วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

เริม คืออะไรและเกิดจากอะไร

เริม คืออะไรและเกิดจากอะไร

เริม เป็นโรคติดต่อที่หลายคนรู้สึกเป็นโรคน่าอาย จนมักไม่กล้าบอกใครหรือแม้แต่ปรึกษาแพทย์ แต่ความจริงแล้ว โรคนี้หากรักษาได้ทันท่วงที ก็ไม่ใช่โรคที่รุนแรงอย่างที่คิดครับ
 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริม

เริม คืออะไรและเกิดจากอะไร

เริม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยเฉพาะในคนวัยหนุ่มสาวและวัยผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน
สาเหตุของการเกิดโรคเริมมาจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่
• ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus type 1: HSV-1) มักเป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณปาก อาจจะเป็นบนริมฝีปาก หรือรอบๆ ปาก ซึ่งมาจากการพักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ในช่วงที่เครียด พักผ่อนน้อย ร่างกายอยู่ในระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัด อยู่ในแสงแดดจัดเป็นเวลานาน หรือในช่วงมีประจำเดือนของผู้หญิง
• ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 2 (Herpes Simplex Virus type 2: HSV-2) เป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศครับ เชื้อไวรัส HSV1 และ HSV2 สามารถเป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้เช่นกันครับ เมื่อเมื่อร่างกายอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น บริเวณดวงตา หรือสมอง
ที่สำคัญคือเมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ผู้ป่วยอาจหายจากอาการต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ จะกลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำครับ ในผู้ที่ยังเป็นเด็ก เมื่อเป็นแล้วอาจจะเกิดอาการและเป็นบ่อยกว่าผู้ใหญ่ แต่เมื่อโตขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น อาการก็จะเกิดน้อยลงครับ

รอยโรคของ เริม

อาการเด่นชัดที่สุดของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง มีความเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล เมื่อ 1-2 วันผ่านไป ภายในตุ่มใสจะมีน้ำอยู่ข้างใน และจะขึ้นเป็นกลุ่มบนผิวหนังในบริเวณที่ติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา อาการจะเป็นอยู่ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ โดยก่อนเกิดอาการตุ่มใส ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือในบางรายอาจมีอาการคล้ายหวัดแต่เป็นอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต
โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า

เริม อีสุกอีใส และงูสวัด แค่ดูคล้ายแต่ไม่เหมือน

เนื่องจากอาการหลักของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง ซึ่งก็มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ ทำให้หลายครั้งผู้ป่วยและคนทั่วไปอาจสับสนในอาการของโรค ซึ่งได้แก่โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด
ในโรคอีสุกอีใส จะมีอาการแรกเริ่มเหมือนกันคือ ก่อนจะเป็นตุ่มจะมีอาการอ่อนเพลียคล้ายอาการหวัด หลังจากนั้นโรคอีสุกอีใสจะเป็นผื่นราบสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำเช่นเดียวกับเริม แต่ข้อแตกต่างคือตุ่มของโรคอีสุกอีใสจะมีฐานสีแดงอยู่โดยรอบด้วย และจะมีอาการคัน ในขณะที่เริมจะเป็นตุ่มใสไม่มีฐาน และไม่มีอาการคัน แต่จะเป็นอาการเจ็บปวด และแสบบริเวณแผลครับ
โรคงูสวัดมีการติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส ทำให้อาการโดยทั่วไปมีความใกล้เคียงกัน และอาการที่เด่นชัดของงูสวัดคือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน บางรายอาจปวดเหมือนไฟช็อต ในขณะที่บางรายแค่สัมผัสเบาๆ หรือสัมผัสผ่านเนื้อผ้าก็มีอาการปวดแล้ว ซึ่งจะบริเวณที่เป็นของโรคงูสวัดคือผิวหนังตามเส้นประสาท ในขณะที่โรคเริมส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปากหรืออวัยวะเพศครับ
แต่แท้จริงแล้วผู้ป่วยไม่ควรวินิจฉัยโรคเองนะครับ หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลเกี่ยวกับโรคใดๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการและรักษา เพราะการคิดและวินิจฉัยเองอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดและอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เสี่ยงต่อชีวิตได้ การได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลาจะสามารถช่วยให้อาการทุเลาและไม่รุนแรงได้ครับ

การติดต่อของเริม

เริมสามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกัน นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน
หากมารดาติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศขณะคลอดลูก ลูกก็สามารถรับเชื้อได้ทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทารก และอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าท้องคลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกันของแผลและป้องกันการติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ดี สตรีมีครรภ์ที่เคยมีการติดเชื้อของเริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดครับ

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่

อาการแรกเริ่มของเริมคือมีอาการคล้ายมีไข้ อ่อนเพลีย เหมือนเป็นหวัด แต่หากพบว่าผู้ป่วยมีไข้สูงก็ควรไปพบแพทย์ครับ ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาการไข้สูงสามารถเป็นอาการแรกเริ่มของหลายๆ โรคได้
นอกจากนี้เมื่อมีตุ่มลามมากเป็นกลุ่มบนผิวหนังที่ติดเชื้อ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจเป็นอาการขั้นรุนแรงของเริม และอาจเป็นอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นบริเวณรอบดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย บางครั้งอาจจะมีอาการเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหลร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลทำให้ติดเชื้อได้
และในผู้ที่ตุ่มน้ำเริ่มมีหนองข้างใน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะในการรักษา ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้
รวมถึงผู้ที่มีอาการกังวลต่างๆ ไม่ต้องรอให้โรคลุกลาม รุนแรง ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้เช่นกันครับ ยิ่งรักษาเร็วโอกาสหายสนิทก็จะยิ่งเร็วครับ

แพทย์จะวินิจฉัยโรคอย่างไร

เนื่องจากอาการแรกเริ่มของโรคเริม คืออาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย และมีอาการคล้ายหวัด ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลยอาการนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นและมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีตุ่มใสขึ้นมาแล้ว ซึ่งแพทย์จะเริ่มทำการวินิจฉัยไม่ต่างจากโรคอื่นๆ คือการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และหลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจตุ่มใสจากลักษณะน้ำข้างใน ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการตุ่มใสไม่ชัดเจน แพทย์อาจจะต้องทำการตรวจเลือด เพื่อดูการต้านทานของโรค หรือทำการเพาะเชื้อเพื่อศึกษาและวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะอาการตุ่มใสนั้นมีอาการใกล้เคียงกับโรคสุกอีใส ร้อนใน หรือการติดเชื้อจากแบคทีเรียอื่นๆ

อันตรายจากภาวะแทรกซ้อน

ไม่ว่าจะเป็นเริมที่บริเวณอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย การดูแลความสะอาดแผลและตุ่มใสจากเริมคือปัจจัยสำคัญ เพราะสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากดูแลไม่ดี ตุ่มพองอาจเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้
ซึ่งหากติดเชื้อบริเวณตา อาจส่งผลอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ เพราะฉะนั้นในผู้ป่วยรายที่เป็นเริมบริเวณดวงตาควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมงครับ
หรือในกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็ไม่ควรประมาทคือ ในผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานที่ลดลงต่ำ อาจติดเชื้อที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมอง และทำให้สมองอักเสบ โดยหากเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ร่างกายอ่อนแรง ชักและอาจโคม่าได้

หายไม่ขาดแต่จัดการได้

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ Herpes Simplex Virus มาแล้ว ก็จะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ไม่สามารถหายขาดได้ แต่การไปพบแพทย์ก็สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้งแพทย์สามารถให้ยารับประทาน เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส โดยการให้รับประทานยาเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และลดความรุนแรงของอาการ และยังมียาสำหรับใช้ทาบริเวณตุ่มและแผล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแผลจากเริมจะสามารถหายได้หลังจาก 2-6 สัปดาห์ครับ
หรือในผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรง การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และดูแลสุขภาพให้ดีในทุกด้าน ก็สามารถหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเริม

เนื่องจากเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้ภูมิคุ้มกันลดลงไปกว่าเดิม และการรักษาสุขอนามัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคนี้ครับ
ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ หรือดื่ม 8 แก้วต่อวัน และถ้าหากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายครับ นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะกระตุ้นอารมณ์ทำให้เครียด หรือวิตกกังวล หลีกเลี่ยงการอยู่ในแดดจัด ลมแรง หรืออากาศหนาวเกินไปเพราะอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้
รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงครับ อย่างการรับประทานถั่ว กาแฟ แอลกอฮอล์ และช็อกโกแลต เพราะมีงานวิจัยออกมาว่าอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เริมกลับมามีอาการซ้ำได้เช่นกันครับ
รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่อผู้อื่น โดยการรักษาความสะอาดของแผลและตุ่มพอง ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังสัมผัสกับแผล ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไปในบริเวณที่เป็นแผลหรือตุ่ม ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเกาเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้ตุ่มติดเชื้อและเป็นหนองได้ครับ รวมถึงควรอาบน้ำและฟอกสบู่ให้สะอาดด้วย
ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ของที่อาจทำให้ติดเชื้อร่วมกัน เช่นแก้วน้ำ หรือผ้าขนหนู ช้อนส้อม และในบริเวณที่อยู่อาศัยก็ควรรักษาและทำความสะอาดอยู่เสมอเช่นกันครับ
หากมีไข้สูง ควรเช็ดตัวอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์เพื่อทานยา รวมถึงหากมีอาการปวดหรือคันเช่นกันครับ การปรึกษาแพทย์ก่อนทานยาเป็นเรื่องสำคัญและทำให้ปลอดภัยครับ
ที่สำคัญในช่วงที่เป็นโรคผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นโดยตรง เช่น การจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์เพราะเป็นการแพร่เชื้อได้ง่าย จนกว่าแผลจะหายสนิทครับ
หากเป็นเริมครั้งแรก ผู้ป่วยสามารถไปตรวจเพื่อหาโรคอื่นๆ ในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ครับ เพื่อความปลอดภัยและคลายกังวล รวมถึงผู้ที่เป็นเริมบ่อยๆ หรือมีอาการรุนแรง เป็นนานกว่า 1 เดือน ก็ควรตรวจเช่นกัน เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออื่นๆ อย่าง HIV ก็เป็นไปได้ครับ
 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริม

เริม ป้องกันได้

แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคเริม แต่เราก็สามารถดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคได้ครับ โดยรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง อย่างความเครียด ความวิตกกังวล นอนน้อย หรืออยู่ในอากาศที่อุณหภูมิไม่พอดี ร้อนจัด หรือเย็นจัดเกินไปครับ
และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อทุกชนิด โดยการไม่ใช้ของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ไม่สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโดยตรง เช่นการจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งควรมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและปลอดเชื้อโดยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ขอบคุณที่มา : https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=7256208946545587538#editor/target=post;postID=6861791920730076847

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan