วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ยาเพร็พ ยาเป๊ป สำหรับคนรักสนุก : ยายับยั้งการติดเชื้อ HIV ก่อน หรือหลังการสัมผัสเชื้อ มันคืออะไรนะ ? กินได้ไหม ปลอดภัยขนาดไหน ที่นี่มีคำตอบ ( PrEP and PEP )

ยาเพร็พ ยาเป๊ป สำหรับคนรักสนุก : ยายับยั้งการติดเชื้อ HIV ก่อน หรือหลังการสัมผัสเชื้อ


ขอขอบคุณวิดีโอจาก TestBKK.org
ในประเทศไทย ตรวจพบผู้ติดเชื้อ HIV 438,589 รายในปี 2558 ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,226 ราย จากการประเมินพบว่า ในปี 2562 ประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 29,626 ราย โดย 53% จะเป็นประชากรกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)

การป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อและติดเชื้อจึงเป็นวิธีการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดการระบาดของโรคเอดส์ และนำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย  ปัจจุบันงบประมาณในการแก้ปัญหาเอดส์ในประเทศไทยกว่า 70% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษา ดังนั้นหากเราสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศไทยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงไปได้ด้วย

การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ทำได้ 3 ช่วงดังนี้
1. Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) ป้องกันก่อนเสี่ยง ก่อนสัมผัสเชื้อ
2. Post-Exposure Prophylaxis (PEP) คือการให้ยาต้านให้เร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ โดยต้องทานยาเป็นเวลา 28 วัน
3. Treatment as Prevention คือการให้ยาต้านไวรัสหลังจากติดเชื้อแล้ว เพื่อลดปริมาณเชื้อในร่างกายให้ต่ำที่สุด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่นต่อไป

ยาเพร็พ (PrEP)

ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) เป็นการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี ก่อนมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อ เป็นวิธีการแบบใหม่ที่องค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ใช้ โดยหากทานยาอย่างสม่ำเสมอแล้ว จะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 92% โดยยาที่แนะนำให้ใช้ในปัจจุบันคือ Tenofovir 300มิลลกรัม Emtricitabine 200มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง

ใครควรทานยาเพร็พ

PrEP เหมาะกับชายและหญิงที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่
1. ผู้ที่มีผลเลือดเป็นลบ แต่มีคู่ที่มีผลเลือดเป็นบวกที่ยังไม่ได้รับยาต้าน หรือยังตรวจพบไวรัสในเลือด
2. ผู้ที่เคยกินยาป้องกันเอชไอวีฉุกเฉิน
3. ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศชาย สาวประเภทสอง
4. ชายหรือหญิงที่ทำงานบริการทางเพศ
5. ผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะชนิดฉีด
6. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะที่ไม่ได้สติ (เช่น มึนเมาจากแอลกอฮอล์ และสารเสพติด) โดยตั้งใจ และโดยไม่ตั้งใจ

การทานยาเพร็พ

ก่อนเริ่มทาน
เราจะต้องตรวจให้แน่ใจว่า ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีมาก่อน และมีการทำงานของตับ และไต อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษา เพื่อรู้วิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง ทั้งการป้องกันเอชไอวี ลดความเสี่ยงและโอกาสในการติดเชื้อ รวมไปจนถึงการตรวจติดตามการรักษาและตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

เมื่อทานยาเพร็พแล้ว
การติดตามผลเลือดระหว่างทานยาเพร็พเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยผู้ที่รับยาเพร็พโดยแพทย์ไม่ว่าที่สถาบันใดก็ตาม จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง โดยจะมีการนัดพบแพทย์ทุกๆ 3 เดือน เพื่อตรวจเลือดยืนยันว่า ไม่มีการติดเชื้อ เอชไอวี การทำงานของตับและไต ยังปกติดี และตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆเช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส ตับอักเสบ เป็นต้น

เมื่อมีเซ็กซ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย

แน่นอนว่าเราควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
แต่หากมีการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเกิดขึ้นซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด เราควรตรวจให้แน่ใจว่า เราและคู่นอนของเรา ไม่ว่าจะคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

เราควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า  การดูแลสุขภาพทางเพศของตัวเองและคู่ของเรานั้น เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ตราบใดที่เรายังมีเพศสัมพันธ์ เราและคู่ของเราควรตรวจอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยทุกๆ หกเดือน เพื่อยืนยันว่า ไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ในกรณีที่มีเซ็กซ์โดยไม่ได้สติ หรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือมีเซ็กซ์ครั้งละหลายๆคน ควรเปิดใจและพูดถึงการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และพูดถึงการป้องกันเอชไอวี โดยการทานยาเพร็พ

หากพบว่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แน่นอนที่สุด เราควรเริ่มรักษาโดยทันที แต่ที่สำคัญมากพอๆกันคือ การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เราควรแจ้งคู่นอน (ทั้งหลาย)ของเรา ให้รับการตรวจและรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้โรคติดต่อเหล่านั้นแพร่กระจายไปในวงกว้าง อีกสาเหตุที่เราควรทำให้แน่ใจว่าคู่นอน(ทั้งหลาย)ของเราได้รับการตรวจรักษา เพราะว่าแม้ว่าเรารักษาหายแล้ว แต่หากคู่นอนของเรายังมีเชื้อ เราอาจจะได้รับเชื้อซ้ำจากคู่นอนของเราอีกครั้ง







สภากาชาด แจก “เพร็พ”Prep กินก่อน ป้องกันได้


ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย แถลงข่าวโครงการลดการติดเอดส์ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง โดยการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ก่อนการสัมผัสเชื้อหรือเพร็พ (PrEP) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พรเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในปี 2560 หรือ โครงการ เพร็พ พระองค์โสมฯ ว่า หลังจากองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศสมาชิกจ่ายยาต้านไวรัสให้กับกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราการติดเชื้อรายใหม่เกินร้อยละ 3 ต่อปีขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชายและสาวประเภทสอง เพื่อให้กินก่อนสัมผัสเชื้อป้องกันการติดเชื้อนั้น สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการจัดให้เพร็พอยู่ในสิทธิประโยชน์ในกองทุนรักษาพยาบาลใดๆ สภากาชาดไทยจึงจะเริ่มให้ยาเพร็พฟรีแก่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสองที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ไปรับบริการสุขภาพทางเพศที่ศูนย์สุขภาพชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ และ จ.สงขลาา ตั้งเป้าให้บริการยาเพร็พฟรี ปีละ 1,000 ราย ต่อเนื่อง 3 ปี โดยใช้งบประมาณจากกองทุนรวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อช่วยลดกการติดเอดส์ สภากาชาดไทย ปีละ 7,680,000 บาท
“เพร็พเป็นการให้ยา 2 ตัวร่วมกันก่อนการสัมผัสเชื้อ คือ ยาทีโนโฟเวียร์ (TDF) ให้ร่วมกับเอมทริซิตาบีน (FTC) สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ 92 ถ้ากินสม่ำเสมอทุกวัน ทั้งนี้ ยาทั้ง 2 ตัว องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สามารถผลิตได้ โดยมีราคาจำหน่ายที่คลินิกนิรนาม ราคาเดือนละ 640 บาท สำหรับกลไกยาเพร็พจะไปสะสมอยู่ในเม็ดเลือดขาวในเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งอวัยวะที่เป็นช่องทางเข้าของเชื้อเอชไอวี เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวรหนัก เยื่อบุอวัยวะสืบพันธุ์ชาย ฯลฯ เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าไปในร่างกายในช่องทางดังกล่าว เชื้อก็จะถูกยาที่สะสมอยู่ก่อนยับยั่งไม่ให้แบ่งตัว จึงป้องกันการติดเชื้อได้” ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าว
พญ.นิตยา ภารุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกัน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย แถลงว่า ก่อนจะเริ่มกินเพร็พ ต้องตรวจเลือดให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้ติดเชื้อมาก่อน และต้องตรวจหาการทำงานของไต โดยไม่จำเป็นต้องกินตลอดชีวิต กินเฉพาะช่วงชีวิตที่คิดว่าจะมีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งจะกินทุกวันๆ ละ 1 เม็ด หากเป็นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักต้องกินติดต่อ 7 วัน จึงจะทำให้ยามาสะสมอยู่ที่ทวารหนักที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด 10-30 เท่า ส่วนผู้มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดต้องกิน 3 สัปดาห์ จึงจะมียาสะสมที่ช่องคลอด แต่ทั้ง 2 รูปแบบต้องกินต่อเนื่องจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว และต้องตรวจหาการติดเชื้อทุก 3 เดือน ทั้งนี้คนที่กินเพร็พยังต้องใช้ถุงยางอนามัยและเข็มฉีดยาที่สะอาดในการป้องกันร่วมด้วย ส่วนผลข้างเคียงของยาเพร็พ เกิดขึ้นได้เล็กน้อยต่อไตและกระดูก แต่หากเทียบกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีถือว่าคุ้มค่ากว่า
ด้าน นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า กรมควบคุมโรคเตรียมศึกษาประสิทธิผลและความคุ้มค่าในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และนนทบุรี เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(สปสช.) พิจารณาบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ของประชาชน คาดว่าไม่เกิน 1 ปีครึ่ง จะรู้ผล ทั้งนี้ คาดมีกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับยาเพร็พ 1.5 แสนคน ทั้งกลุ่มชายรักชาย สาวประเภทสอง ผู้ใช้ยยาเสพติดประเภทฉีด และคู่สมรสที่มีผลเลือดต่าง
สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ารับยาเพร็พฟรีในโครงการนี้ ติดต่อได้ที่ศูนย์สุขภาพชุมชนของสมาคมฟ้าสีรุ่งที่กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มูลนิธิสวิง (SWING) กรุงเทพฯ และพัทยา มูลนิธิ SISTERS พัทยา ศูนย์ CAREMAT และ M-PLUS เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 2253 0996 ในเวลาราชการ

การประเมินความเสี่ยงโอกาสในการติดเชือ้ HIV โดยสถานการณ์ต่างๆ

Estimated HIV transmission risk per exposure for specific activities and events
ActivityRisk-per-exposure
Vaginal sex, female-to-male, studies in high-income countries0.04% (1:2380)
Vaginal sex, male-to-female, studies in high-income countries0.08% (1:1234)
Vaginal sex, female-to-male, studies in low-income countries0.38% (1:263)
Vaginal sex, male-to-female, studies in low-income countries0.30% (1:333)
Vaginal sex, source partner is asymptomatic0.07% (1:1428)
Vaginal sex, source partner has late-stage disease0.55% (1:180)
Receptive anal sex amongst gay men, partner unknown status0.27% (1:370)
Receptive anal sex amongst gay men, partner HIV positive0.82% (1:123)
Receptive anal sex with condom, gay men, partner unknown status0.18% (1:555)
Insertive anal sex, gay men, partner unknown status0.06% (1:1666)
Insertive anal sex with condom, gay men, partner unknown status0.04% (1:2500)
Receptive fellatioEstimates range from 0.00% to 0.04% (1:2500)
Mother-to-child, mother takes at least two weeks antiretroviral therapy0.8% (1:125)
Mother-to-child, mother takes combination therapy, viral load below 500.1% (1:1000)
Injecting drug useEstimates range from 0.63% (1:158) to 2.4% (1:41)
Needlestick injury, no other risk factors0.13% (1:769)
Blood transfusion with contaminated blood92.5% (9:10)
Sources: vaginal sex;1 anal sex;2 fellatio;3 2 mother-to-child;4 other activities.5
References
1. Boily MC et al. Heterosexual risk of HIV-1 infection per sexual act: systematic review and meta-analysis of observational studies. Lancet Infect Dis 9(2): 118-129, 2009
2. Vittinghoff E et al. Per-contact risk of human immunodeficiency virus transmission between male sexual partners. American Journal of Epidemiology 150: 306-311, 1999
3. Del Romero J et al. Evaluating the risk of HIV transmission through unprotected orogenital sex. AIDS 16(9): 1296-1297, 2002
4. Townsend C et al. Low rates of mother-to-child transmission of HIV following effective pregnancy interventions in the United Kingdom and Ireland, 2000-2006. AIDS 22: 973-981, 2008
5. Baggaley RF et al. Risk of HIV-1 transmission for parenteral exposure and blood transfusion. AIDS 20: 805-812, 2006



ข้อสรุปของเพร็พ

- เพร็พใช้เพื่อป้องกันไม่ใช่สำหรับการรักษา
- เพร็พใช้สำหรับผู้ที่มีผลเลือดลบ
- ก่อนกินเพร็พต้องมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในช่วงติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลัน
- เพร็พป้องกันได้แต่เอชไอวี ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์
- ต้องกินเพร็พ 1 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อผลในการป้องกัน และต้องกินทุกวันสม่ำเสมอ
- ระหว่างการกินเพร็พต้องมีการตรวจหาเอชไอวี และค่าไตทุก 3 เดือน
- เพร็พไม่ต้องกินตลอดชีวิต กินเฉพาะในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง และสามารถพบแพทย์เพื่อหยุดกินเพร็พได้

การหยุดกินเพร็พ

หากประเมินตนเองว่าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว ทั้งจากเพศสัมพันธ์และการใช้สารเสพติดชนิดฉีด สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดการใช้เพร็พได้ แต่ควรหยุดเพร็พหลังจากมีความเสี่ยงครั้งสุดท้ายไปแล้ว 4 สัปดาห์
ก่อนหยุดกินเพร็พต้องตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีก่อน

ถ้ากินเพร็พ อีกหน่อยจะดื้อยามั้ย?

จะดื้อยาหรือไม่ ต้องอยู่กับพฤติกรรมการกินยา คนที่มีโอกาสดื้อยา คือคนที่มีเชื้ออยู่ในตัว การตรวจและมั่นใจว่าผลเลือดลบ ก่อนกินเพร็พจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อการป้องกัน ถ้าหยุดหรือลืมกินบ่อยๆ และไปรับเชื้อมา แต่ยังไม่รู้ตัวอาจมีโอกาสดื้อยาได้
กินเพร็พสม่ำเสมอ = ไม่ติดเชื้อ = ไม่ดื้อยา

ทำไมต้องย้ำจังเรื่องติดเชื้อระยะเฉียบพลัน?

เพราะถ้าเราติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลัน แล้วยังกินเพร็พต่อไปอีกเกินกว่า 2 อาทิตย์ อาจทำให้เกิดเชื้อเอชไอวีที่ดื้อยาขึ้นมาได้ ทั้งนี้ การตรวจเอชไอวีโดยเร็วจะช่วยให้คุณหมอสามารถดูแลคุณต่อได้ทันที และช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาด้วย ดังนั้น ถ้ามีอาการสงสัยว่าเป็นการติดเชื้อระยะเฉียบพลันก็ให้รีบมาพบหมอทันทีนะ

ทำไมต้องย้ำจังเรื่องถุงยาง?

ถึงจะกินเพร็พแล้วแต่ก็ไม่ควรเลิกใช้ถุงยางนะ เพร็พไม่ได้ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส หนองใน ดังนั้น เพื่อป้องกันให้ดีสุดๆ จากทั้งเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ คุณต้องกินเพร็พทุกวันสม่ำเสมอ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

ถ้าติดเชื้อเอชไอวีแล้วแปลว่าต้องตาย?

ตอบได้เลยนะว่า สมัยนี้ ติดเชื้อเอชไอวีแล้วไม่ตาย

ผู้ป่วยเอดส์จะต้องมีอาการแสดงของโรคเอดส์และได้รับการวินิจฉัยจากหมอแล้ว
เพราะถ้าเรารู้เร็วและดูแลรักษาร่างกายด้วยการรับยาต้านไวรัสได้เร็ว ร่างกายเราจะยังแข็งแรง สดใส และมีชีวิตที่ยืนยาวที่สำคัญไม่เป็นเอดส์ค่ะ ถึงเป็นเอดส์แล้วก็ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและกลับสภาพไปเป็นผู้มีเชื้อได้ หากเราดูแลตัวเองด้วยการไม่รับเชื้อเพิ่ม (ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง) ทานยาต้านไวรัสตรงต่อเวลาไม่หยุดหรือไม่ลืมทาน

สรุป: ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้เป็นแล้วตาย หากรู้เร็วก็จะรักษาได้เร็ว

ถ้าเป็นเอดส์ จะมีตุ่มหนองพุพองใช่มั้ย?

ตอบนะจ๊ะ ว่าไม่ใช่ทุกรายเสมอไปจ้ะ
เพราะหลังจากที่เราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ตัวไวรัสนี้จะทำลายซีดี 4 ที่เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีไว้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ แต่เมื่อถูกทำลาย (ถ้าไม่รับยาต้านไวรัส) ภูมิคุ้มกันจะเสื่อมลงทำให้โรคต่าง ๆ เข้ามาได้ง่าย และการที่จะเกิดตุ่ม/ผื่นที่ผิวหนัง จะเกิดขึ้นเมื่อซีดี 4 ตกลงจนถึงปริมาณที่ต่ำ จนเกิดเป็นตุ่มพีพีอีขึ้น ซึ่งเป็นอาการของโรคฉวยโอกาสประการหนึ่ง (คือมีมากกว่าการเป็นตุ่มหนอง ยังมีอื่น ๆ อาทิเช่น ท้องเสีย งูสงัด วัณโรค แล้วแต่การดูแลสุขภาพรายคน หากเราดูแลร่างกายให้แข็งแรงและรักษาระดับซีดี 4 ให้สูง โอกาสในการเกิดอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสนี้ก็จะต่ำมากๆ จนไม่เกิดขึ้นเลยจ้า

สรุป HIV ใช่เอดส์?

"ไม่ใช่"

ผู้มีเชื้อเอชไอวีกับผู้ป่วยเอดส์แตกต่างกัน

ผู้ป่วยเอดส์จะต้องมีอาการแสดงของโรคเอดส์และได้รับการวินิจฉัยจากหมอแล้ว
สำหรับผู้มีเชื้อ บางคนอาจกินยาต้านไวรัส บางคนอาจไม่ต้องกินเพราะ CD4 ยังสูงอยู่

ทำอย่างไรจึงจะรู้เร็ว?

"ตรวจเอชไอวี"

จะตรวจเมื่อไหร่ดี?

ต้องรู้จัก Window period หรือระยะไม่ปรากฎอาการ

การตรวจเอชไอวีตามหน่วยบริการทางการแพทย์ทั่วไปเป็นการตรวจแอนติบอดี

ดังนั้นต้องรอเวลาให้ร่างกายผลิตแอนติบอดีให้เพียงพอต่อการตรวจเสียก่อน ระยะนี้เรียกว่ารยะไม่ปรากฎอาการ กินเวลาประมาณ 6 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการตรวจการติดเชื้อในระยะต้น ๆ (NAT) ซึ่งช่วยให้ทราบการติดเชื้อหลังรับเชื้อมา 1 สัปดาห์ หากรักษาด้วยยาไวรัสทันที อาจช่วยทำให้ระดับเชื้อลดลงจนตรวจไม่พบเลยได้ ตรวจเอชไอวีแบบนี้ได้ที่คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

ขั้นตอนการตรวจเป็นอย่างไร?

ขั้นตอนการตรวจมี 4 ขั้น คือ

1. รับการปรึกษาก่อนการเจาะเลือด 
2. เจ้าหน้าที่เจาะเลือด 
3. รับการปรึกษาก่อนฟังผลเลือด 
4. แจ้งผลเลือด พร้อมแนะนำให้มาตรวจเอชไอวีซ้ำเป็นระยะ หรือ ส่งต่อเข้าสู่บริการดูแลรักษาอื่น ๆ ที่จำเป็น

สิ่งสำคัญในการตรวจเอชไอวี คือ ผู้รับบริการเป็นคนตัดสินใจ ไม่บังคับ มีการพูดคุยก่อนเจาะเลือด และต้องแจ้งผลตรวจแก่ผู้รับบริการ ทุกขั้นตอนประกอบขึ้นเป็นคำว่า VCT หมายถึง การตรวจด้วยความสมัครใจพร้อมได้รับการปรึกษา

เอชไอวีกับเอดส์เหมือนกัน มั้ย?

ไม่เหมือนกัน!!
HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus หมายถึง เชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งสามารถแบ่งตัวในเซลล์ของคน เช่น เม็ดเลือดขาว เซลล์สมอง เมื่อติดเชื้อ ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อต้านเชื้อไวรัสแต่ไม่สามารถกำจัดได้หมด เชื้อยังคงอยู่ในเม็ดเลือดและแพร่ต่อไปได้และจะทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานลดลง
AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว เป็นผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ

แล้วมันต่างกันอย่างไร....?
เอชไอวีไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส ผู้มีเชื้อเอชไอวีจะไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการแสดงใด ๆ ที่สัมพันธ์กับเอดส์ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ร่างกายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต จากนั้นจะหายไปเอง ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ นี่คือระยะที่ 1 หรือ ระยะไม่มีอาการ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ เรียกว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือ ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี
หากผู้มีเชื้อไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง ประกอบกับ อาจมีตัวกระตุ้นอื่น ๆ ร่วมเข้ามา เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย รับเชื้อเพิ่ม ฯลฯ ระดับภูมิคุ้มกันหรือปริมาณซีดี 4 ก็จะลดลงเรื่อย ๆ และปริมาณเชื้อไวรัสอาจเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ ระยะที่ 2 หรือ ระยะมีอาการ ซึ่งจะเริ่มด้วยอาการสัมพันธ์กับเอดส์ เช่น เป็นไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรังไม่รู้สาเหตุ เชื้อราในปาก งูสวัด เป็นต้น ในระยะนี้ แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ไม่ว่าซีดี 4 จะอยู่ในระดับใดก็ตาม
และหากไม่ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาต้านไวรัสและรักษาโรคฉวยโอกาสอย่างเนิ่น ๆ ก็อาจเข้าสู่ระยะที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นได้ ซึ่งภูมิคุ้มกันหรือปริมาณซีดี 4 จะลดลงต่ำมาก และเกิดโรคฉวยโอกาส เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส (Pneumocystis carinii pneumonia : PCP) วัณโรค (Tubercolosis) เชื้อไวรัสขึ้นจอประสาทตา เป็นต้น ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเอดส์สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยและควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้ทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้ด้วยการกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ

ช่วงหลังรับเชื้อได้ 2 – 3 สัปดาห์ ปริมาณเชื้อไวรัสจะขึ้นสูงและแพร่กระจายสู่ต่อมน้ำเหลือง ค่าซีดี 4 จะลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างกายจะปรับระดับได้ และค่าซีดี 4 สูงขึ้นพร้อมกดระดับเชื้อไวรัสให้ต่ำลง ซึ่งในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงใด ๆ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโตอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ (เพราะเชื้อแพร่กระจายสู่ต่อมน้ำเหลือง) และจะหายไปเอง ผู้ที่ได้รับเชื้อมาส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าตนได้รับการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีมาแล้ว และสามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นได้ทันทีตั้งแต่ระยะแรกเริ่มติดเชื้อ
ผู้มีเชื้อที่ไม่มีอาการใด ๆ อาจเข้าสู่ระยะมีอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์ได้ในระยะเวลาประมาณ 5–12 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพ การรับเชื้อเพิ่ม หรือการรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ระยะมีอาการจะเกิดขึ้นเมื่อระดับซีดี 4 ลดต่ำลงมากและปริมาณเชื้อไวรัสมีระดับสูง เมื่อระดับซีดี 4 ในร่างกายต่ำมาก ภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะเสื่อมลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ จึงอาจมีอาการของเอดส์และเกิดโรคฉวยโอกาสเกิดขึ้นเมื่อระดับซีดี 4 ต่ำลงเรื่อยๆ

ระยะเวลาในการเกิดโรคฉวยโอกาสหรือการพัฒนาจากการมีเชื้อเอชไอวีไปสู่ระยะมีอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์ขึ้นอยู่กับสุขภาพและการดูแลสุขภาพรายบุคคล บางรายอาจใช้เวลานานเกิน 10 ปี หรือบางรายอาจเกิดอาการภายในระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปีได้
จากข้อมูลเหล่านี้
ประเด็นสำคัญคืออะไร?....
เรามีวิธีรับมือกับเอชไอวีได้มากมาย
เราสามารถป้องกันไม่ให้ตนเองติดเชื้อเอชไอวีได้
หรือถ้ามีเชื้อเอชไอวีแล้วก็ป้องกันไม่ให้เป็นเอดส์ได้
ถ้าเป็นเอดส์แล้วก็ยังป้องกันไม่ให้เสียชีวิตและกลับมาเป็นผู้มีเชื้อที่แข็งแรงได้
ทั้งหมดนี้ เริ่มได้ด้วยการ “รู้สถานะให้เร็ว”
“รู้เร็ว ป้องกันรับเชื้อเอชไอวีสู่ร่างกาย ลดการติดเชื้อรายใหม่”
“รู้เร็ว ป้องกันการรับเชื้อเพิ่ม ดูแลตัวเองได้เร็ว ลดการตายจากเอดส์”
“รู้เร็ว รักษาได้เร็ว ไม่มีอาการของเอดส์ ลดการตีตราจากสังคม”
บางคนอาจเถียงว่าการรู้เร็วไม่ได้ช่วยให้คนมีพฤติกรรมการป้องกันหรอก เพราะถ้าไม่คิดจะป้องกันแล้วรู้สถานะไปก็ไม่ป้องกันอยู่ดี แต่แท้จริงแล้ว การตระหนักรู้ในสถานะการติดเชื้อนั้นช่วยให้เราหลุดพ้นจากความคลุมเครือไม่ชัดเจน ช่วยให้หายเครียดและกังวล ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นในการลดพฤติกรรมเสี่ยง
การรู้สถานะการติดเชื้อจะช่วยส่งเสริมให้เราวางแผนชีวิตและกำหนดพฤติกรรมของตัวเองได้ดีขึ้น หากรู้ว่าไม่มีเชื้อก็สามารถป้องกันให้คงผลเลือดลบไปตลอด หากพบว่ามีผลเลือดบวกก็จะสามารถรับการดูแลรักษาที่จำเป็นได้เร็ว ป้องกันไม่ให้รับเชื้อเพิ่มและไม่แพร่เชื้อไปยังคู่นอนด้วยการใช้ถุงยางอนามัย เมื่อผู้มีเชื้อได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีแล้ว ก็จะมีร่างกายแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่างนี้ไม่ติดเชื้อ?

-  ไม่ติดจากยุงหรือสัตว์ 
-  จากการสัมผัสทั่วไปในชีวิตประจำวัน
-  ด้วยน้ำลายหรือการจูบ 
-  จากการกินอาหารหรือใช้ภาชนะร่วมกัน
-  จากการกอดกัน
-  จากการใช้ห้องน้ำร่วมกัน
-  จากการไอจามรดกัน

เอชไอวีติดต่อทางไหนบ้าง?

1. เลือด
การใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับเลือดใดๆ ก็ตาม (เข็ม กระบอกฉีดยา มีด) ร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุเข็มตำ จะมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี

2. เพศ
เพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันทำให้มีการแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งระหว่างกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

3. ครรภ์
ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีจะเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีประมาณ 30% ยิ่งถ้าคลอดแบบธรรมชาติและกินนมแม่ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้อมากขึ้นเพราะทารกได้สัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก คุณหมอมักจะให้คุณแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีกินยาต้านในระหว่างตั้งครรภ์

CD4 คืออะไร?

CD4 คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรค และมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
หากเปรียบร่างกายของเราเหมือนประเทศ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่เหมือนศูนย์บัญชาการของทหารหรือกระทรวงกลาโหม ที่คอยคุ้มกันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามารุกรานได้ และเพื่อดูแลคุ้มกันส่วนต่างๆของร่างกายได้ทั่วถึง ระบบภูมิคุ้มกันจะกระจายตัวเป็นต่อมน้ำเหลือง (lymph nodes) อยู่ตามจุดต่าง ๆ ตามรูป เหมือนค่าย ทหารเพื่อสะสมกำลังพล เมื่อต้องต่อสู้กับเชื้อโรคหรือข้าศึกที่เข้ามาในร่างกาย ค่ายทหารจะกระจายพลทหารหรือเม็ดเลือดขาวออกไปกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส สารเคมี เป็นต้น

เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะเข้ายึดจับและทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 เมื่อทหารของร่างกายตายลงไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะขาดกำลังพลในการรบและพ่ายแพ้ต่อเชื้อโรคได้ง่าย
มาเรียนรู้กลไกการติดเชื้อ หรือกระบวนการก่อการร้ายของเอชไอวีกันเถอะ
“ยึดเกาะ เจาะไข่ และสูบเลือดสูบเนื้อจากเซลล์เจ้าบ้าน” ถือเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการทำงานของเอชไอวี เนื้อหาต่อไปนี้จะแสดงกลไกการติดเชื้อทั้ง 5 ขั้นตอน การเข้าใจถึงกลไกนี้จะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของยาต้านไวรัสแต่ละประเภทด้วย
1. เชื้อเอชไอวีเริ่มยึดเกาะเข้ากับผนัง CD4 โดยใช้หนามที่มีอยู่รอบ ๆ เซลล์แทงยึดที่เต้ารับของ CD4  จากนั้นจะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการติดเชื้อ
2. หลังจากที่ยึดเแน่นแล้ว เยื่อหุ้มเอชไอวีจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเยื่อหุ้ม CD4 เมื่อเจาะเกราะหุ้ม CD4 ได้ เอชไอวีจะพุ่งเข้าไปในเซลล์ CD4 ทันที
3. เมื่อเข้าเซลล์ได้ รหัสพันธุกรรมของเอชไอวี (RNA) จะพุ่งสู่ใจกลางเซลล์ CD4 และก๊อบปี้ตัวเองขึ้นมา โดยขโมยโปรตีนของเซลล์ CD4 มาใช้ในการสร้างเนื้อตัวของลูกหลานตัวใหม่ เซลล์เอชไอวีรุ่นใหม่จะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าของเก่า
4. เมื่อได้ทุกสิ่งอย่างครบตามองค์ประกอบเดิมเอชไอวี ตัวใหม่ก็จะผุดออกมาจากเซลล์ CD4 โดยดึงเนื้อหนังมังสามาจากผนังของ CD4 มาสร้างเปลือก
5. กองทัพเอชไอวีถูกปล่อยออกมาจาก CD4 พร้อม ๆ กันหลายตัว การแบ่งตัวแบบทวีคูณนี้ทำให้เอชไอวีสามารถรวมกันเป็นขบวนการทำร้าย CD4 เซลล์อื่น ๆ ที่ยังแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3-12 สัปดาห์ ร่างกายจะสังเคราะห์แอนติบอดี้ซึ่งเปรียบเหมือนตำรวจตรวจจับสิ่งแปลกปลอมออกมาเพื่อจะจับกุมเชื้อเอชไอวี แต่ก็สายไปแล้ว แอนติบอดี้ที่ร่างกายผลิตขึ้นมานี้ คือสารที่ตรวจเจอเวลาเราไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี
หลังจากโดนสูบเนื้อไปแล้ว CD4 จะเป็นอย่างไร
CD4 ที่ถูกเอชไอวีใช้ในการแบ่งตัวจะไม่สามารถทำงานเป็นทหารได้อีกต่อไป CD4 เหล่านั้นจะหมดสภาพและถูกทำลายไป ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทางตรง: CD4 ที่ติดเชื้อจะเอชไอวีถูกขโมยเนื้อเยื่อและสารประกอบไปผลิตเอชไอวีตัวใหม่ และเมื่อลูกหลานของเอชไอวีจำนวนมากผุดออกมาจากเซลล์ CD4 ตัวนั้นจะตายลง เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกทำลายอย่างหนัก หรือถ้ายังไม่ตายในทันทีก็จะหมดอายุและตายในเวลาต่อมา
ทางอ้อม: CD4 ที่ติดเชื้ออาจตั้งโปรแกรม ทำลายตัวเอง (Apoptosis) เมื่อระบบและกลไกการทำงานของเซลถูกรบกวนจากการผลิตลูกของเอชไอวี ผู้มีเชื้อส่วนใหญ่ จะมีเซลล์ Apoptosis ในกระแสเลือดและต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากกว่าคนที่ไม่มีเชื้อ

เอชไอวีคืออะไร?

เอชไอวี มีชื่อเต็มคือ Human Immunodeficiency Virus (HIV) 

เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เมื่อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ จะทำลายเซลส์เม็ดเลือดขาวประเภทซีดี 4 (CD4) ซึ่งเป็นเซลภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นทหารต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่เข้ามาในร่างกายเมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีทำลายทหารในร่างกายของเราไปจำนวนมาก ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราจะเสื่อมจนทำให้โรคต่างๆแทรกซ้อนเข้ามาได้ง่าย เชื้อเอชไอวีจึงเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (Acquired Immuno Deficiency Syndrome - AIDS)

ภาษาอังกฤษวันละคำ:
Acquired = ได้รับ (การติดต่อ) มา แปลว่าไม่ใช่ภาวะผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
Immuno = มาจากคำว่า Immune แปลว่าเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน


PrEP การกินยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี

เพร็พ (PrEP) (Pre-Exposure Prophylaxis) คือ การกินยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ที่ต้องกินเป็นประจำทุกวัน เหมาะสมกับบุคคลที่อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีค่อนข้างสูง หรือบุคคลที่มีคู่รักผลเลือดต่าง หรือกลุ่มคนที่มีคู่หลายคน ไม่สามารถต่อรองกับคู่นอนตนเองได้ให้ใช้ถุงยางอนามัยกับตนเอง เป็นต้น
วิธีการนี้เป็นการป้องกันตนเองจากเชื้อเอชไอวีอีกวิธีหนึ่ง แต่ผู้ทานยา PrEP ต้องมีวินัยในการกินยาสูงมาก ๆ คือกินยาตรงเวลาและสม่ำเสมอ ผลในการป้องกันจึงจะลดโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีได้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ถุงยางอนามัย พร้อมสารหล่อลื่นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้สิ่งสำคัญของการให้บริการการป้องกันเชื้อเอชไอวีนี้ ผู้ที่จะรับบริการจะต้องมีหลักฐานจากการตรวจเลือดว่าไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี ณ เวลาที่ได้รับยาต้านไวรัสด้วยวิธี PrEP รวมทั้งไม่มีประวัติ และอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลัน
ส่วนผู้ใดที่คิดว่าตัวเองควรได้รับ PrEP ควรปรึกษาแพทย์ 

ตรวจสอบสิทธิได้ที่ไหน?

ตรวจสอบสิทธิการรักษาได้ที่ไหน? 

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (สถานีอนามัย) หรือโรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน
หรือตรวจสอบด้วยตัวเอง โทร 1330 กด 2 ตามด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
(ค่าโทรครั้งละ 3 บาท)

www.nhso.go.th

กินยาเป๊ป prep ยังไง
กินยาเป๊ป prep ยังไง
ผลเลือดบวกทำอย่างไร HIV positive
ผลเลือดบวกทำอย่างไร HIV positive

เสี่ยงเพราะไม่ได้ใส่ถุงยาง ถุงยางมีประโยชน์อย่างไร

ผลเลือดลบอย่างไรให้ได้ตลอด HIV NEGATIVE
ผลเลือดลบอย่างไรให้ได้ตลอด HIV NEGATIVE

เชื้อ HIV ติอต่อทางไหนได้บ้าง
เชื้อ HIV ติอต่อทางไหนได้บ้าง

ถุงยางแตกทำไง
ถุงยางแตกทำไง

วิธีการตรวจเลือด HIV ขั้นตอนการตรวจเลือดเอดส์
วิธีการตรวจเลือด HIV ขั้นตอนการตรวจเลือดเอดส์

เครียดมาก ทำไงดี เย็ดสดมา แตกใน ไม่ทันใส่ถุง จะติดเชื้อ HIV ไหม
เครียดมาก ทำไงดี เย็ดสดมา แตกใน ไม่ทันใส่ถุง จะติดเชื้อ HIV ไหม

ตรวจ HIV ได้ที่ไหน ที่ไหนฟรีบ้าง
ตรวจ HIV ได้ที่ไหน ที่ไหนฟรีบ้าง

เอดส์ ต่างไงกับ HIV
เอดส์ ต่างไงกับ HIV

การเลือกใช้ถุงยางอนามัย
การเลือกใช้ถุงยางอนามัย

ยาฉุกเฉิน HIV PREP เป๊ป
ยาฉุกเฉิน HIV PREP เป๊ป

เรื่องน่ารู้ ยาต้านไวรัสเอชไอวี คืออะไร
เรื่องน่ารู้ ยาต้านไวรัสเอชไอวี คืออะไร

PREP เพร็พ คืออะไร
PREP เพร็พ คืออะไร

อาการติดเชื้อเอชไอวี เฉียบพลัน
อาการติดเชื้อเอชไอวี เฉียบพลัน ควรทำอยางไร

กล้าที่จะตรวจหาเชื้อ HIV
กล้าที่จะตรวจหาเชื้อ HIV

HIV ตรวจเร็ว รักษาได้
HIV ตรวจเร็ว รักษาได้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan