วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561

รู้จักโรคพิษสุนัขบ้า ( Rabies ) อาการ การรักษา การดูแลตนเองและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญ และการดูแลตนเอง หากถูกสุนัขกัด

รู้จักโรคพิษสุนัขบ้า


โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือ โรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเรียกว่า "โรคหมาว้อ" จัดเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ (Rabies) ซึ่งทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สุนัข แมว ลิง กระรอก ค้างคาว สุนัขจิ้งจอก สกังก์ แรคคูน พังพอน ฯลฯ พาหะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย คือ สุนัข ประมาณ 95% รองลงมาคือแมว ส่วนในต่างประเทศมักเกิดจากสัตว์ป่ากินเนื้อต่าง ๆ เช่น สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า Jaguar ฯลฯ และสำหรับในแถบประเทศลาตินอเมริกานั้น ยังพบพาหะที่สำคัญคือ ค้างคาวดูดเลือด (Vampire bat)


โดยโรคพิษสุนัขบ้านี้ เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการทางประสาท โดยเฉพาะที่ระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าเป็นแล้วจะเสียชีวิตทุกราย หากฉีดวัคซีนป้องกันโรคไม่ทัน ทั้งนี้ คาดกันว่าในแต่ละปี ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ปีละกว่า 60,000 คน


ทำไมถึงเรียกโรคพิษสุนัขบ้าว่าโรคกลัวน้ำ

เพราะผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการกลัวน้ำ ซึ่งเป็นอาการแปลกที่พบในโรคพิษสุนัขบ้าเท่านั้น และเวลากินน้ำจะสำลักและเจ็บปวดมาก เพราะกล้ามเนื้อคอเป็นอัมพาตและเกร็ง


คนติดโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร

คนสามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ หากรับเชื้อจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้านี้ โดยสามารถรับเชื้อพิษสุนัขบ้าได้สองทางคือ


1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัดหรือข่วน โดยเชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค จะเข้าสู่บาดแผลที่ถูกกัด


2. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย ปกติจะไม่ติดเชื้อ นอกจากว่าบริเวณที่ถูกเลียจะมีบาดแผล หรือรอยถลอก ขีดข่วน รวมทั้งการถูกเลียที่ริมฝีปาก หรือนัยน์ตา


ส่วนกรณีการติดต่อจากคนสู่คนนั้น ในตามทฤษฎีเป็นไปได้ แต่ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันแน่ชัด









ระยะฟักตัวของเชื้อในคน

จากการสำรวจผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าทุกรายจะมีระยะฟักตัวไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ด้วย


1. อวัยวะที่ถูกกัด


2. ความรุนแรงของแผลที่ถูกกัด


3. ชนิดของสัตว์ที่กัด


4. ปริมาณของเชื้อไวรัสที่เข้าไปในบาดแผล


5. วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาหลังสัตว์กัด


ลำดับอาการของการเกิด โรคพิษสุนัขบ้า

1. เชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์ป่วย เข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลโดยการกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังที่มีบาดแผล เพิ่มจำนวนระยะแรกในบริเวณที่ได้รับเชื้อ


2. เชื้อเข้าสู่แขนงประสาท และระบบประสาทส่วนกลาง ในเส้นประสาทเชื้อจะไม่เพิ่มจำนวน


3. เชื้อเข้าสู่สมองและเริ่มเพิ่มจำนวนเชื้อ จะมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย


4. เชื้อเข้าสู่ไขสันหลังเชื้อจะเพิ่มจำนวนมาก ทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ จะมีอาการอัมพาตและตายในที่สุด ถ้าเชื้อเดินทางมาถึงสมองแล้วภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนก็จะป้องกันไม่ได้


อาการพิษสุนัขบ้า หลังถูกสุนัขกัด

1. ระยะอาการเริ่มแรก


ผู้ป่วยจะมีการอักเสบที่สมองและเยื่อสมองในระยะ 2-3 วันแรก โดยอาจปวดเมื่อยตัว มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คันหรือปวดแสบบริเวณที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว


2. ระยะอาการทางระบบประสาท


จะเริ่มหงุดหงิด กระสับกระส่าย อาละวาด ไม่อยู่สุข โดยจะมีอาการเช่นนี้ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นจะเริ่มซึมเศร้า และมีอาการกลัว ทั้งไม่ชอบแสงสว่าง ลม เสียงดัง กลัวน้ำ ซึ่งอาจพบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ มีน้ำลายไหล กลืนอาหารลำบากและเจ็บ เพราะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน แต่ยังพูดจารู้เรื่อง


3. ระยะสุดท้าย


มีอาการเอะอะมากขึ้น สงบสลับกับชัก บางรายอาจเป็นอัมพาต หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด เพราะส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตใน 2-6 วัน เนื่องจากอัมพาตของกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินหายใจ เพราะโรคลุกลามไปอย่างรวดเร็ว











พิษสุนัขบ้า คืออะไร?

พิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือที่เรียกกันว่า โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสที่มีสาเหตุจากการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อกัดหรือข่วน โดยเฉพาะสุนัข ซึ่งเชื้อดังกล่าวส่งผลกระทบระบบประสาทส่วนกลาง และจะมีความรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาหรือฉีดวัคซีนป้องกันทันเวลา ทั้งนี้สถิติผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ จนในปี 2558 มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ซึ่งทั้งหมดต่างไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลังได้รับเชื้อ



อาการของโรคพิษสุนัขบ้า
ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าในระยะแรกเริ่มอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เนื่องจากเป็นระยะการฟักตัวของเชื้อที่มักใช้เวลาตั้งแต่ 2-12 สัปดาห์ขึ้นไป หรือบางรายอาจใช้เวลาอย่างเร็วเพียงแค่ 4 วัน ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญมาก เพราะหากเลยช่วงนี้ไปจนเข้าช่วงแสดงอาการแล้วมักไม่สามารถรักษาได้ นำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้บริเวณที่ถูกกัดยังสามารถส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนและระยะฟักตัวของเชื้อ โดยยิ่งบริเวณที่ติดเชื้ออยู่ใกล้สมองมากเท่าไหร่ เชื้อก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนและฟักตัวได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น เช่น การถูกกัดบริเวณใบหน้าจะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อเร็วกว่าการถูกกัดที่บริเวณขา ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้รอยกัดขนาดใหญ่ที่มีเลือดออกก็จะส่งผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อมากกว่ารอยข่วนขนาดเล็ก

อาการเริ่มต้นของโรคนี้จะคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยอาจมีไข้ เป็นเหน็บชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงความรู้สึกแสบร้อนที่แผล หลังจากนั้นอาการจะเริ่มพัฒนาไปสู่ระยะที่โรครุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้แล้ว โดยอาการจะแสดงใน 2 ลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละราย

กลุ่มอาการสมองอักเสบ พบได้ประมาณ 80% ของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า โดยจะส่งผลให้มีอาการรุนแรงปรากฏในลักษณะต่อไปนี้
กลัวน้ำ ไม่สามารถกลืนน้ำลายได้
มีการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ กล้ามเนื้อที่ใช้กลืน และกล้ามเนื้อหายใจ
กลืนอาหารลำบาก
พูดไม่ชัด
สมองอักเสบ ทำให้เกิดประสาทหลอน มีอาการสับสน หวาดระแวง คุ้มคลั่ง กระสับกระส่าย และโคม่าได้
มีการหลั่งน้ำลายและเหงื่อมากกว่าปกติ

กลุ่มอาการแบบอัมพาต พบในผู้ป่วยประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เวลาแสดงอาการยาวนานกว่าชนิดสมองอักเสบ และจะส่งผลให้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยค่อย ๆ อ่อนแรงลงและเป็นอัมพาต นำไปสู่อาการโคม่าและเสียชีวิตได้ในที่สุด

สาเหตุโรคพิษสุนัขบ้า
พิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่าเรบีส์ สัตว์ที่ติดเชื้อโรคนี้จะสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนหรือสัตว์อื่น ๆ ด้วยการกัด นอกจากนี้ แผลตามร่างกายหรือเยื่อบุตาและปากที่สัมผัสเข้ากับน้ำลายของสัตว์ติดเชื้อนั้น ๆ ก็มีโอกาสติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน แต่พบได้น้อย

ไม่เพียงแต่สุนัขเท่านั้นที่สามารถแพร่กระจายเชื้อมาสู่คนได้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดก็ตามล้วนสามารถส่งผ่านเชื้อพิษสุนัขบ้ามาสู่คน ไม่ว่าจะเป็น วัว ม้า แมว แกะ สุนัข รวมถึงสัตว์ป่าทั้งหลาย

นอกจากนี้ ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่เดินทางไปแถบที่มีการแพร่ระบาดของโรค มีการสัมผัสใกล้ชิดสัตว์ป่า ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการที่ต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสเรบีส์ รวมถึงบางอาชีพ เช่น บุรุษไปรษณีย์ สัตวแพทย์ และผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ ควรต้องระมัดระวังการติดเชื้อชนิดนี้เป็นพิเศษ

การวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้า
เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถตรวจได้ทั้งในคนและสัตว์ สัตวแพทย์จะตรวจดูว่าในสมองของสัตว์มีลักษณะที่แสดงถึงผลกระทบจากการติดเชื้อหรือไม่ หากไม่พบว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ป่วยที่ถูกกัดก็จะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันหรือรับการรักษา

ทั้งนี้การติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในคนจะสามารถวินิจฉัยได้ก็ต่อเมื่อมีอาการบ่งบอกแล้วเท่านั้น ทำได้โดยการตรวจน้ำลาย เก็บตัวอย่างเลือด ตรวจของเหลวจากไขกระดูกสันหลัง รวมถึงตัวอย่างผิวหนังแล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่วนผู้ป่วยที่ถูกสัตว์กัดและแพทย์ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าสัตว์ดังกล่าวมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การรักษาโรคพิษสุนัขบ้า
การถูกกัดหรือข่วนโดยสัตว์ รวมถึงการถูกสัตว์เลียที่แผลหรือเยื่อบุตา ปาก และจมูกที่นับว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อพิษสุนัขบ้า ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อให้พิจารณาว่าควรทำการรักษาหรือป้องกันการติดเชื้อหรือไม่ อย่างไร

แพทย์อาจเฝ้าระวังดูสัตว์ที่กัดว่ามีอาการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ รวมทั้งอาจตรวจหาการติดเชื้อในสมอง หากไม่พบร่องรอยแสดงการติดเชื้อ หรือสัตว์นั้น ๆ ได้รับวัคซีนป้องกันอย่างเหมาะสมมาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยถูกกัดในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อพิษสุนัขบ้า และยังยืนยันไม่ได้ว่าสัตว์ดังกล่าวมีเชื้อหรือไม่ จะต้องให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแก่ผู้ที่ถูกสัตว์กัด

การรักษาแผลหลังจากถูกสัตว์ที่เสี่ยงติดเชื้อกัด มีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดแผล แพทย์จะล้างแผลเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาทีด้วยสบู่และน้ำเปล่า และฉีดวัคซีนอิมมูโนโกลบูลินหากในอดีตผู้ป่วยยังได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้าไม่ครบ นอกจากนี้ ในรายที่มีอาการบ่งบอกการติดเชื้อ แพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะรักษาร่วมด้วย

ด้านผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ รวมถึงฉีดอิมมูโนโกลบูลินต้านเชื้อพิษสุนัขบ้า โดยฉีดอิมมูโนโกลบูลินให้เร็วที่สุดหลังการถูกกัด ปริมาณที่ควรฉีดจะคำนวนตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย และแบ่งฉีดบริเวณแผลที่ถูกกัดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

หลังจากนั้นจึงฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตาม วัคซีนนี้แพทย์จะฉีดให้ในวันแรกที่ถูกกัดแล้วฉีดซ้ำในวันที่ 3 วันที่ 7 และวันที่ 14 รวมทั้งสิ้น 4 รอบ ทั้งนี้ผู้ที่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อนแล้ว จะให้รับการฉีดกระตุ้น 2 ครั้งในวันแรกที่ถูกกัดและวันที่ 3 โดยไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนชนิดอิมมูโนโกลบูลินร่วมด้วย ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้ง 2 ชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้รู้สึกเจ็บ คัน หรือบวมบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ ปวดท้อง และปวดตามกล้ามเนื้อตามมาได้

กรณีที่โรคพิษสุนัขบ้าพัฒนาไปถึงระยะแสดงอาการ ซึ่งมักไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้วนั้น ไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง แต่แพทย์จะพยายามใช้วิธีที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและเจ็บปวดน้อยที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคพิษสุนัขบ้า
ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่มักเสียชีวิตลงภายใน 2 สัปดาห์หลังจากเกิดอาการโคม่า โดยสาเหตุมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่ การขาดอากาศหายใจหรือภาวะหยุดหายใจจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว อาการชักในผู้ป่วยกลุ่มสมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาตในผู้ป่วยกลุ่มอาการแบบอัมพาต

นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของโรคที่อาจพบได้ เช่น ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หัวใจเต้นช้าผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
การป้องกันการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามีข้อควรปฏิบัติดังนี้
ฉีดวัคซีนป้องกันเมื่อต้องเดินทางไปในที่ที่มีความเสี่ยง หรือต้องทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ รวมถึงการทำงานกับเชื้อไวรัสเรบีส์ ต้นเหตุโรคพิษสุนัขบ้าในห้องปฏิบัติการ
หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์เมื่อเดินทางไปในที่ที่มีการแพร่ระบาด สอนให้ลูกรู้ถึงอันตรายจากการสัมผัสหรือการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ และคอยระมัดระวังตนเอง
เมื่อพบว่าลูกหลานเกิดแผลตามตัว ควรไต่ถามถึงที่มาว่าเกิดจากสัตว์หรือมีการสัมผัสกับน้ำลายสัตว์หรือไม่ เพื่อให้สามารถป้องกันได้อย่างทันท่วงที
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์ตัวอื่นและแพร่มายังเจ้าของ
คอยเฝ้าดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้คลาดสายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเลี้ยงสัตว์เล็กอย่างกระต่าย หรือตระกูลหนูทั้งหลายที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้
แจ้งเทศกิจเมื่อพบเจอสัตว์เร่ร่อน
ป้องกันไม่ให้ค้างคาว พาหะหนึ่งของโรคพิษสุนัขบ้ามาอาศัยอยู่ตามบริเวณบ้าน





โรคพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies เป็นโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน (เรียกว่า zoonosis) โดยคนถูกกัดจากสุนัขที่ติดเชื้อไวรัสนี้ โรคนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘โรคกลัวน้ำ’ เพราะผู้ป่วยจะมีอา การกลัวน้ำนั่นเอง

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ซึ่งจะอยู่ในน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ มีชื่อว่า Lyssavirus หรือบางท่านเรียกว่า Rabies virus โดยเชื้อจะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด

องค์การอนามัยโลกรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 35,000 - 50,000 รายต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา โดยพบในประเทศอิน เดียสูงสุดประมาณ 20,000 รายต่อปี ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นในประทศสหรัฐอเมริกา พบเพียงประมาณ 2 รายต่อปี
โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อสู่คนได้อย่างไร?



โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น
สัตว์ในตระกูลสุนัข ทั้งสุนัขบ้านและสุนัขป่า (หมาป่า หมาจิ้งจอก หมาใน)
สัตว์ตระกูลแมว ทั้งแมวบ้านและแมวป่า
สัตว์ในตระกูลหนู ทั้งหนูบ้าน หนูนา หนูป่าหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมี ค้างคาว วัว ควาย แพะ แกะ ม้า ลิง กระรอก พังพอน สกั๊ง ก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย สุนัขยังคงเป็นสาเหตุที่สำคัญ โดย 96% ของผู้ป่วยไทยติดเชื้อมาจากสุนัขอีก 3 - 4 % มาจากแมว

คนจะติดเชื้อจากสัตว์เหล่านี้ได้โดยจากการถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัดข่วนหรือเลียผิวหนังที่มีบาดแผล โดยเชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าอยู่จะเข้าสู่ผิวหนังที่มีบาดแผล นอกจากนี้ เชื้อโรคอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุต่างๆคือ ปาก เยื่อบุตา ได้เช่นกัน
จากการหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ซึ่งพบได้น้อยมากมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้านๆตัว หรือเจ้าหน้าที่ในห้องแลปที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสชนิดนี้
มีรายงานว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าจากการเปลี่ยนถ่ายกระจกตาประมาณ 8 รายจากทั่วโลก และจากการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอื่นๆประมาณ 3 ราย ซึ่งอาจเกิดจากผู้ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในตอนแรก
เชื้อพิษสุนัขบ้าก่อโรคได้อย่างไร?


วิธีก่อโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและในสัตว์จะคล้ายกันคือ เมื่อเชื้อจากน้ำลายสัตว์เข้าสู่ร่าง กายทางบาดแผลแล้ว เชื้อไวรัสจะอยู่บริเวณกล้ามเนื้อที่ใกล้บาดแผลนั้น แบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วจึงเดินทางเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายที่เลี้ยงกล้ามเนื้อนั้นๆ จากเส้นประสาทส่วนปลาย เชื้อไวรัสจะเดินทางต่อเพื่อไปยังไขสันหลัง โดยมีอัตราความเร็วในการเดินทางประมาณ 12 - 24 มิลลิเมตร (มม.) ต่อวัน

เมื่อเข้าสู่ไขสันหลังได้แล้ว ผู้ป่วยก็จะเริ่มแสดงอาการ (อาการในระยะก่อนเข้าสู่สมอง) ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อจนกระทั่งแสดงอาการแรกนี้หรือเรียกว่าระยะฟักตัว ใช้เวลาประมาณ 20 -90 วัน (แต่เคยมีรายงานว่าใช้เวลาถึง 19 ปีก็มี) จากไขสันหลังเชื้อก็จะเดินทางเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วในอัตราความเร็วประมาณ 200 - 400 มม.ต่อวัน ดังนั้นยิ่งแผลอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้นเท่านั้น

เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่สมองแล้วจะทำให้สมองเกิดการอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการของสมองอักเสบ หลังจากนั้นเชื้อโรคจะเดินทางกลับเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายอีกครั้งและเข้าสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆรวมทั้ง กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ดวงตา ตับ ต่อมหมวกไต หัวใจ และที่สำคัญคือ ต่อมน้ำลาย ที่ไวรัสสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้มากมาย ดังนั้นการถูกสัตว์กัดจึงติดเชื้อได้จากเชื้อที่มีอยู่ในน้ำลายสัตว์นั่นเอง
โรคพิษสุนัขบ้ามีอาการอย่างไร?


แบ่งอาการของผู้ป่วยพิษสุนัขบ้าออกได้เป็น 2 ระยะคือระยะก่อนเข้าสู่สมอง (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและชาหรือคันบริเวณรอบๆแผลที่ถูกกัด (โดยที่แผลอาจจะหายสนิทแล้วก็ได้) ซึ่งเป็นผลจากการที่เชื้อเข้าสู่เซลล์ประสาทไขสันหลัง อาการอื่นๆที่อาจพบได้ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1 - 7 วันแล้วเข้าสู่ระยะต่อไป
ระยะอาการทางสมอง (Acute neurologic phase) ผู้ป่วยจะมีอาการแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มสมองอักเสบ (Encephalitis) พบได้ 80% ของผู้ป่วย ซึ่งอาการจะคล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆได้แก่ มีไข้ สับสน เห็นภาพหลอน อยู่นิ่งไม่ได้ คลุ้มคลั่ง กล้าม เนื้อแข็งเกร็งและชัก แต่อาการที่ค่อนข้างจำเพาะต่อเชื้อพิษสุนัขบ้าคือ น้ำลายฟูมปาก ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของคอหอยเกิดแข็งเกร็งหดตัวผิดปกติ มีความเจ็บปวดเมื่อจะกลืนอาหารหรือน้ำ ผู้ป่วยจึงกลัวไม่อยากที่จะกลืนอาหารกลืนน้ำรวมทั้งน้ำลายตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “โรคกลัวน้ำ” นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยหายใจเข้าหรือมีลมมากระทบหน้า กระทบกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อของกล่องเสียง ก็จะเกิดการแข็งเกร็งหดตัวผิดปกติ ก่อความเจ็บปวดเช่นกัน ทำให้ไม่อยากหายใจเข้า ดูคล้ายคนกำลังสำลักอากาศ และอาการอื่นๆที่อาจพบได้ ได้แก่ เหงื่อออกมากผิดปกติ ขนลุกตั้ง น้ำตาไหล ม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง อาการเหล่านี้เกิดจากเชื้อเข้าสู่เซลล์ประสาทของก้านสมอง จึงทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติ ที่ควบคุมโดยก้านสมองทำงานผิดปกติ


อาการทั้งหมดนี้จะเป็นอยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วหยุดไป ผู้ป่วยจะสงบและหมดแรง ต่อมาอาการต่างๆข้างต้นก็จะกลับมาอีก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองหรือถูกกระตุ้นโดยเสียง แสง และการสัม ผัส
กลุ่มกล้ามเนื้อเป็นอัมพาต (Paralytic) พบได้ 20% โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะไม่มีอาการแบบกลุ่มสมองอักเสบให้เห็น แต่จะมีอาการกล้ามเนื้อทั้งตัวอ่อนแรงแบบอัมพาตแทน แต่ประสาทรับความรู้สึกยังคงปกติ
ระยะสุดท้าย (Coma) ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ในกลุ่มไหน ในที่สุดผู้ป่วยก็จะซึมลงเรื่อยๆจนถึงขั้นโคม่า เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูงมากหรือต่ำมาก หัวใจ เต้นไม่เป็นจังหวะ จนกระทั่งหยุดเต้นและเสียชีวิต(ตาย) เกือบ 100% โดยใช้เวลาประมาณ 10 วันนับตั้งแต่เกิดอาการแรก (พบได้ตั้งแต่ 1 - 14 วัน)

อนึ่ง สำหรับในสัตว์อาการจะคล้ายๆคนแต่การดำเนินของโรคจะเร็วกว่าและเสียชีวิตเร็วกว่าในคน
แพทย์วินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร?


เนื่องจากอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะก่อนเข้าสู่สมองเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ และอาการแสดงระยะที่เชื้อเข้าสู่สมองในช่วงแรกก็คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆ รวมทั้งประวัติการถูกสัตว์กัดก็อาจไม่ชัดเจน จึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะ ที่จะยืน ยันการวินิจฉัยว่าอาการสมองอักเสบที่ปรากฏนั้นเป็นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากเชื้ออื่นๆ เพราะถ้าเป็นเชื้ออื่นบางชนิดเช่น เชื้อไวรัสเริม ก็ต้องรีบให้การรักษาโดยการให้ยาที่จำเพาะต่อไวรัสเริม ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสรอด เป็นต้น วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าว ได้แก่
Direct fluorescent antibody test โดยการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ ตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่นๆจากผู้ ป่วย โดยตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อไวรัส เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่ราคาแพง
การตรวจหาสารภูมิต้านทานโรค (Antibody) ที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส เป็นวิธีที่ความแม่นยำไม่ดีนัก
ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว ถ้านำศพไปผ่าพิสูจน์ จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มากที่เรียกว่าเนกริบอดีส์ (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆที่ไม่จำเพาะต่อโรคพิษสุนัขบ้า แต่อาจช่วยแยกโรคอื่นๆในเบื้องต้นได้ ได้แก่
การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) ส่วนใหญ่จะพบว่าปกติ ซึ่งแตกต่างจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบที่เม็ดเลือดขาวจะขึ้นสูง
การตรวจน้ำไขสันหลัง จะพบเม็ดเลือดขาวสูง ซึ่งปกติในน้ำไขสันหลังจะไม่มีเซลล์เม็ดเลือดขาว
การตรวจเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเอ็มอาร์ไอของสมอง จะไม่พบความผิดปกติ
รักษาโรคพิษสุนัขบ้าอย่างไร?


หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า
การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น


การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง

ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น
การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัค ซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

อนึ่ง ในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัส/กัด/ข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและ/หรือวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะการควบคุมการฉีดวัคซีนในสัตว์มีความเข้มงวดต่างกัน และมีความชุกชุมของสัตว์ที่เป็นโรคไม่เท่ากัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้
ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที

แต่ในกรณีที่สัตว์ถูกเลี้ยงอย่างดีในบ้าน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี และมีเหตุจูงใจให้สัตว์กัดเช่น เหยียบสัตว์ แกล้งสัตว์ อาจยังไม่ต้องให้การรักษา โดยกักขังดูแลสัตว์จนครบ 10 วัน แต่ถ้าผิดเงื่อนไขทั้งหมดนี้เพียงอย่างเดียว ต้องทำตามแนวทางการรักษาข้างต้น ถ้าครบเงื่อนไขและสังเกตสัตว์ครบ 10 วันแล้ว สัตว์ไม่มีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ตาย ก็ไม่ต้องให้การรักษา ถ้าสัตว์มีอาการผิดปกติหรือตาย ต้องรีบฉีดสารภูมิตุ้มกันต้านทานพร้อมวัค ซีน และนำซากสัตว์ส่งแพทย์ตรวจด้วย

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค(เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 4 สูตร แต่ในประ เทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้เพียง 2 สูตร เท่านั้นคือ
การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
โรคพิษสุนัขบ้ารุนแรงไหม?


เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายได้แล้ว ไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตคือ 100%

จากทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยที่พิสูจน์จากห้องปฏิบัติการแล้วว่าเป็นพิษสุนัขบ้า แต่สามารถรอดชีวิตมาได้เพียง 6 ราย โดยใน 5 รายมีประวัติว่าได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน ส่วนอีก 1 รายไม่เคยได้รับวัคซีน แต่พิสูจน์แล้วว่าติดเชื้อมาจากค้างคาว จึงเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า เชื้อพิษสุนัขบ้าสายพันธุ์ที่มีอยู่ในค้างคาวอาจก่อโรคไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ที่มีอยู่ในสุนัข
ควรดูแลตนเองอย่างไร? ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร?


การดูแลตนเองและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญคือผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ว่าจะเป็นหมา แมว กระรอก กระต่าย หนูชนิดที่เป็นสัตว์เลี้ยง ลิง ควรพาสัตว์ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามที่สัตวแพทย์กำหนด
สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู วัว ควาย แพะ แกะ ม้า แม้ว่าจะพบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เหล่านี้ได้บ้าง แต่ไม่พบมีความสำคัญในการนำโรคมาสู่คน จึงไม่จำเป็นต้องพาสัตว์ไปฉีดวัคซีน แต่ถ้าคนถูกสัตว์เหล่านี้กัด คนก็ต้องไปรับการฉีดวัคซีน
คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตวแพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
ผู้ที่ในอดีตเคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าครบ 5 เข็มหรืออย่างน้อย 3 เข็มแรกที่ตรงตามนัด เมื่อถูกสัตว์กัดอีกไม่จำเป็นต้องได้รับสารภูมิคุ้มกันต้านทาน แม้จะมีแผลชนิดเลือด ออก และให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 2 เข็มภายในวันที่ 0 และ 3 โดยจะฉีดแบบเข้ากล้ามหรือเข้าผิวหนังก็ได้ แต่ถ้าฉีดเข็มสุดท้ายมายังไม่เกิน 6 เดือนอาจกระตุ้นแค่เพียง 1 เข็ม บางคำแนะนำบอกว่า ถ้าเข็มสุดท้ายเลย 5 ปีมาแล้ว ให้เริ่มต้นใหม่เหมือนคนยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แต่สถานเสาวภาแนะนำว่า ไม่ว่าจะเคยได้รับมากี่ปีแล้วก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ให้ฉีดกระตุ้นก็เพียงพอ
หญิงตั้งครรภ์สามารถรับวัคซีนและสารภูมิคุ้มกันต้านทานได้ ไม่มีผลข้างเคียงกับทา รกในครรภ์





โรคพิษสุนัขบ้า โรคติดต่ออันตราย เสี่ยงตายอย่างทรมาน

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรง และแต่ละปีก็มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จำนวนมาก กระปุกดอทคอมจึงนำความรู้เรื่อง โรคพิษสุนัขบ้า มาฝากกันค่ะ

แต่ก่อนจะไปทำความรู้จักกับโรคพิษสุนัขบ้าอย่างเจาะลึก ขอบอกกล่าวก่อนว่า ทุกวันที่ 28 กันยายน ถือเป็นวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ซึ่งทุก ๆ ปี จะมีการรณรงค์และจัดงานให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้ากันแพร่หลายทั่วโลก เพื่อเป็นการรำลึกและเป็นเกียรติแก่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2438 หรือ 116 ปีมาแล้ว





วิธีสังเกตสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการ 2 แบบคือ

1. แบบดุร้าย จะมีอาการหงุดหงิด ไล่กัดคนและสัตว์อื่น ๆ บางครั้งสุนัขจะกัดจนฟันหัก ลิ้นเป็นแผล เมื่อแสดงอาการดุร้ายได้ 2-3 วัน ก็จะอ่อนเพลียลง ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และตายในที่สุด รวมระยะเวลาประมาณ 10 วัน

2. แบบเซื่องซึม สัตว์จะมีอาการปากอ้า หุบไม่ได้ ลิ้นมีสีแดงคล้ำ มีสิ่งสกปรกติดอยู่ และลิ้นจะห้อยออกมานอกปาก มีอาการคล้ายกระดูกติดคอ สุนัขจะเอาขาหน้าตะกุยบริเวณแก้ม ปาก และคอจนบวม จะลุกนั่ง ยืน และเดินไปมาบ่อย ๆ กินของแปลก ๆ เช่น ใบไม้ ก้อนหิน หรือบางตัวจะกินปัสสาวะของตัวเอง แต่สุนัขไม่กัด ถ้าไม่ถูกรบกวน สุนัขแบบหลังนี้จะสังเกตอาการยากมากว่าเป็น โรคพิษสุนัขบ้า หรือไม่ ดังนั้น หากสุนัขตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตัดหัวไปพิสูจน์ก่อน

ส่วนแมวที่ป่วยจะมีอาการคล้ายสุนัขแต่ไม่ชัดเจนเท่า และพบอาการแบบดุร้ายมากกว่าแบบซึม

โรคพิษสุนัขบ้า รักษาอย่างไร
ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาโรคพิษสุนัขบ้าให้หายขาด จึงทำได้เพียงดูแล รักษาตามอาการเท่านั้น โดยควรปฏิบัติดังนี้ต่อผู้ป่วย

1. ให้แยกผู้ป่วย โรคพิษสุนัขบ้า ออกจากสิ่งเร้าต่าง ๆ

2. ให้สารอาหารแบบน้ำเข้าทางเส้นเลือด เพราะผู้ป่วยจะกินอาหารไม่ได้

3. ผู้ที่คอยดูแล ควรใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใส่แว่นตา ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วย

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ที่ดีที่สุดคือ ระวังอย่าให้ถูกสุนัข หรือแมวกัด เพราะคนมักติดเชื้อจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค นอกจากนี้ยังควรพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย ที่สำคัญอย่าปล่อยให้มีลูกมาก ผู้เลี้ยงควรทำหมันสุนัขทั้งตัวผู้และตัวเมีย






วัคซีนพิษสุนัขบ้า ต้องฉีดแบบไหน
สมัยก่อนเราอาจจะคุ้นว่า วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าต้องฉีดรอบสะดือ 14 เข็ม หรือ 21 เข็ม ถ้าหยุดต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า ที่ทำจากเซลล์เพาะเลี้ยง โดยฉีดทั้งหมดเพียง 4-5 เข็มเท่านั้น และไม่ต้องฉีดทุกวัน ทั้งนี้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะมี 2 แบบคือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ซึ่งวัคซีนนี้จะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อระบบประสาท และสามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์

อย่างไรก็ตาม หากจะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ได้ผลดี ควรฉีดเซรุ่มควบคู่การฉีดวัคซีนด้วย โดยเฉพาะหากบาดแผลมีเลือดออก แผลลึก ถูกสุนัขเลียที่ตา ริมฝีปาก น้ำลายกระเด็นเข้าตา โดยเซรุ่มจะเข้าไปทำลายเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัด การฉีดจะฉีดรอบ ๆ แผลก่อนที่จะก่อโรค และก่อนที่ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น

แต่ทั้งนี้ เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีราคาแพงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำมาจากเลือดคน ดังนั้นสถานเสาวภาจึงได้ดำเนินการผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือด ม้า และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดคน เพื่อใช้เองภายในประเทศ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แบบป้องกันล่วงหน้า

เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าล่วงหน้าได้ โดยฉีด 3 เข็ม ในระยะเวลา 1 เดือน สามารถฉีดได้ในทุกวัย โดยเฉพาะเด็กที่มักคลุกคลีเล่นกับสัตว์ และมีโอกาสถูกสัตว์กัด รวมทั้งผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และคนตั้งครรภ์ก็สามารถฉีดวัคซีนนี้ได้เช่นกัน

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนล่วงหน้า

ประโยชน์คือ หากถูกสัตว์กัด การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผล รวมทั้งไม่เสี่ยงต่อการแพ้เซรุ่ม หรือเจ็บปวดรอบ ๆ แผลจากการฉีดเซรุ่ม

การปฏิบัติตัวหลังถูกสุนัขกัด

หากถูกสุนัขกัดควรดำเนินการต่อไปนี้
1. ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ 2-3 ครั้ง ถ้ามีเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือเค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น

2. ใส่ยา เช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน แอลกอฮอล์ 70% จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ อย่าใส่สิ่งอื่น เช่น เกลือ ยาฉุน ลงในแผล ไม่ควรเย็บแผล และไม่ควรใช้รองเท้าตบแผล เพราะอาจทำให้เชื้อกระจายไปรอบบริเวณเกิดแผลได้ง่าย และอาจมีเชื้อโรคอื่นเข้าไปด้วย ทำให้แผลอักเสบ

3. กักสัตว์ที่กัดไว้ดูอาการอย่างน้อย 15 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ อย่าฆ่าสัตว์ให้ตายทันที เว้นแต่สัตว์นั้นดุร้าย กัดคนหรือสัตว์อื่น หรือไม่สามารถกักสัตว์ไว้ได้ ถ้าสัตว์หนีหายไปให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

4. รีบพบแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและเซรุ่ม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการสุนัข เพราะอาจสายเกินไป

5. หากสุนัขตายให้นำซากมาตรวจหาเชื้อ หากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้ดูอาการ แต่หากติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ ต้องรีบมารับการฉีดวัคซีนโดยทันที

การส่งซากสัตว์ เพื่อวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้า
เมื่อสงสัยว่าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ควรกักขังสัตว์ไว้ในที่ปลอดภัย และเฝ้าดูอาการประมาณ 15 วัน ไม่ควรทำลายสัตว์โดยไม่จำเป็น ควรปล่อยให้สัตว์ตายเอง ซึ่งจะตรวจพบเชื้อได้ง่าย และแน่นอนกว่า

ในการส่งซากควรส่งให้เร็วที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง โดยปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เรื่องความสะอาด ควรสวมถุงมือขณะเก็บซาก และล้างมือให้สะอาดหลังจากเก็บซาก ควรส่งเฉพาะส่วนหัว หรือหากเป็นสัตว์ตัวเล็กสามารถส่งได้ทั้งตัว โดยแช่แข็งไว้ในกระติก หรือกล่องโฟม ใส่น้ำแข็งให้เย็นตลอดเวลา พร้อมระบุประวัติของสัตว์ ชนิด เพศ อายุ สี อาการป่วย ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เจ้าของสัตว์ และผู้ถูกกัด

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
- สุนัขตัวผู้เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าตัวเมีย

- สุนัขอายุน้อยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าอายุมาก

- สุนัขมักแสดงอาการบ้าแบบดุร้ายมากกว่าแบบซึม

- ลูกสุนัข (ทุกอายุ) มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นเดียวกับสุนัขโต

- ผู้ชายตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าผู้หญิง

- กว่า 90% ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เพราะไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนหลังจากถูกสัตว์กัด

- ผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ เพราะถูกกัดโดยสุนัขจรจัด หรือสุนัขที่มีเจ้าของ แต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

- การช่วยเหลือสุนัขจรจัดโดยการหาอาหาร แต่ไม่นำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก เป็นการเพิ่มจำนวนสุนัขจรจัดและแพร่กระจายโรคพิษสุนัขบ้า

- โรคพิษสุนัขบ้า พบได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะหน้าร้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เกิดจากความเครียดที่มาจากความร้อน



วัคซีนพิษสุนัขบ้า สร้างภูมิคุ้มกันในหน้าร้อน
โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies) ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว และคน อาการของโรคจะส่งผลต่อระบบประสาทโดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและอาจทำให้เสียชีวิต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้


ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ได้อย่างไร?
วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การวัคซีนพิษสุนัขบ้าไว้ล่วงหน้าสำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง ก่อนสัมผัสโรคหรือถูกสัตว์กัด เชื้อไวรัสจะออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ป่วยหรือมีเชื้อนี้ ผู้ป่วยมักได้รับเชื้อเนื่องจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้ากัด เชื้อในน้ำลายสัตว์จะเข้าสู่บาดแผล นอกจากสัตว์กัดแล้วยังอาจได้รับเชื้อจากสัตว์ที่มีเชื้อนี้มาข่วน ซึ่งบนเล็บของสัตว์เหล่านี้มักเปื้อนน้ำลายสัตว์ที่อาจเลียเล็บตัวเอง
ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกัน

เมื่อถูกสัตว์กัด การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผลและไม่เสี่ยงต่อการแพ้วัคซีน หรือเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนรอบๆ แผล การฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า จึงเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า โดยฉีดเพียง 3 เข็มภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ไม่จำกัดอายุ โดยเฉพาะเด็กที่มักเล่นกับสัตว์และมีโอกาสถูกสัตว์กัด หรือถูกเลียมือที่มีแผลหรือที่ปาก โดยไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามักมีประวัติถูกสัตว์กัดในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการทางระบบประสาท มักมีอาการกลัวน้ำและกลัวลมร่วมด้วย โรคนี้ไม่มีทางรักษา ผู้ป่วยทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา


เมื่อถูกกัดแล้วต้องฉีดวัคซีน อย่างไร?
การฉีดวัคซีนจะต้องฉีดให้ครบชุด (5 เข็ม)
ฉีดเข็มที่ 1ในวันแรก
ฉีดเข็ม 2 ในวันที่ 3 หลังฉีดเข็มที่1
ฉีดเข็ม 3 ในวันที่ 7 หลังฉีดเข็มที่ 1
ฉีดเข็ม 4 ในวันที่ 14 หลังฉีดเข็มที่ 1
เข็ม 5 ในวันที่ 30 หลังฉีดเข็มที่ 1
หลักการฉีดวัคซีนหากถูกสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติกัด ให้เริ่มฉีดวัคซีนทันที
หากถูกสัตว์ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด และสัตว์มีอาการป่วยให้เริ่มฉีดวัคซีนทันที และหากสัตว์เสียชีวิต ให้นำสัตว์ไปตรวจเชื้อพิษสุนัขบ้า อย่าเพิกเฉย หากไม่สามารถนำซากสัตว์ไปตรวจได้ ให้ฉีดวัคซีนจนครบชุด 5 เข็ม
หากถูกสัตว์ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัดโดยมีสาเหตุ เช่น ไปแหย่ ไปเหยียบ หรือแย่งของ แต่สัตว์ยังปกติให้สังเกตอาการของสัตว์นั้นต่อไปอีก10 วัน หากสัตว์เป็นปกติ สบายดีก็ไม่ต้องรับการฉีดวัคซีน

- หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์ โทร. (02) 653-4444 ต่อ 4141, 4142, 4117

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
  1. https://www.pobpad.com
  2. http://haamor.com/th
  3. https://health.kapook.com/view10456.html
  4. http://paolohospital.com/phahol/virus/rabies-virus/
  5. https://pantip.com/topic/37481041




------------------------------------------------------------------------

เป็นเพื่อนเราได้ที่https://line.me/ti/p/%40morya
หรือพิมพ์ไอดีไลน์ค้นหา @morya
http://www.MoryaNaresuan.com/



ร้านยาหมอยานเรศวร ร้านยารังสิต ร้านยารามอินทรา
ร้านยาหมอยานเรศวร ร้านยารังสิต ร้านยารามอินทรา


ร้านขายยาหมอยานเรศวร ร้านขายยารังสิต-รามอินทรา "คลิก" ติดตามเราได้ที่

สนใจสินค้าอื่นๆ "คลิก" ที่
WEB เยี่ยมชมสินค้า : https://goo.gl/165H8m
LINE@ ทักแชทคุยกัน แอดเราเป็นเพื่อนลุ้นรับของรางวัลมากมาย >>: https://goo.gl/TMWObV
WEB ราคาส่ง : https://goo.gl/nYvtGh
LINE@ ราคาส่ง : https://goo.gl/2CIl93

ช่องทางการติดต่ออื่นๆ 
WEB ข้อมูลบริษัท : https://goo.gl/XvTsDU
BLOG สาระความรู้ : https://goo.gl/nNmC2V
TEL : 02-9977831, 02-5163677, 02-3477330, 083-3313191

สมัครงานเภสัช,ผู้ช่วย,บัญชีการเงิน,คลัง,ไอที,ขนส่ง,การตลาด,นิสิตนักศึกษาฝึกงาน : https://goo.gl/mRKMfZ
ขอติดตั้งโปรแกรมร้านขายยาทดลองฟรี :https://goo.gl/lcII61

ข้อมูลเกี่ยวกับ โปรแกรมร้านขายยา ตอบโจทย์ทุกระดับร้านยา: https://goo.gl/iTwf2z
ผู้แทน/บริษัทนำเสนอสินค้า :https://goo.gl/OXNt1d
ที่อยู่ติดต่อร้านสาขา : https://goo.gl/wd8jfT

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan