เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้รักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ อาการตื่นตระหนกกำเริบ โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และโรคกลัวการเข้าสังคม นอกเหนือจากนี้ Zoloft ยังนำมาใช้เพื่อลดสภาวะอารมณ์เปลี่ยนแปลง อารมณ์หงุดหงิด อาการคัดตึงเต้านมที่เกิดจากกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน Zoloft ออกฤทธิ์โดยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทserotonin ในสมอง ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยในการปรับสภาวะอารมณ์ให้สมดุล
ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จาก Zoloft  จากการศึกษาทางคลินิกภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมีโอกาสเกิดในผู้ป่วย 1% ที่รับประทานยา Zoloft  และอาการเบื่ออาหารน้ำหนักตัวลดลงก็เป็นอาการข้างเคียงจาก Zoloft ได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะของยา Zoloft  จากข้อมูลยา เปรียบเทียบในการศึกษาทางคลินิกผู้ป่วยบางรายที่มีน้ำหนักตัวลดลง เมื่อรับประทานยา Zoloft เปรียบเทียบกับผู้ที่รับประทานยาหลอก (น้ำตาลอัดเม็ด) เฉลี่ยแล้วพบว่าน้ำหนักลดลง 1-2 ปอนด์ หากคุณคิดว่ายาที่คุณกำลังรับประทานทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ไม่ควรหยุดใช้ยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ
คำถามที่ 30  ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ซึ่งตั้งแต่ฉันรับประทานยา Zoloft น้ำหนักตัวของฉันเพิ่มขึ้นแต่แพทย์ไม่เปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ มียาชนิดใดบ้างที่ฉันสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
คำตอบ  ไม่มีวิตามินหรืออาหารเสริมชนิดใดที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย หรือช่วยลดน้ำหนัก โดยทั่วไปวิตามินมีความสำคัญต่อสุขภาพและการทำงานของร่างกาย และมีความจำเป็นในการควบคุมอัตราการเผาผลาญของสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนในร่างกาย หนทางที่ดีที่สุดที่จะได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ คือ การรับประทานอาหารให้สมดุลและหลากหลายในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพิ่มเติมเพื่อให้ร่างกายมีสมดุล
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่รู้จักกันในการเผาผลาญไขมัน หรือช่วยเพิ่มการเผาผลาญในร่างกาย สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้จริงหรือไม่
ในอดีตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสมุนไพรตระกูล ephedra เรียกกันว่า ephedrine หรือ ma huang สารประกอบเหล่านี้มีผลกระตุ้นและเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย ephedra ก่อให้เกิดปัญหาการทำงานของหัวใจเส้นเลือดสมองตีบและเสียชีวิตได้ และด้วยเหตุผลนี้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย ephedra จึงถูกถอนออกจากท้องตลาด และมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนประกอบของ ephedra วางจำหน่ายในท้องตลาด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้โดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ ephedra ตัวอย่างเช่น พืชจำพวกส้มซ่าและครอบฟันสี ส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นได้อาการหัวใจกำเริบ เส้นเลือดสมองตีบ และอาการชัก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเผาผลาญไขมันบางชนิดประกอบด้วยกาแฟหรือสารประกอบ คาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มyerba mate และ guarna  ส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น หัวใจทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต เนื่องจากสมุนไพรชนิดต่างๆและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลากหลายชนิดไม่ได้รับการควบคุมโดยเคร่งครัดจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบถึงประสิทธิภาพ ความบริสุทธิ์ หรือความปลอดภัย
โดยทั่วไปการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรได้รับการดูแลภายใต้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยา โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 31 โดยปกติ  Zoloft  ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ  ยาหลายชนิดสามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในหลากหลายวิธี บางครั้งยาสามารถเพิ่มความอยากอาหารขึ้นอย่างมากในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน ยาตัวอื่น ๆ อาจทำให้การเผาผลาญของร่างกายลดลงหรือเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะคั่งน้ำของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ผลของยาที่มีผลต่อน้ำหนักตัวเป็นเรื่องซับซ้อน ยาหลายชนิดไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวในขณะที่อีกหลายชนิดทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือทำให้น้ำหนักตัวลดลง  ดังนั้น ในยาชนิดเดียวกันอาจมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยบางราย และน้ำหนักตัวลดลงในผู้ป่วยรายอื่น มียาหลายชนิดที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นที่ใช้ยา และนำไปสู่ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาในระยะยาว ยาโดยส่วนใหญ่ที่แพทย์สั่งใช้จะมีผลต่อน้ำหนักตัวโดยออกฤทธิ์ผ่านทางระบบประสาทส่วนกลาง 
ยาเหล่านี้รวมถึงยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs), tricyclic antidepressants  และ selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ยาควบคุมสภาวะอารมณ์(lithium ,valproic acid) ยารักษาจิตเภท และกลุ่มยากันชัก ล้วนมีผลต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม SSRI ยาออกฤทธิ์มีผลต่อสารเคมีในสมองเสียสมดุลและทำให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ
Zoloft นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน ยากลุ่ม SSRI และยาอยู่ใกล้เคียง SNRI (serotonin norepinephrine reuptake inhibitors) เป็นกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าอย่างกว้างขวาง ยา 2 กลุ่มนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเนื่องจากเกิดอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่มเดิม
อย่างไรก็ตาม ยังคงเกิดอาการข้างเคียงบางอย่าง และภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากยาทั้ง 2 กลุ่ม ระลึกไว้เสมอว่าผู้ป่วยอาจตอบสนองต่างกันในตัวยาที่ต่างชนิดซึ่งเป็นยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาการข้างเคียงดังกล่าวรวมทั้งภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความรำคาญรบกวนร่างกายอาจจำเป็นจะต้องเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น ควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม ยาในกลุ่ม SSRI ได้แก่ paroxetine (Paxil) ,fluoxetine (Prozac) ,fluvoxamine (Luvox) ,sertraline (Zoloft), escitalopram (Lexapro) และ Citalopram (Celexa) ยาในกลุ่ม SNRIs ได้แก่ venlafaxine (Effexor) และduloxetine (Cymbalta)
ยาอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน (insulin, sulfonylurea และ thiazolidinediones) ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิด ยากลุ่ม corticosteroids ยาแก้แพ้ ตำรับยาเคมีบำบัดบางชนิดและ ยารักษาโรคเอดส์กลุ่ม protease inhibitors  ถ้าคุณคิดว่ายาที่รับประทานอยู่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ ไม่ควรหยุดใช้ยาใด ๆ หรือเปลี่ยนแปลงขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาของคุณ
คำถามที่ 32  Zoloft  จะทำให้น้ำหนักตัวของฉันเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลซึ่งอยู่ในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ออกฤทธิ์โดยปรับสมดุลของสารเคมีในสมองserotoninเมื่อมีปริมาณที่ลดลงทำให้เกิดอาการซึมเศร้า จากข้อมูลยาระบุว่า ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากยาตัวนี้ สำหรับโอกาสของการเกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระหว่างการศึกษาทางคลินิกไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft หากคุณสังเกตพบว่ามีน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุซึ่งอาจเกิดจากใช้ยา Zoloft ควรปรึกษาแพทย์เพื่อ จัดการอาการข้างเคียงนี้  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาของคุณ โดยเฉพาะก่อนเริ่มการเปลี่ยนแปลงการรักษาใดๆ
คำถามที่ 33 ฉันกำลังเกิดอาการถอนยาจากยา Zoloft ขนาด 150 mg หลังจากรับประทานมาหลายปี จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันบ้างตอนนี้ฉันไม่ได้ Zoloft ยามา 4 วันแล้วรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
คำตอบZoloft (sertraline เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคกลัวการเข้าสังคม
จากข้อมูลอ้างอิงของยา Zoloft  มีข้อมูลคำเตือนเกี่ยวกับโอกาสเกิดอาการถอนยา ดังนั้น จึงมีคำแนะนำในการหยุดยา Zoloft ด้วยการลดขนาดยาลงทีละน้อย หากไม่สามารถทนอาการถอนยาที่อาจเกิดขึ้นได้หลังหยุดยา แพทย์แนะนำให้พิจารณารับประทานยาขนาดเดิม แล้วค่อย ๆ กลับมาลดขนาดยาลงอีกครั้ง การปรับขนาดยาของคุณควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ลักษณะและอาการถอนยา ได้แก่ อารมณ์ปกติอารมณ์หงุดหงิด กระสับกระส่าย วิงเวียนศีรษะ ความผิดปกติในการรับรู้ ความรู้สึก วิตกกังวล รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ ซึมไม่มีแรง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายผิดปกติ นอนไม่หลับ อารมณ์หรือพฤติกรรมครึกครื้นผิดปกติ มีเสียงดังในหู และอาการชักเกร็ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาตามสภาวะสุขภาพและการใช้ยาของคุณ โดยเฉพาะก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 34 เมื่อรับประทานยา  Zoloft สามารถทำให้ผมร่วงได้หรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)  ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคกลัวการเข้าสังคม
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการรับประทานยา Zoloft ได้แก่ วิงเวียนศีรษะอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ความต้องการทางเพศลดลง คลื่นไส้ ท้องเสีย ปากคอแห้ง สำหรับอาการผมร่วงเป็นอาการข้างเคียงที่มีรายงานว่าพบได้ไม่บ่อยนักจากการใช้ยา Zoloft  อาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงจากการใช้ยา Zoloft  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาของคุณ โดยเฉพาะก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ หากแพทย์พิจารณาเลือกยาตัวใหม่ คุณควรแจ้งประวัติการใช้ยาต่าง ๆ ให้แพทย์ทราบ รวมทั้งยาที่ซื้อมาใช้เอง อาหารเสริม วิตามินเกลือแร่ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สมุนไพร แม้กระทั่งอาหารที่รับประทาน
ควรรวบรวมและทบทวนข้อมูลการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมด ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์หรือเภสัชกร นำข้อมูลดังกล่าวให้เภสัชกรเก็บบันทึกเป็นประวัติการใช้ยาอย่างสมบูรณ์ นำไปเป็นข้อมูลตรวจสอบอันตรกิริยา อาการข้างเคียงของยาได้ หากเกิดอาการข้างเคียงใด ๆ แจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
คำถามที่ 35 ฉันเริ่มรักษาด้วยยา Zoloft  แต่ตอนนี้หยุดรับประทานยาแล้ว ทำไมฉันจึงเกิดอาการฝันร้ายทุกคืน
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาใน selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ที่ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมอง serotonin ที่เสียสมดุล Zoloft มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย จากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ อาการง่วงซึมคลื่นไส้ปากคอแห้ง นอนไม่หลับ และน้ำหนักตัว และความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง จากการค้นหาข้อมูลรายละเอียดยา ไม่พบว่าปัญหาการนอนฝันร้าย เป็นอาการข้างเคียงของ Zoloft นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ จากการใช้ยา Zoloft
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร แนวทางในการรักษา และการใช้ยา โดยเฉพาะ ก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ หากแพทย์พิจารณาเลือกยาตัวใหม่ คุณควรแจ้งประวัติการใช้ยาต่าง ๆ ให้แพทย์ทราบ รวมทั้งยาที่ซื้อมาใช้เอง อาหารเสริม วิตามินเกลือแร่ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สมุนไพร แม้กระทั่งอาหารที่รับประทาน ควรรวบรวมและทบทวนข้อมูลการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมด ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์หรือเภสัชกร นำข้อมูลดังกล่าวให้เภสัชกรเก็บบันทึกเป็นประวัติการใช้ยาอย่างสมบูรณ์ นำไปเป็นข้อมูลตรวจสอบอันตรกิริยาอาการข้างเคียงของยาได้ หากเกิดอาการข้างเคียงใด ๆ แจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ คุณสามารถรายงานอาการข้างเคียงดังกล่าวไปที่เว็บไซต์ขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา
คำถามที่ 36 Zoloft ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ที่ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมองserotoninที่เสียสมดุล Zoloft มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำโรคตื่นตระหนกโรควิตกกังวลและกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ อาการง่วงซึม คลื่นไส้ ปากคอแห้ง นอนไม่หลับ และน้ำหนักตัวและความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง ยาหลายชนิดสามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในหลากหลายวิธี บางครั้งยาสามารถเพิ่มความอยากอาหารขึ้นอย่างมากในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน ยาตัวอื่น ๆ อาจทำให้การเผาผลาญของร่างกายลดลงหรือเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะคั่งน้ำของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ผลของยาที่มีผลต่อน้ำหนักตัวเป็นเรื่องซับซ้อน ยาหลายชนิดไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวในขณะที่อีกหลายชนิดทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือทำให้น้ำหนักตัวลดลง ดังนั้น ในยาชนิดเดียวกันอาจมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยบางราย และน้ำหนักตัวลดลงในผู้ป่วยรายอื่น มียาหลายชนิดที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นที่ใช้ยาและนำไปสู่ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาในระยะยาว
ยาโดยส่วนใหญ่ที่แพทย์สั่งใช้จะมีผลต่อน้ำหนักตัวโดยออกฤทธิ์ผ่านทางระบบประสาทส่วนกลาง  ยาเหล่านี้รวมถึงยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs), tricyclic antidepressants  และ selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ยาควบคุมสภาวะอารมณ์ (lithium, valproic acid) ยารักษาจิตเภท และกลุ่มยากันชักล้วนมีผลต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และยาอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน (insulin, sulfonylurea และ thiazolidinediones) ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิด ยากลุ่ม corticosteroids ยาแก้แพ้ ตำรับยาเคมีบำบัดบางชนิดและ ยารักษาโรคเอดส์กลุ่ม protease inhibitors  
หากคุณคิดว่ายาที่คุณกำลังรับประทานทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ ไม่ควรหยุดใช้ยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาโดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 37  วิธีการหยุดยา Zoloft ที่ปลอดภัยที่สุดคืออะไร ฉันไม่แน่ใจว่ายาจะมีประสิทธิภาพในการรักษา และตอนนี้อาการเหงื่อออกมากกำลังทำให้ฉันเป็นบ้า
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า และโรคอื่น ๆ ที่สั่งใช้โดยแพทย์ สิ่งสำคัญที่คุณจะต้องทราบคืออาจต้องใช้ระยะเวลาถึง 6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลการรักษาสูงสุดของยา ดังนั้น ยังไม่ควรตัดสินประสิทธิภาพของยาก่อนถึงเวลา อาการที่เกิดขึ้นจากการหยุดยาหรือเรียกว่าอาการถอนยาอาจเกิดขึ้นเมื่อหยุดยา Zoloft ทันที อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด กระสับกระส่าย รู้สึกสับสน วิตกกังวล และนอนไม่หลับ ดังนั้น จึงไม่ควรหยุดยาโดยทันที ข้อมูลจากใบแทรกยาของ Zoloft แนะนำว่าให้ปรับลดยาลงอย่างช้า ๆ ก่อนการหยุดยา แพทย์ผู้รักษาของคุณจะสามารถแนะนำตารางการปรับลดยาให้คุณได้
คำถามที่ 38   Zoloft  ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และโรคกลัวการเข้าสังคม นอกเหนือจากนี้ ยังใช้ปรับสภาพอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อารมณ์หงุดหงิด อาการบวมคัดตึงเต้านมเนื่องจาก กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน Zoloft ออกฤทธิ์เพิ่มระดับ serotonin ในสมอง ซึ่งเป็นสารโดยธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จาก Zoloft โดยมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างน้อยหนึ่ง 1 ใน 100 ของผู้ป่วยที่รับประทานยาในระหว่างการศึกษาทางคลินิก อาการเบื่ออาหารและน้ำหนักตัวลดลงก็เป็นอาการข้างเคียงจาก Zoloft ได้เช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะของตัวยา Zoloft
คำถามที่ 39  Zoloft  ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้า ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็นอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ยา sertraline หากคุณคิดว่ายาที่คุณกำลังรับประทานอยู่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ปรึกษาผู้ให้การรักษา
คำถามที่ 40  Zoloft  ทำให้เกิดอาการท้องอืดและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline)  เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคกลัวการเข้าสังคม จากข้อมูลอ้างอิงของยาพบว่า อาการข้างเคียงโดยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ เบื่ออาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้และปากคอแห้ง ในการศึกษาทางคลินิกอาการเหล่านี้มีรายงานมากกว่า 10% ของผู้ที่รับประทานยา
อาการข้างเคียงอื่น ๆ ในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ความอยากอาหารลดลง ท้องผูก ท้องไส้ปั่นป่วน อาหารไม่ย่อย อาเจียน และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จากการศึกษาทางคลินิก อาการเหล่านี้ เกิดขึ้น 1 -10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft  สำหรับอาการบวมหรือท้องอืด อาจเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากการใช้ยา นอกเหนือจากนี้ อาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้ยา Zoloft  
หากคุณคิดว่าคุณกำลังเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยา โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 41  ฉันรับประทานยา Zoloft มาเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่พบความแตกต่างที่ดีขึ้นจากการใช้ยา ฉันควรจะหยุดรับประทานยาหรือไม่
คำตอบ  อาจจะเป็นไปได้ว่ายาสามารถช่วยรักษาอาการได้แต่คุณไม่ได้ตระหนักผลของยา ในบางครั้งผู้ป่วยหยุดรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้า แล้วจึงตระหนักว่าแท้จริงแล้วยาสามารถรักษาอาการของพวกเขาได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่ายาไม่สามารถรักษาอาการของคุณได้ ควรพูดคุยกับแพทย์ซึ่งอาจมีความจำเป็นพิจารณาปรับขนาดยา sertraline หรือแพทย์อาจเปลี่ยนชนิดยารักษาโรคซึมเศร้า ประการสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ Zoloft  คือไม่ควรหยุดรับประทานยาโดยทันที และไม่ควรหยุดรับประทานยาชนิดใดโดยไม่ได้รับการแนะนำและพิจารณาจากบุคลากรทางการแพทย์
คำถามที่ 42  ฉันรับประทานยา Zoloft และเกิดปัญหานอนไม่หลับ การดื่มไวน์จะทำให้ฉันมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นหรือไม่
คำตอบ  ไม่เกิดอันตรกิริยาระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และ Zoloft อาการข้างเคียงจากการดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ รู้สึกสับสน อาการคุ้มคลั่ง วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม กระเพาะอาหารอักเสบ ประสาทหลอน คลื่นไส้และอาเจียน อาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการตัดสินใจสมาธิลดลงและทำให้นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์ที่คุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการใช้ยาและการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรเริ่มต้นหรือหยุดใช้ยาหรือเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
คำถามที่ 43  Zoloft ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และเกิดปัญหากระดูกได้หรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline) เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ และโรควิตกกังวล จากข้อมูลของใบแทรกยา Zoloft ระบุว่า อาการข้างเคียงที่พบได้โดยส่วนใหญ่ ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย นอนไม่หลับ ปากคอแห้ง เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ และอาการสั่น
เคยมีข้อมูลรายงานในระหว่างที่ผู้ป่วยรับประทานยา Zoloft แล้วเกิดอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปวดข้อกระดูก อาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ของยา Zoloft นอกเหนือจากที่กล่าวมา หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยา โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ หากแพทย์พิจารณาเลือกยาตัวใหม่ คุณควรแจ้งประวัติการใช้ยาต่าง ๆ ให้แพทย์ทราบ รวมทั้งยาที่ซื้อมาใช้เอง อาหารเสริม วิตามินเกลือแร่ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สมุนไพร แม้กระทั่งอาหารที่รับประทาน
ควรรวบรวมและทบทวนข้อมูลการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมด ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์หรือเภสัชกร นำข้อมูลดังกล่าวให้เภสัชกรเก็บบันทึกเป็นประวัติการใช้ยาอย่างสมบูรณ์ นำไปเป็นข้อมูลตรวจสอบอันตรกิริยาอาการข้างเคียงของยาได้ หากเกิดอาการข้างเคียงใด ๆ แจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ 
คำถามที่ 44  ฉันเพิ่งเริ่มรับประทานยา sertraline เมื่อไม่นานมานี้ ฉันรู้สึกกังวลถึงอาการข้างเคียงของยา ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ และมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศหรือไม่
คำตอบ  จากฐานข้อมูลยา Lexi-Comp  ระบุว่า sertraline (Zoloft) มีโอกาสทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่มีผลต่อน้ำหนักตัวได้ อาการข้างเคียงต่อไปนี้มีผลต่อน้ำหนักตัวจากการใช้ยา sertraline ได้แก่ เบื่ออาหาร ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่วนอาการความต้องการทางเพศที่ลดลงมีรายงานว่าเกิดขึ้นได้มากกว่า 10%ของผู้ป่วยที่รับประทานยา sertraline ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก โดยปกติควรแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบถึงข้อสงสัยในการใช้ยาและอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
คำถามที่ 45  ฉันรับประทานยา Zoloft (ชื่อการค้าทั่วไป) ตามคำสั่งแพทย์เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า ปัจจุบันนี้ ฉันตั้งครรภ์โดยมีอายุครรภ์ 33 สัปดาห์ ยาตัวนี้มีความปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline)  เป็นยาที่มีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ ระดับ C ซึ่งหมายถึงตัวยามีโอกาสทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์แพทย์อาจยังสั่งใช้ยาในกลุ่มยาที่มีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ ระดับ C  ต่อผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ หากเขาหรือเธอเชื่อว่า ตัวยาจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์
มีข้อมูลรายงานผลแทรกซ้อนที่เกิดกับตัวอ่อนในครรภ์ที่ได้รับ Zoloft ในระหว่างมารดาตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 3 ว่าอาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เครื่องช่วยหายใจ และ/หรือให้อาหารทางสาย ดังนั้น ทารกที่ได้รับยา Zoloft  ในระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูงในทารกแรกคลอด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้
หญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานยากลุ่ม SSRIs รวมถึง Zoloft เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 6 เท่าในการเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูงในทารกแรกคลอด แพทย์อาจพิจารณาลดขนาดยาของมารดาหรือหยุดยา Zoloft ในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 คุณจำเป็นต้องปรึกษาร่วมกับแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานยาตลอดช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์
คำถามที่ 46  การรับประทานยา Zoloft มีความปลอดภัยในระหว่างให้นมบุตรหรือไม่
คำตอบ  มีข้อมูลความปลอดภัยที่สำคัญของยา Zoloft  แสดงให้เห็นว่าตัวยามีความเสี่ยงน้อยต่อทารกที่ดื่มนมจากมารดาซึ่งรับประทานยา Zoloft (sertraline) สำหรับยา Zoloft  มักถูกนำมาใช้ในผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร
คำถามที่ 47 แพทย์ให้ฉันเริ่มรับประทานยา Zoloft ขนาด 50 mg เป็นระยะเวลา 7 วัน หลังจากนั้นค่อยปรับเพิ่มขนาดเป็น 100 mg  เมื่อฉันรับประทานขนาด 50 mg จนถึงวันที่ 5 ฉันพบปัญหากล้ามเนื้อขากรรไกร ฉันเกิดอาการกัดฟันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนหลังจากรับประทานยา กล้ามเนื้อขากรรไกรค้างและเริ่มเกิดแผล และฉันสังเกตพบว่าความต้องการทางเพศของฉันลดลงเช่นกัน อาการเช่นนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปจากยาหรือไม่ ปัจจุบันนี้ฉันรับประทานยาหลังอาหารมื้อกลางวัน
คำตอบ  Zoloft (sertraline)  เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)  ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าและความผิดปกติอื่น ๆ ในระหว่างการศึกษาทางคลินิกช่วงเริ่มต้นไม่พบรายงานการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อขากรรไกร หรืออาการกัดฟันจากการใช้ยา Zoloft  เมื่อยาถูกวางจำหน่ายในท้องตลาดพบว่า มีรายงานผู้ป่วยมีอาการกัดฟันบดเคี้ยวฟันโดยเฉพาะในเวลากลางคืนได้เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft  และยาในกลุ่ม SSRIs ตัวอื่น ๆ อาการกัดฟันหรือบดเคี้ยวฟันเป็นสาเหตุทำให้ฟันสึกกร่อนและเกิดอาการปวดได้ ควรพูดคุยอาการข้างเคียงของคุณร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ พวกเขาอาจแนะนำให้คุณเปลี่ยนยา สำหรับอาการข้างเคียงเกี่ยวกับความต้องการทางเพศเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาในกลุ่ม SSRIs
คำถามที่ 48 ฉันรับประทานยา Zoloft  (ชื่อการค้าทั่วไป) ตามคำสั่งแพทย์เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า ปัจจุบันนี้ ฉันตั้งครรภ์โดยมีอายุครรภ์ 33 สัปดาห์ยาตัวนี้มีความปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่
คำตอบ  Zoloft (sertraline)  เป็นยาที่มีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ระดับ C  ซึ่งหมายถึงตัวยามีโอกาสทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์แพทย์อาจยังสั่งใช้ยาในกลุ่มยาที่มีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ระดับ C ต่อผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ หากเขาหรือเธอเชื่อว่าตัวยาจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์
มีข้อมูลรายงานผลแทรกซ้อนที่เกิดกับตัวอ่อนในครรภ์ที่ได้รับ Zoloft ในระหว่างมารดาตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 3 ว่า อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เครื่องช่วยหายใจ และ/หรือให้อาหารทางสาย ดังนั้น ทารกที่ได้รับยา Zoloft ในระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูงในทารกแรกคลอด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้ หญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานยากลุ่ม SSRIs รวมถึง Zoloft เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 6 เท่าในการเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูงในทารกแรกคลอด แพทย์อาจพิจารณาลดขนาดยาของมารดาหรือหยุดยา Zoloftในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 คุณจำเป็นต้องปรึกษาร่วมกับแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานยาตลอดช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์
คำถามที่ 49 Zoloft คือยาอะไร
คำตอบ  Zoloft (sertraline)  เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม  selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคกลัวการเข้าสังคม กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และแพทย์อาจนำมาใช้ในกรณีรักษาความผิดปกติอื่น ๆ อาการข้างเคียงที่มีรายงานโดยส่วนใหญ่จากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ ง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อยง่าย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องผูก ปากคอแห้ง น้ำหนักตัวหรือความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง นอนหลับยาก และความต้องการทางเพศลดลงหรือไม่ถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์
ในการรับประทานยาควรรับประทาน Zoloft  พร้อมน้ำ 1 แก้วและอาจรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ สิ่งสำคัญคือรับประทานยาในเวลาเดียวกันของวัน จากรายละเอียดของตัวยา ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยา Zoloft ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้รายการศึกษาจะไม่เเสดงถึงผลที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานหรือสภาพอารมณ์แย่ลงเมื่อใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ 
ผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาก็ยังคงได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิด serotonin syndrome ในระหว่างที่ใช้ยา Zoloft การเกิดอาการ serotonin syndrome เป็นสภาวะรุนแรงที่ต้องได้รับการช่วยชีวิตซึ่งสามารถทำให้เสียชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษา จากข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติแจ้งว่าการเกิด serotonin syndrome มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยเมื่อผู้ป่วยรับประทานยา 2 ชนิดที่มีผลเพิ่มระดับ serotonin ในร่างกาย
ภาวะ serotonin syndrome เกิดขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับยาตัวอื่น ๆ ที่มีผลเพิ่มระดับserotonin ตัวอย่างเช่นยากลุ่ม Triptans (กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน), tramadol, ยากลุ่ม serotonin- norepinephrine reuptake inhibitor (SNRI) ได้แก่ Cymbalta (duloxetine), Savella(milnacipran), Effexor (venlafaxine), หรือ Pristiq (desvenlafaxine) หรือยาอื่นๆในกลุ่ม SSRI ได้แก่ Prozac (fluoxetine),  Paxil (paroxetine), Celexa (citalopram) หรือ Lexapro (escitalopram)  อาการของภาวะ serotonin syndrome ได้แก่ กระสับกระส่าย รู้สึกสับสน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น เหงื่อออก ปวดศีรษะ ท้องเสีย กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ และอาจเกิดไข้และอาการชัก ควรได้รับการรักษาโดยด่วนหากคุณมีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจากภาวะ serotonin syndrome
ในการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้ารวมทั้ง Zoloft  อาการซึมเศร้าอาจแย่ลง และอาจเกิดความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติในผู้ป่วยบางรายระหว่างเริ่มต้นการรักษา และ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังคงเกิดขึ้นถึงแม้การรักษาจะนานมากกว่า  2 -3 เดือนแล้วก็ตาม ในช่วงที่ผู้ป่วยรับประทานยา Zoloft ควรประเมินผลและติดตามอย่างใกล้ชิดถึงอาการแสดงของโรคซึมเศร้าที่แย่ลง ความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติทั้งในช่วงเริ่มต้นการรักษาและตลอดเวลาที่มีการปรับขนาดยา
อาการต่าง ๆ ที่ควรรายงานให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบโดยทันที ได้แก่ วิตกกังวล อยู่ไม่นิ่ง อาการตื่นตระหนกกำเริบ นอนไม่หลับ หงุดหงิด รู้สึกไม่เป็นมิตร ก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น กระสับกระส่าย อารมณ์หรือพฤติกรรมครึกครื้นผิดปกติ อารมณ์บ้าคลั่ง และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ หรือมีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft ควรเฝ้าระวังเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย Zoloft อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่ายและความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้ยา Zoloft ร่วมกับยากลุ่มการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, aspirin, warfarin  หรือยาอื่น ๆ ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
มีรายงานถึงการเกิดอาการไม่พึงประสงค์เมื่อหยุดใช้ยา Zoloft อาการเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อหยุดยาทันที อาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อารมณ์หงุดหงิด อยู่ไม่นิ่ง วิงเวียนศีรษะ การรับความรู้สึกผิดปกติ อารมณ์ผิดปกติ รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ ซึมไม่มีแรง วิตกกังวล และนอนไม่หลับ ผู้ป่วยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการค่อย ๆ ปรับลดขนาดยา Zoloft  มากกว่าที่จะหยุดยาโดยทันทีเพื่อลดการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
คำถามที่ 50  Zoloft นำมาใช้ในการรักษาโรควิตกกังวลอย่างไร
คำตอบ  ในการรักษาโรควิตกกังวลด้วยยา Zoloft (sertraline) ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยาและประสิทธิผลในการรักษา อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก ใช้ขนาดยาในช่วง 50 ถึง 200 มิลลิกรัมต่อวัน ในการรักษาโรควิตกกังวล เริ่มต้นขนาดยา Zoloft 25 mg วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์สามารถปรับเพิ่มขนาดยาเป็น 50 mg วันละ 1 ครั้ง ขนาดยานี้เป็นขนาดยา Zoloft ที่แนะนำในการเริ่มต้นรักษาโรควิตกกังวล  
ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาในขนาดเริ่มต้น อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยนขนาดยา Zoloft ในการรักษาโรควิตกกังวลแต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 1 สัปดาห์ พิจารณาจากค่าครึ่งชีวิตการกำจัดยา Zoloft  รับประทานยา Zoloft เพียงวันละ 1 ครั้ง อาจจะเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น และควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน
โรควิตกกังวล มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นโรคเรื้อรังจึงเป็นเหตุผลที่ต้องรักษาด้วยยา Zoloft ในระยะยาวเพื่อควบคุมอาการของโรค อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรได้รับการประเมินอาการของโรค ในแต่ละช่วงหากจำเป็นต้องรักษาในระยะยาว จากการประเมินอาการทางคลินิกในการใช้ยา Zoloft ควรประเมินประสิทธิภาพการรักษาโรควิตกกังวลจนถึง 24 สัปดาห์ หลังจากการรักษาในช่วงเริ่มต้น  ควรให้ยาต่อเนื่องอีก 20 สัปดาห์ โดยขนาดยาที่ใช้ควบคุมอาการอยู่ในช่วง 50 -200 mg  ต่อวัน แพทย์จะแนะนำขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรควิตกกังวล ให้ผู้ป่วยเพื่อรักษาระยะต่อเนื่อง
 Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) มีข้อบ่งใช้ในการรักษา โรคต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไปรวมทั้งโรควิตกกังวล  กลไกการออกฤทธิ์ของ Zoloft เป็นการยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท serotonin ในระบบประสาทส่วนกลาง
คำถามที่ 51  ตัวยา Zoloft มีวางจำหน่ายในชื่อการค้าทั่วไปหรือไม่
คำตอบ  ในปัจจุบันนี้สามารถหายา Zoloft (sertraline) ที่วางจำหน่ายได้ในชื่อการค้าทั่วไป โดยมีตัวยาสำคัญคือ sertraline องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ยาในชื่อการค้าทั่วไปมีชีวสมมูลกับยาต้นแบบ ซึ่งหมายถึง ออกฤทธิ์ในร่างกายเช่นเดียวกับยาต้นแบบ องค์การอาหารและยาพิจารณา ยาในชื่อการค้าทั่วไป เปรียบเทียบยาต้นแบบ ทั้งในด้านขนาดยา ความแรงของยา วิธีการให้ยา ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และข้อบ่งใช้ยา ยาในชื่อการค้าทั่วไป มีรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างจากยาต้นแบบ และส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญแตกต่างกันจากยาต้นแบบ
อย่างไรก็ตาม การระบุฉลากยาและวิธีใช้ยายังคงเหมือนกัน สำหรับยาส่วนใหญ่ที่เป็นยาในชื่อการค้าทั่วไป มีราคาที่ต่ำกว่า เป็นทางเลือกในการใช้ยา นอกเหนือจากยาต้นแบบซึ่งมีราคาแพงกว่า และโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่รับประทานยาพบว่าไม่แตกต่างในประสิทธิภาพการรักษา  อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจ ให้ผลแตกต่างในการรักษาและจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาต้นแบบ
ยา Zoloft ในชื่อการค้าทั่วไปที่เรียกว่า sertraline เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake (SSRI) ซึ่งมีข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวลบางชนิด โรคตื่นตระหนก กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ 
โดยทั่วไปอาการข้างเคียงที่ถูกรายงานจากการใช้ยาในชื่อการค้าทั่วไป คล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft ต้นแบบ ได้แก่ อาการง่วงซึม วิงเวียนศีรษะปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปากคอแห้ง อาการสั่น เหงื่อออกมากขึ้น และความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลง สำหรับคำเตือนและข้อควรระวังในการใช้ยา Zoloft อาจเกิดขึ้นได้ในยา Zoloft ชื่อการค้าทั่วไป จากรายละเอียดข้อมูลยา Zoloft คำเตือนและข้อควรระวังที่อาจเกิดขึ้นในการรักษา ได้แก่ อาการทางคลินิกของโรคซึมเศร้าแย่ลง และเกิดความเสี่ยงการฆ่าตัวตาย
การเกิดภาวะ serotonin syndrome การเกิดภาวะอาการคุ้มคลั่งหรือพฤติกรรมอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ  น้ำหนักลดลง อาการชัก ภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ และอาการถอนยาอันเนื่องมาจากการหยุดใช้ยาทันทีในการรักษา
Zoloft ในชื่อการค้าทั่วไป (sertraline) มีวิธีรับประทานเช่นเดียวกับยาต้นแบบ รับประทานวันละครั้งในเวลาเดียวกันของวัน อาจเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น โดยรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้  Zoloft ชื่อการค้าทั่วไป ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาเป็นขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิผลในการรักษา
คำถามที่ 52 Zoloft ชนิดน้ำรับประทานมีวางจำหน่ายหรือไม่
คำตอบ  ปัจจุบัน Zoloft (sertraline) ชนิดน้ำรับประทาน มีวางจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว Zoloft ชนิดน้ำรับประทานเป็นรูปแบบยาน้ำเข้มข้นประกอบด้วยตัวยาสำคัญ 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และ alcohol 12% เป็นรูปแบบยาน้ำใส ไม่มีสี กลิ่นเมนทอล บรรจุในขวดปริมาตร 2 ออนซ์ พร้อมหลอดหยดสำหรับตวงวัดปริมาตร  
การเก็บรักษาขวดบรรจุยาเก็บไว้ที่ห้องควบคุมอุณหภูมิโดย หลีกเลี่ยงความชื้นและความร้อน Zoloft ยาน้ำชนิดรับประทาน จำเป็นต้องเจือจางก่อนรับประทานยา ในการรับประทานยาแต่ละมื้อ ผู้ป่วยจะต้องใช้หลอดหยดตวงวัดปริมาตร ดูดยาตามขนาดยาที่แพทย์สั่งใช้ และผสมยาเข้ากับของเหลวปริมาตร  4 ออนซ์ (ประมาณครึ่งถ้วย) ของเหลวที่ใช้เจือจางตัวยาได้แก่ น้ำเปล่า น้ำขิง น้ำมะนาวหรือโซดามะนาว น้ำมะนาวบรรจุขวดหรือน้ำส้มคั้น
ไม่ควรผสมยาน้ำ Zoloft กับเครื่องดื่มหรือของเหลวอื่น ๆ นอกเหนือจากที่แนะนำ ผู้ป่วยควรรับประทานยาทันโดยทันทีหลังผสมยาแล้วและไม่ควรผสมตั้งทิ้งไว้ล่วงหน้า  บ่อยครั้งสารละลายที่ได้มีลักษณะขุ่นเล็กน้อยหลังจากผสมซึ่งเป็นลักษณะปกติของยา  จากข้อมูลรายละเอียดยา ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ผลิตภัณฑ์ยางพารา ควรระวังในการใช้หลอดหยดตวงยาเนื่องจากประกอบด้วย ส่วนผสมของยางธรรมชาติ
Zoloft ชนิดน้ำรับประทานห้ามใช้ร่วมกับ  Antabuse (disulfiram) เนื่องจากมีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์ยา  Zoloft ชนิดน้ำรับประทานเป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI)  มีข้อบ่งใช้ที่กำหนดโดย องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา สำหรับรักษา โรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน ในทำนองเดียวกันกับ Zoloft  ชนิดเม็ดรับประทาน อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 4 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นจึงจะเห็นถึงประสิทธิภาพสูงสุด และก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้นจากการใช้ยา Zoloft ชนิดน้ำรับประทาน
ผู้ป่วยไม่ควรหยุดใช้ยาทันทีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยาที่อาจเกิดขึ้น เช่น กระสับกระส่าย หงุดหงิด  วิงเวียนศีรษะ มีความผิดปกติในการรับความรู้สึก ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน นอนไม่หลับ อารมณ์ผิดปกติ เพลียไม่มีแรง และวิตกกังวล
คำถามที่ 53  Zoloft เป็นยากลุ่ม MAO inhibitor หรือไม่
คําตอบ  Zoloft (sertraline) ไม่จัดเป็นยาในกลุ่ม monoamine oxidase inhibitor (MAOI­) แท้จริงแล้ว Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRIs)
ยาในกลุ่ม MAOIs เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า ซึ่งโดยทั่วไปนำมาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาโรคซึมเศร้ากลุ่มอื่น ๆ กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่ม MAO inhibitors เกี่ยวข้องกับการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ monoamine oxidase ดังนั้น จึงมีผลป้องกันการทำลายของสารสื่อประสาทหลายชนิด ได้แก่ norepinephrine, dopamine, epinephrine และ serotonin มีผลทำให้สารสื่อประสาทเหล่านี้มีปริมาณสูงขึ้น และออกฤทธิ์ได้มากขึ้น ยากลุ่ม MAOI inhibitor สามารถเกิดอันตรกิริยากับยาสำคัญ และอาหารบางชนิดได้ ยากลุ่มนี้จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคซึมเศร้า มักเก็บไว้ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายของการรักษา
สำหรับยาในกลุ่ม SSRIs มีโครงสร้างทางเคมีที่ไม่สัมพันธ์กันกับยารักษาโรคซึมเศร้าอื่น ๆ และมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด โดยทั่วไปแล้วยากลุ่ม SSRIs ถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกแรกสำหรับการรักษาโรคซึมเศร้า ในส่วนของข้อบ่งใช้ Zoloft โดยเฉพาะมีข้อบ่งใช้ในการรักษา โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และโรคกลัวการเข้าสังคม
กลไกการออกฤทธิ์ของ Zoloft เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท  serotonin ในระบบประสาทส่วนกลาง  Zoloft ไม่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ monoamine oxidase จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก ในยากลุ่ม SSRIบางชนิด เช่น Zoloft พบว่าตัวยาอัดออกฤทธิ์บางส่วนในการยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท norepinephrine และ dopamine 
ยาในกลุ่ม MAOI inhibitor ไม่ควรให้ร่วมกับยากลุ่ม SSRIs หรือภายใน 2 อาทิตย์หลังจากหยุดยากลุ่ม SSRIs อย่างเช่น Zoloft  เนื่องจากอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ปฏิกิริยารุนแรงเหล่านี้เคยพบในผู้ป่วยหลายคนที่เพิ่งหยุดใช้ยากลุ่ม SSRIs แล้วเริ่มต้นใช้ยาในกลุ่ม MAOI inhibitor ดังนั้น ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังหยุดใช้ยากลุ่ม SSRIs  ก่อนเริ่มใช้ยาในกลุ่ม MAOI inhibitor
คำถามที่ 54  อาการข้างเคียงที่พบได้โดยทั่วไปจากการใช้ยา Zoloft คืออะไรบ้าง
คำตอบ  ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก อาการข้างเคียงที่พบได้โดยส่วนใหญ่จากการใช้ยา Zoloft (sertraline) ได้แก่ คลื่นไส้ อวัยวะเพศในผู้ชายไม่แข็งตัว นอนไม่หลับ ท้องเสีย ปากคอแห้ง ง่วงนอน วิงเวียนศีรษะ อาการสั่น อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากขึ้น  และความต้องการทางเพศลดลง สำหรับอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่พบได้บ่อยจากยา Zoloft พบว่ามากกว่า 5% ของผู้ป่วย ในระหว่างการศึกษาทางคลินิคที่ ใช้ยาในการรักษาอย่างน้อย 1 ข้อบ่งใช้ ได้แก่ อาการปวดท้อง เบื่ออาหาร ท้องผูก อาหารไม่ย่อย และอาการอยู่ไม่นิ่ง อาการข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้น แล้วทำให้ผู้ป่วยหยุดรักษา ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย และนอนไม่หลับ
Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibtor เป็นยาที่มักถูกกล่าวถึงของกลุ่ม SSRI 
Zoloft ได้รับอนุญาตโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา สำหรับใช้รักษาโรคหลายชนิดที่แตกต่างกัน ได้แก่ ใช้ในการรักษาอาการวิตกกังวลบางชนิด อาการตื่นตระหนกโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน โรคย้ำคิดย้ำทำ และโรคซึมเศร้า Zoloft ออกฤทธิ์เป็นยารักษาโรคซึมเศร้า ยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท serotonin ในระบบประสาทส่วนกลาง อาการข้างเคียงที่อาจพบในการรักษาด้วยยา Zoloft มีค่อนข้างน้อย หากคุณมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงในระหว่างใช้ยา Zoloft ให้รีบพบแพทย์โดยทันที หรือให้รีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน  อาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่อาจเกิดเป็นอาการข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป  มีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย  วิตกกังวล อาการตื่นตระหนกกำเริบ นอนหลับยาก หุนหันพลันแล่น หงุดหงิด อยู่ไม่นิ่ง รู้สึกไม่เป็นมิตร พฤติกรรมก้าวร้าว กระสับกระส่าย ทำกิจกรรมตลอดเวลา หรืออารมณ์ครื้นเครงผิดปกติ อาการซึมเศร้าแย่ลง กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ไข้ขึ้นสูง เหงื่อออก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ไม่มีสมาธิ ความจำเลอะเลือน อ่อนแรง รู้สึกสับสน ประสาทหลอน หมดสติ ชัก หรือหายใจขัด
นอกเหนือจากอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ยังมีคำเตือนและข้อควรระวังในการใช้ยา Zoloft ซึ่งข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ยา Zoloft ได้แก่ ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย ภาวะ serotonin syndrome ภาวะอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติหรืออารมณ์บ้าคลั่ง (hypomania หรือ mania) น้ำหนักลด อาการชัก เลือดออกง่ายผิดปกติ ภาวะระดับโซเดียมในเลือดต่ำ และการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อพึงระวังต่าง ๆ  ก่อนเริ่มต้นใช้ยา Zoloft
คำถามที่ 55 ฉันสามารถรับประทานยา Zoloft ร่วมกับ Chantix ได้อย่างไร
คำตอบ  ถึงแม้ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนในการเกิดอันตรกิริยาหรือข้อห้ามใช้ระหว่าง Zoloft (sertraline) และ Chantix (varenicline)  แต่ยาทั้ง 2 ตัวมีคำเตือนที่สำคัญคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายและการเกิดอาการทางจิตประสาทที่รุนแรง  ดังนั้น การรับประทานยา Zoloft ร่วมกับยา Chantix อาจเพิ่มความเสี่ยงอาการซึมเศร้าที่แย่ลง ความคิดและพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงต่อชีวิต
จากคำเตือนสำคัญในการใช้ยา Chantix ที่ทำให้เกิดความเสี่ยง อาการทางจิตประสาทที่รุนแรง สามารถพบอาการ ดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาการซึมเศร้า ความคิดฆ่าตัวตาย พยายามฆ่าตัวตายและฆ่าตัวตายได้สำเร็จ ซึ่งเคยมีรายงานในผู้ที่ใช้ยา Chantix ในขณะที่อารมณ์ที่ซึมเศร้าลงอาจเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงอาการทางจิตประสาท และนั่นอาจเป็นอาการของการขาดนิโคติน
เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการโรคซึมเศร้า ไม่ค่อยพบการเกิดความคิดฆ่าตัวตายจากการเลิกบุหรี่โดยไม่ใช้ยา ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว และโรคซึมเศร้า ไม่ได้เข้าร่วมในการศึกษาทางคลินิก ก่อนวางจำหน่ายยาของ Chantix  ดังนั้น จึงไม่สามารถประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ได้ การประเมินอาการทางจิตประสาท มีการสังเกตทั้งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยทางจิต และในกลุ่มผู้ป่วยที่ ไม่มีการเจ็บป่วยทางจิตมาก่อนหน้านี้ มีข้อมูลรายงานว่า ผู้ป่วยบางรายที่มีการใช้ยา Chantix มีอาการเจ็บป่วยทางจิตแย่ลง
จากข้อมูลของรายละเอียดยาแนะนำว่า ผู้ป่วยทุกรายที่รักษาด้วยยา Chantix ควรติดตามอาการทางจิตประสาทที่อาจเกิดขึ้นหรืออาการเจ็บป่วยทางจิตที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วเกิดอาการแย่ลง  อาการทางจิตประสาทที่ต้องสังเกต ได้แก่ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง รู้สึกไม่เป็นมิตร อยู่ไม่นิ่ง อารมณ์ซึมเศร้าลง มีความคิดฆ่าตัวตาย หรือพฤติกรรมฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย  ในระหว่างการศึกษา หลังวางจำหน่ายในท้องตลาดของยา Chantix ที่ใช้ในการเลิกบุหรี่ มีรายงานข้อมูลทั้งอาการทางจิตประสาทที่เกิดขึ้น อาการเจ็บป่วยทางจิตที่แย่ลงกว่าเดิม  และการฆ่าตัวตาย ดังนั้น ข้อมูลคำเตือนที่สำคัญของยา Chantix  คือต้องประเมินความเสี่ยงเปรียบเทียบกับประโยชน์ในการรักษาก่อนเริ่มใช้ยา  
จากคำเตือนที่สำคัญของ Zoloft ในการรักษาโรคซึมเศร้า คือ อาจทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงความคิดฆ่าตัวตาย และเกิดพฤติกรรมผิดปกติ และพฤติกรรมฆ่าตัวตายในช่วงเริ่มต้นของการใช้ยา หรือไม่ก็ความเสี่ยงนี้อาจยังคงเกิดขึ้นในการใช้ยาระยะยาว ซึ่งยังสรุปแน่นอนไม่ได้ ผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับการรักษาด้วย Zoloft ควรได้รับการติดตามผล และเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิดถึงอาการทางคลินิกที่แย่ลง
ความคิดฆ่าตัวตาย พฤติกรรมที่ผิดปกติไป อาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ วิตกกังวล อยู่ไม่นิ่ง อาการตื่นตระหนกกำเริบ นอนไม่หลับ หงุดหงิด รู้สึกไม่เป็นมิตร ก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น กระสับกระส่าย ครื้นเครงผิดปกติ หรือมีอารมณ์บ้าคลั่ง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ หรือมีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงในการรับประทานยา Zoloft ร่วมกับ Chantix  ก่อนเริ่มต้นการรักษา
คำถามที่ 56 ฉันสามารถลดน้ำหนักได้อย่างไรในระหว่างที่ใช้ยา Zoloft
คำตอบ ในระหว่างการศึกษาทางคลินิกแบบมีกลุ่มควบคุมของยา Zoloft  (sertraline) พบผู้ป่วยบางรายน้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ย 1-2 ปอนด์ ในระหว่างการศึกษาทางคลินิกหรือภายหลังยาวางจำหน่ายในท้องตลาดไม่มีรายงานถึงภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดน้ำหนักยากอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft   
อย่างไรก็ตาม เคยมีรายงานในผู้ป่วยใช้ยา Zoloft ทำให้น้ำหนักตัวและความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง  Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่มีผลต่อระดับสารสื่อประสาทในสมองบางชนิดโดยเฉพาะ serotonin โดย Zoloft ออกฤทธิ์ยับยั้งการเก็บกลับของ serotonin ในระบบประสาทส่วนกลางอย่างแรงและเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงจัดอยู่ในกลุ่ม serotonin reuptake inhibitor (SSRI)
มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ โรคตื่นตระหนก กลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ และโรคซึมเศร้า โดยทั่วไปหากไม่นับรวมการใช้ยาสำหรับลดน้ำหนัก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดและได้ผลในการลดน้ำหนักระยะยาว คือ รับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และรับประทานผักผลไม้ ธัญพืช อย่างเพียงพอ จำกัดปริมาณน้ำตาล อาหารปรุงแต่ง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากข้อมูลยาผู้ป่วยที่รับประทานยา Zoloft ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว  
ถึงแม้หลายการศึกษาไม่ได้แสดงว่าการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานหรือสภาวะอารมณ์แย่ลง ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยา Zoloft ยังคงได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จากข้อมูลของสถาบัน national heart lung and blood institute (NHLBI)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ  แนะนำวิธีการลดน้ำหนักโดยการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ซึ่งมุ่งเน้นการลดปริมาณพลังงานจากสารอาหาร และเครื่องดื่ม วางแผนการรับประทานอาหารสุขภาพในปริมาณที่ควบคุมอย่างเหมาะสม
นอกเหนือจากนี้ สถาบัน NHLBI ได้วางแผนการรับประทานอาหารเพื่อรักษาสุขภาพ ควบคุมปริมาณ สัดส่วน ของผลไม้ ผักธัญพืช และ อาหารปราศจากไขมัน หรือ ผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย แผนการรับประทานอาหารแนะนำ อาหารประเภท เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน สัตว์ปีก ปลา ถั่วชนิดต่าง ๆ และไข่ และลดปริมาณอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว  ไขมันทรานส์ โคเลสเตอรอล โซเดียม และการเติมน้ำตาล เพื่อให้เกิดการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิผล โดยทั่วไป
ในระหว่างที่ใช้ยา Zoloft ผู้ต้องการลดน้ำหนัก จำเป็นจะต้องใช้พลังงานมากกว่าที่รับประทานเข้าไป ที่สำคัญคือควรลดปริมาณแคลอรี่ในแต่ละวันที่รับประทานจากอาหารและเครื่องดื่ม และเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ด้วยการออกกำลัง การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
คำถามที่ 57  ฉันจัดการอาการถอนยาที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา Zoloft ได้อย่างไร
คำตอบ ในระหว่างการวางจำหน่าย  Zoloft (sertraline) ในท้องตลาด มีรายงานถึงอาการถอนยาที่เกิดขึ้นจากการหยุดใช้ยาในการรักษา  อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อหยุดใช้ยาทันที อย่างไรก็ตามอาการถอนยา Zoloft ยังสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการปรับลดขนาดยาแต่มีโอกาสพบได้น้อย
รายงานอาการถอนยาจากการใช้ยา Zoloft ได้แก่ อาการอารมณ์ผิดปกติ อยู่ไม่นิ่ง วิงเวียนศีรษะ การรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ วิตกกังวล รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ เพลียไม่มีแรง แสดงอารมณ์มากกว่าปกติ และอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย นอนไม่หลับ และอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ  การเกิดอาการถอนยามีความสัมพันธ์กับการหยุดใช้ยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) สอดคล้องกับข้อมูลในการทบทวนวรรณกรรมจากวารสารยา Psychiatry and Neuroscience  ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2000  เพื่อป้องกันการเกิดอาการถอนยาจากการใช้ยาผู้ป่วยควรได้รับการแนะนำไม่หยุดใช้ยาโดยทันที และแนะนำว่าเมื่อต้องการหยุดยา ให้ค่อย ๆ ปรับลดขนาดยา โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งสำคัญคือคอยติดตาม อาการถอนยา Zoloft หลังจากผู้ป่วยหยุดรับประทานยา  หากอาการเกิดขึ้นในระหว่างปรับลดขนาดยาหรือหยุดยา และผู้ป่วยไม่สามารถทนอาการข้างเคียงได้ แพทย์ผู้รักษาจำเป็นต้องกลับไปใช้ยาในขนาดเดิม จากนั้นจึงค่อยปรับลดขนาดยาต่อไป อย่างไรก็ตาม อาการถอนยา Zoloft อาจเกิดขึ้นซ้ำหลังจากหยุดใช้ยา
ในระหว่างการศึกษาระยะทางคลินิกของยา Zoloft พบว่า ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์เมื่อหยุดใช้ยาอาการสามารถหายไปได้เองและไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา  อย่างไรก็ตาม มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงเช่นกัน และถึงแม้ผู้ป่วยบางราย อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ติดต่อกันหลายสัปดาห์ แต่อาการถอนยาในผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์
คำถามที่ 58   Zoloft  นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าอย่างไร
คำตอบ  ในการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา Zoloft  ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยาและประสิทธิผลในการรักษา อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก ใช้ขนาดยาในช่วง 50 - 200 มิลลิกรัมต่อวัน ในการรักษาโรคซึมเศร้า เริ่มต้นขนาดยา Zoloft 50 mg วันละ 1 ครั้ง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาในขนาดยาเริ่มต้นอาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโดยขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วงเวลาการปรับเปลี่ยนขนาดยา Zoloft ในการรักษาโรคซึมเศร้าในแต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 1 สัปดาห์ พิจารณาจากค่าครึ่งชีวิตการกำจัดยา
โดยทั่วไปผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยา Zoloft เพื่อรักษาโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลาหลายเดือนหรือยาวนานกว่านั้น เพื่อให้ถึงผลการรักษาที่ต้องการ และจำเป็นต้องติดตามและประเมินซ้ำเป็นระยะ ในระหว่างการรักษา เมื่อรับประทานยาZoloft ควรรับประทานพร้อมน้ำ ดื่มอย่างน้อย 1 แก้ว อาจรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ สามารถให้ยาได้วันละ 1 ครั้ง อาจเป็นช่วงเช้าหรือเย็น และควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน
ในการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา Zoloft ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้น ไม่ควรหยุดรับประทานยา Zoloft โดยไม่ปรึกษาแพทย์ การหยุดยาทันทีอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ  ในระหว่างการใช้ยา Zoloft เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หากจำเป็นต้องใช้ยาอื่น ๆ
ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้ด้วยตัวเองเนื่องจากยาบางชนิด อาจประกอบด้วย alcohol หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อาจเกิดอันตรกิริยากับยา Zoloft  รวมทั้งยาแก้ไอหลายชนิด ยารักษาอาการไข้หวัดในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  และยากลุ่มบรรเทาปวด ก่อนเริ่มต้นรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา Zoloft ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาชนิดอื่น ๆ ที่คุณกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งยาที่แพทย์สั่งใช้ ยาซื้อจากเคาน์เตอร์ด้วยตนเอง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรต่าง ๆ  เพื่อป้องกันการเกิดอันตรกิริยาที่รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
คำถามที่ 59  Zoloft นำมาใช้ในการรักษาโรค ย้ำคิดย้ำทำอย่างไร
คำตอบ จากข้อมูลหลายการศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ Zoloft (sertraline) ในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก สำหรับการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำด้วยยา Zoloft ขนาดยาเริ่มต้นในผู้ใหญ่ที่แนะนำ คือ 50 mg วันละ 1 ครั้ง และขนาดยาในการรักษาต่อเนื่องสำหรับโรคย้ำคิดย้ำทำ อยู่ในช่วง 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน การปรับขนาดยาแต่ละครั้งควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตการกำจัดของ Zoloft  เป็น  24 ชั่วโมง
ในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำด้วยยา Zoloft ส่วนใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนหรือนานกว่านั้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินซ้ำ ซึ่งแพทย์ผู้รักษาควรมีการประเมินเป็นระยะ ๆ  หากจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องเพื่อให้ถึงเป้าหมายในการรักษา  สำหรับการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำในผู้ป่วยเด็ก ขนาดยาที่แนะนำแตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่ ในเด็กอายุ 6-12 ปี ขนาดยาเริ่มต้น Zoloft  25 mg วันละ 1 ครั้ง สำหรับผู้ป่วยวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี ขนาดยาเริ่มต้นเป็น 50 mg วันละ 1 ครั้ง หากผู้ป่วย ไม่ตอบสนองต่อขนาดยาเริ่มต้น อาจจำเป็นต้องค่อยๆปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นจนถึงขนาดยาสูงสุด 200 mg ต่อวัน และเช่นเดียวกับผู้ใหญ่การปรับขนาดยาแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
จากข้อมูลรายละเอียดยา ในการใช้ยา Zoloft รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำสำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ควรระมัดระวังในการปรับเพิ่มขนาดยาและควรพิจารณาน้ำหนักตัวของผู้ป่วยซึ่งน้อยกว่าผู้ใหญ่ อาจทำให้เกิดปัญหาสั่งใช้ยาเกินขนาดได้ ในการใช้ยา Zoloft รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ควรให้ยาเพียงวันละหนึ่งครั้ง อาจเป็นช่วงเช้าหรือเย็น  และควรรับประทานยา Zoloft ในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน อาจรับประทานพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ และควรรับประทานพร้อมน้ำดื่มอย่างน้อย 1 แก้ว
คำถามที่ 60 ยา Cymbalta เปรียบเทียบกับ Zoloft มีความแตกต่างอะไรบ้าง
คำตอบ  ความแตกต่างระหว่าง Cymbalta (duloxetine) และ Zoloft (sertraline) คือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งเป็นวิธีการทำงานของยาในร่างกาย และข้อบ่งใช้ต่าง ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ซึ่งกำหนดโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา  Cymbalta  ออกฤทธิ์ยับยั้ง อย่างแรงในการเก็บกลับ ทั้งสารสื่อประสาท norepinephrine และ serotonin ในระบบประสาทส่วนกลาง ในขณะที่  Zoloft ออกฤทธิ์ยับยั้งอย่างแรงเฉพาะในการเก็บกลับ serotonin และออกฤทธิ์ยับยั้งการเก็บกลับ norepinephrine ได้เพียงเล็กน้อย แต่มีข้อบ่งใช้อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ Cymbalta และ Zoloft ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า
Cymbalta จัดอยู่ในยากลุ่ม serotonin norepinephrine reuptake inhibitor (SNRI) ซึ่งมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลไปทั่ว อาการปวดปลายประสาทเนื่องจากเบาหวาน อาการปวดกล้ามเนื้อและโรคปวดกล้ามเนื้อกระดูกเรื้อรัง  Zoloft  เป็นยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ซึ่งมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า
โรคกลัวการเข้าสังคม โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ โรคตื่นตระหนก และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน ความแตกต่างอื่น ๆ ระหว่าง Cymbalta กับ Zoloft คือการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ในขณะที่ Zoloft  อนุญาตสำหรับใช้รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ทั้งเด็กเล็กและวัยรุ่น แต่ในส่วนของ Cymbalta ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างชัดเจนของการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก
ความแตกต่างอื่น ๆ ระหว่าง Cymbalta และ Zoloft  คือ Cymbalta มีเฉพาะยาต้นแบบที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ไม่มียาในชื่อการค้าทั่วไป แต่ Zoloft มียาในชื่อการค้าทั่วไป ซึ่งมีชื่อสามัญของยา sertraline วางจำหน่ายในท้องตลาด นอกเหนือจากนี้ รูปแบบของยา Cymbalta มีเพียงยาชนิดแคปซูลที่รับประทานแบบกลืนทั้งเม็ดยา ไม่แนะนำให้เคี้ยวหรือบดเม็ดยา และไม่ควรแกะแคปซูลและโรยผงยาบนอาหารหรือผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ เนื่องจากเป็นยาชนิดแคปซูลที่แตกตัวในลำไส้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบยาเตรียมของ Zoloft ที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่กลืนเม็ดยาไม่ได้ มีวางจำหน่ายในรูปแบบยาน้ำรับประทานชนิดเข้มข้น สำหรับอาการข้างเคียงต่าง ๆ และข้อควรระวังจากการใช้ยา Cymbalta และ Zoloft  มีความคล้ายคลึงกัน ยาทั้งสองชนิดแนะนำให้รับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง รับประทานพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้
คำถามที่ 61 Zoloft เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะ และท้องเสีย ได้หรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า หรืออาการวิตกกังวล จัดเป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า SSRIs และออกฤทธิ์โดยปรับสมดุลของ serotonin ในสมองซึ่งเป็นสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น
จากข้อมูลรายละเอียดยา sertraline อาการดังต่อไปนี้ เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้บ่อยจากการใช้ยา คือ อาการคลื่นไส้ (ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก พบได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่รับประทานยา) อาการนอนไม่หลับ (พบได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์) อาการท้องเสีย (พบได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์) อาการวิงเวียนศีรษะ (พบได้ถึง 17 เปอร์เซ็นต์) และอาการอื่น ๆ เช่น ปากคอแห้ง อ่อนเพลีย อาหารไม่ย่อยตัวสั่น เบื่ออาหาร
จากข้อมูลยาไม่แนะนำให้รับประทานยา sertraline ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากตัวยาและแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมองเช่นเดียวกัน และยาอาจเพิ่มฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้กล่าวโดยทั่วไปหากผู้ป่วยต้องการดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างรับประทานยา sertraline ควรดื่มในปริมาณเพียงเล็กน้อย และดื่มได้ในกรณีที่ทราบว่าการใช้ยา sertraline มีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
คำถามที่ 62  อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft  คืออะไรบ้าง
คำตอบ  จากข้อมูลของยา Zoloft (sertraline) อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ ปากคอแห้ง อ่อนเพลียหรือง่วงซึม อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร เหงื่อออกมากขึ้น ปวดศีรษะ ร้อนวูบวาบ อาการสั่นหรือตัวสั่น  Zoloft เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก และโรควิตกกังวล จัดเป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า SSRIs โดยออกฤทธิ์ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท serotonin ในสมองซึ่งเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ
คำถามที่ 63  ฉันมีความรู้สึกตัวสั่นและศีรษะสั่นเล็กน้อยในบางครั้ง ก่อนหน้านี้แพทย์สั่งยา Zoloft และ Synthroid ให้ฉันรับประทานเป็นระยะเวลาหลายเดือน  ในปีที่ผ่านมาฉันรู้สึกเครียดมากเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น  นอกเหนือจากยาจะมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้หรือไม่
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRIs) ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน
สำหรับยา Synthroid (levothyroxine) เป็นฮอร์โมนทดแทนซึ่งโดยปกติผลิตได้จากต่อมไทรอยด์เพื่อควบคุมการใช้พลังงานและการเผาผลาญของร่างกาย  Synthroid ใช้ในการรักษาภาวะระดับไทรอยด์ต่ำ สำหรับอาการสั่นที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นอาการข้างเคียงจาก Zoloft ได้ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นเพื่อประเมินและวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนการรักษาใด ๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาแนวทางในการรักษาและการใช้ยาของคุณโดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 64 คุณสามารถรับประทานยา Zoloft ร่วมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชาเขียวได้หรือไม่
คำตอบ  จากข้อมูลรายละเอียดยา ไม่มีการศึกษายืนยันถึงการเกิดอันตรายกิริยาระหว่าง Zoloft (sertraline) และชาเขียว อย่างไรก็ตาม อาจมีอันตรายกิริยาระหว่างยากับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชาเขียว
คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่มีรายละเอียดชัดเจน เพื่อสามารถตรวจสอบให้แน่ชัดว่า มีส่วนประกอบใดเกิดอันตรายกริยาได้บ้าง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชาเขียว ไม่มีการกำหนดรายละเอียดในการศึกษาทางคลินิกอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงไม่มีข้อมูลที่แสดงถึงอันตรกิริยาและอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ และด้วยเนื่องจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาไม่เข้มงวดในการควบคุมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องทดสอบความปลอดภัย ประสิทธิผล หรือความบริสุทธิ์
โดยทั่วไปการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา Zoloft เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าจัดอยู่ในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI)  มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน และอาจนำมาใช้ในการรักษาภาวะผิดปกติอื่น ๆ ตามคำสั่งแพทย์
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยา Zoloft  ได้แก่ ง่วงซึมวิงเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อยง่าย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องผูก ปากคอแห้ง น้ำหนักตัวหรือความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง นอนหลับยาก และความรู้สึกทางเพศลดลงหรือไม่ถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ จากข้อมูลยาผู้ป่วยที่ใช้ยา Zoloft ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้การศึกษาต่าง ๆ ไม่ได้แสดงว่าการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานและสภาวะอารมณ์แย่ลง แต่ผู้ป่วยยังคงได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
การรับประทานยา Zoloft ควรรับประทานพร้อมน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว อาจรับประทานพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ และสิ่งสำคัญควรรับประทานในเวลาเดียวกันแต่ละวัน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ
คำถามที่ 65 เมื่อคุณหยุดใช้ยา Zoloft โดยทันทีจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
คำตอบ Zoloft (sertraline) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ และโรคกลัวการเข้าสังคม แล้วยังสามารถใช้ในการบรรเทาอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) ยากลุ่ม SSRIs ออกฤทธิ์โดยเพิ่มระดับสารสื่อประสาท serotonin ในสมองซึ่งช่วยปรับระดับสมดุลของสภาวะอารมณ์
จากข้อมูลของบริษัทผู้ผลิตยา Zoloft มีบางรายงานแสดงว่า หลังจากวางจำหน่ายยา Zoloft ในท้องตลาดในผู้ป่วยที่รับประทานยา และหยุดใช้ยาโดยทันทีมีโอกาสเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งได้แก่อารมณ์ผิดปกติ หงุดหงิด อยู่นิ่งไม่ได้  วิงเวียนศีรษะ การรับรู้ของประสาทสัมผัสผิดปกติ วิตกกังวล รู้สึกสับสน ปวดศีรษะ เพลียไม่มีแรงอารมณ์ไม่คงที่ นอนไม่หลับ และอารมณ์ครึกครื้นมากกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่อาการไม่พึงประสงค์ที่ถูกรายงาน จากบริษัทผู้ผลิตยานั้นเกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราวไม่รุนแรง แต่ยังคงมีรายงานถึงอาการที่ร้ายแรงและเกิดขึ้นระยะยาวหลังจากหยุดยาเช่นกัน
บริษัทผู้ผลิตแนะนำให้ผู้ป่วยที่รับประทานยาควรได้รับการติดตามอาการต่าง ๆ หลังหยุดใช้ยา  Zoloft หากเป็นไปได้ควรค่อย ๆ ลดขนาดยาลงทีละน้อยมากกว่าที่จะหยุดยาโดยทันที ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนอาการที่เกิดขึ้นได้ หลังปรับลดขนาดยาลงหรือหยุดใช้ยา แพทย์จะพิจารณากลับไปใช้ยาขนาดเดิม และอาจปรับลดขนาดยาลงต่อไป แต่ค่อย ๆ ปรับลดลงทีละน้อย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาหรือเภสัชกรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและการใช้ยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษาใด ๆ





ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaCARE

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan