วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

[ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ] ท้องเสียท้องร่วงควรทำอย่างไร? โรตาไวรัสคืออะไร? ทำไมระบาดหนักช่วงนี้? และยาที่สามารถบรรเทาอาการหรือรักษาโรคท้องเสียได้

ท้องเสีย (Diarrhea)


คุณเคยมีอาการท้องเสียโดยไม่ทราบสาเหตุว่าไปทานอะไรมาหรือเปล่า และเมื่อมีอาการท้องเสียควรจะทำตัวอย่างไร จะต้องทานยาหยุดถ่ายโดยทันทีหรือไม่ ?

ท้องเสียคืออาการถ่ายอุจระบ่อยเกินกว่าวันละสามครั้งหรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำมากกว่าเนื้อ หรืออาจจะถ่ายเป็นมูกเลือด ผู้ที่ป่วยจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารหรือน้ำได้อย่างเหมาะสม หากเป็นนานเกินไป ผู้ที่เป็นโรคท้วงร่วงอาจมีภาวะขาดน้ำหรือมีปัญหาเกลือแร่ผิดปกติได้

สาเหตุของอาการท้องเสีย 
  1. การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด
  2. การแพ้อาหารบางชนิด เช่น นม เนื่องจากขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม
  3. กินอาหารมากเกินไปหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

เมื่อมีอาการท้องเสียควรทำอย่างไร ต้องทานยาหยุดถ่ายโดยทันทีหรือไม่?

หลายๆคนอาจคิดว่าเมื่อมีอาการท้องเสียควรทานยาหยุดถ่าย แต่รู้หรือไม่วิธีการเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะการทานยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้ต้องกักเก็บเชื้อโรคเอาไว้นานขึ้น จะทำให้ท้องอืด ปวด และแน่นท้องมากขึ้น ดังนั้นถ้าท้องเสียไม่ควรทานยาหยุดถ่าย แต่ควรจะถ่ายให้หมด เนื่องจากร่างกายจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อมีการติดเชื้อหรือกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยการปล่อยสารพิษหรือเชื้อโรคออกมา และเมื่อปล่อยหมด การเคลื่อนตัวของลำไส้ก็จะกลับมาเป็นปกติ

วิธีดูและตัวเองเมื่อท้องเสียในช่วง 24-72 ชั่วโมง
  1. หยุดรับประทานอาหาร 2 ถึง 4 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้หยุดการทำงาน
  2. ดื่มเกลือแร่ผงผสมกับน้ำต้มสุกหรือใช้เกลื่อป่นผสมกับน้ำต้มสุก เพื่อทดแทนน้ำกับเกลื่อแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป
  3. หลังจากนั้นจึงเริ่มรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวใส่เกลือ ข้าวต้ม หรือ โจ๊ก งดอาหารรสจัดและอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผัก ผลไม้
  4. รับประทานโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติก (probiotic yogurt) เชื้อแบคทีเรียมีชีวิตเหล่านี้สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงบางชนิดและทำให้หายเร็วขึ้นได้
  5. ลองรับประทานแบรทไดเอ็ท (BRAT diet) ได้แก่ กล้วย , ข้าว, แอปเปิลหรือน้ำแอปเปิล และขนมปังปิ้งแห้ง อาหารสูตรนี้เหมาะสำหรับเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเน้นเฉพาะอาหารเหล่านี้ แต่การรับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่ม อาจช่วยให้อาการท้องร่วงหายเร็วขึ้นได้
  6. งดดื่มนม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน จนกว่าจะหายท้องเสีย
  7. หลีกเลี่ยงยารักษาโรคท้องเสีย ยกเว้นแพทย์สั่ง เนื่องจากท้องเสียเป็นการขับสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากร่างกาย ดังนั้นทางเดียวที่จะดีขึ้นได้คือต้องยอมถ่ายเหลว
  8. รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง หรือ ยาลดไข้
ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนในกรณีดังต่อไปนี้โดยพบแพทย์หรือเภสัชกรร้านยา
  1. อาเจียนหรือท้องเสียในเด็กแรกเกิดอายุน้อยกว่า 3 เดือน (พบแพทย์ทันทีที่มีอาการ)
  2. เด็กอายุเกิน 3 เดือนที่มีอาการอาเจียนนานกว่า 12 ชั่วโมง
  3. ท้องเสียนานกว่า 3 วัน
  4. อุจจาระมีเลือดปน มีสีดำ หรือดูมีน้ำมันปน
  5. อาการปวดท้องที่ไม่ดีขึ้นเมื่อได้ถ่ายอุจจาระ
  6. อาการขาดน้ำ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือตะคริว
  7. มีไข้ร่วมกับท้องเสีย โดยไข้สูงกว่า 38.33°C ในผู้ใหญ่หรือสูงกว่า 38°C ในเด็ก


อาการท้องเสียเป็นอย่างไร ?

ท้องเสียหรืออุจจาระร่วง หมายถึง อาการที่ถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นมูกเลือดตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป ภายใน 24 ชั่วโมง อาการเหล่านี้หากมีอาการไม่เกิน 2 สัปดาห์ จะเรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน แต่หากนานเกิด 2 สัปดาห์จะเรียกว่า ท้องเสียเรื้อรัง

สาเหตุ

อาการท้องเสียมักมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคเชื้อปน ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ นอกจากนี้อาการท้องเสียยังสามารถเกิดได้จากการรับประทานอาหารรสจัด หรือเกิดจากยาและโรคบางชนิดได้

อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุมากมาย เช่น
1. เกิดจากความผิดปกติของอารมณ์และจิตใจ เช่น ตื่นเต้น มีความวิตกกังวล นักเรียนใกล้สอบ ต้องเดินทาง ถ้าท้องเสียจากสาเหตุนี้ มักจะเป็นไม่มากอาจบ่อยและเรื้อรัง แต่สุขภาพของร่างกายโดยทั่วไปยังคงปกติดี

2. เกิดจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด เช่น กินผักสดที่ล้างไม่สะอาด อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารทะเลที่ไม่สด ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและไม่ได้ต้มสุก ฯลฯ ถ้ามีอาการท้องเสียพร้อมกันหลายๆคนในหมู่ที่กินอาหารด้วยกัน ก็มักจะมีสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษ ซึ่งปกติจะไม่ร้ายแรงนัก และอาจหายเองได้ โดยไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่กินยาแก้ท้องเสียก็พอ ยกเว้นในรายที่กินอาหารกระป๋องที่มีพิษเนื่องจากเชื้อคอสทิเดียมเท่านั้น ที่จะมีอันตรายได้

3. ร่างกายได้รับสารเคมีที่เป็นพิษบางชนิดเกินขนาด กรณีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการที่ร่างกายค่อย ๆ สะสมสารพิษนั้นไว้ในร่างกายทีละเล็กละน้อย จนถึงขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการท้องเสียขึ้น บางทีเราอาจได้รับสารพิษจากอาหารที่มีสารนั้นสะสมอยู่ หรือเนื่องจากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษนั้นๆ อยู่ แล้วเราค่อยๆ สูดดมเอาสารพิษนั้นเข้าไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เราพบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างสารเคมีที่เป็นพิษ เช่น ปรอท แมงกานีส ตะกั่ว ฯลฯ

4. โรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น บิด ทัยฟอยด์ อหิวาต์, การติดโรคพยาธิบางชนิด ฯลฯ

5. กินยาบางชนิด เช่น กินยาถ่ายมากไป, ยาหลายชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ พวกแอมพิซิลลิน มีผลข้างเคียงทำให้ท้องเสียได้

6. อาการแพ้ของทางเดินอาหาร มักเกิดจากร่างกายของเราไม่สามารถย่อยอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดได้ เช่น ในผู้ใหญ่ที่แพ้นมสด จะท้องเสียทุกครั้งที่ดื่มนมสด เพราะร่างกายขาดสารที่ย่อยน้ำตาลแลคโต๊สในนมได้, ในเด็กบางคนอาจแพ้นมผงบางชนิด ทำให้มีอาการท้องเสีย ทั้ง ๆ ที่การเตรียมการชงก็สะอาดถูกหลักอนามัย ต้องเปลี่ยนไปใช้นมผงชนิดอื่นแทน

7. อาการอักเสบหรือโรคเรื้อรังของทางเดินอาหาร


ท้องเสียมีกี่แบบ

  1. อาการท้องเสียสามารถแบ่งตามลักษณะของอุจจาระได้ 2 แบบ คือ
  2. อาการท้องเสียที่ถ่ายเป็นมูกเลือด โดยผู้ป่วยมักมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้องหรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย และมีปริมาณอุจจาระที่ออกในแต่ละครั้งไม่มากนัก
  3. อาการท้องเสียที่ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ สีเหลืองหรือเขียวอ่อน ในรายที่เป็นรุนแรงอาจเป็นน้ำขุ่นขาวคล้ายน้ำซาวข้าว

อาการแบบไหนจึงต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ
การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย มักจะพิจารณาให้การรักษาเฉพาะในผู้มีอาการท้องเสียที่ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือผู้มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือน้ำซาวข้าวที่มีอาการแสดงของการขาดน้ำ เช่น อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ ปากคอแห้ง หน้ามืด เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสียแบบถ่ายเหลวไม่มีเลือดปน และไม่มีอาการขาดน้ำ ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ

ถ้าหากไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อ จะรักษาอย่างไร

สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสียแบบถ่ายเหลว และไม่มีอาการขาดน้ำ ผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่อาการจะเป็นอยู่ไม่กี่วันและหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ จึงแนะนำให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (Oral rehydration salts, ORS) เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปจากการท้องเสีย ซึ่งวิธีการรับประทานเกลือแร่ที่ถูกต้องคือ ควรให้ผู้ป่วยจิบรับประทานสารละลาย ORS ในปริมาณน้อยๆ ไปเรื่อยๆ แต่จิบบ่อยๆ และควรเตรียมสารละลาย ORS ใช้ใหม่หากเตรียมแล้วใช้ไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมง

หากผู้ป่วยไม่สามารถหาซื้อ ORS ได้ สามารถเตรียมเองได้โดยผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกง ครึ่งช้อนชาลงในน้ำที่ต้มเดือดที่เย็นแล้ว และลายให้เข้ากัน

ยาหยุดถ่ายจำเป็นหรือไม่

ยาหยุดถ่ายที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ loperamide แม้จะมีข้อบ่งใช้สำหรับบรรเทาอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลันที่ไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้เนื่องจากทำให้การกำจัดออกของเชื้อโรคที่อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียช้าลง จึงไม่แนะนำให้ซื้อยาหยุดถ่ายมารับประทานเอง หากจำเป็นต้องรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร




-------------------------------------------------------------------------------------------------

เช็กสัญญาณเตือน "ไวรัสโรตา" สาเหตุโรคท้องร่วง
หลังจากมีนักแสดงคนหนึ่งโพสต์ภาพและข้อความในสื่อออนไลน์ ระบุป่วยเป็นโรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา ทำให้หลายคนตื่นตัวกับไวรัสชนิดนี้มากขึ้น ขณะที่กรมควบคุมโรคเผยพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงหลายพื้นที่ พร้อมแนะวิธีดูแลตัวเอง


กรมควบคุมโรค เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ "ไวรัสโรตา" ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง โดยจะมีอาการอาเจียน มีไข้ ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ และหลังนั้นจะมีอาการท้องเดิน หรือท้องร่วงอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจพบความรุนแรงของโรคมากกว่ากลุ่มอื่น แต่โดยปกติแล้วผู้ป่วยสามารถหายเองได้


ขณะที่สัญญาณเตือนว่าอาจจะป่วยด้วยไวรัสโรตา ให้สังเกตอาการดังต่อไปนี้ 1.มีอาการซึม ไม่มีแรง มือเท้าเย็น 2.มีอาการอาเจียนมาก หรือถ่ายมากผิดปกติ 3.มีปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง และ 4.มีอาการปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือเด็กๆ จะมีกระหม่อมบุ๋ม


ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำสะอาดที่ผสมผงเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไป แต่หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียน ถ่ายมากผิดปกติ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ชีพจรเต้นเร็ว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำและการเสียชีวิต โดยห้ามซื้อยามารับประทานเอง

ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ



สำหรับการป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อต่างๆ สามารถป้องกันได้โดย ล้างมือให้สะอาดก่อนประกอบอาหาร และหลังการใช้ห้องน้ำ, กำจัดขยะและเศษอาหาร เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน, รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ไม่ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ, หมั่นทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของเด็ก และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด


นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในช่วงนี้พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในหลายพื้นที่ โดยพบผู้ป่วยเป็นเด็กและผู้สูงอายุค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย อาทิ ไวรัสโรตา โนโรไวรัส เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม โรคอุจจาระร่วงสามารถพบได้ในทุกกลุ่มวัย ซึ่งตลอดปี 2560 พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเกือบ 1 ล้านคน


รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยังกล่าวอีกว่า ไวรัสโรตาพบในผู้ใหญ่มากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจากฝนเป็นหนาว ทำให้ไวรัสเติบโตได้ดี ซึ่งไวรัสโรตาไม่ใช่ไวรัสตัวใหม่ แต่มีมานานแล้วและยืนยันว่ารุนแรงน้อยกว่าอหิวาตกโรค พร้อมแนะประชาชนระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกและไม่สะอาด หรือการสัมผัสกับเครื่องใช้ เสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสอง หรือของเล่นที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดโรคได้

ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ


---------------------------------------------------

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อราและเชื้อปรสิต รวมถึงสารเคมี และพืชที่มีพิษ

อาหารเป็นพิษอาจพบได้ในอาหารที่ปรุงไม่สุก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ อาหารทะเล หรืออาหารสดที่เราทิ้งไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงนานเกินไป อาหารที่ค้างมื้อที่ไม่ได้แช่เย็น หรือไม่อุ่นให้ร้อนอย่างทั่วถึงก่อนรับประทาน การปรุงอาหารไม่ถูกสุขอนามัย

โรคอาหารเป็นพิษมีอาการอย่างไร?

ส่วนใหญ่อาการจะเกิดขึ้นภายหลังรับประทานอาหาร 6 ถึง 24 ชั่วโมง จะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ อาจมีไข้หรืออาการอื่นร่วมด้วย

อาการจะปรากฏช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของเชื้อโรค ซึ่งระยะฟักตัวสั้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากได้รับพิษ ไปจนถึงประเภทที่มีระยะฟักตัวนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่โดยทั่วไปจะแสดงอาการภายใน 2-6 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน

การรักษาโรคอาหารเป็นพิษ
  1. ดื่มน้ำเปล่าหรือเกลือแร่มากๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ 
  2. ไม่ควรงดอาหาร เพื่อให้มีสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย แต่ให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าวหรือแกงจืด 
  3. ไม่ควรกินยาหยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น 
  4. หากอาการไม่ดีขึ้น เช่น มีมูกเลือด อาเจียนมาก รับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ ถ่ายเหลวไม่หยุด มีไข้ หรือมีอาการนานเกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ
  1. กินร้อน คือการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ รวมถึงไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ และหากจำเป็นต้องรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง
  2. ช้อนกลาง คือการใช้ช้อนทุกครั้งเมื่อกินอาหารร่วมกับผู้อื่น ช่วยป้องกันโรคที่ติดต่อทางน้ำลาย
  3. ล้างมือ การล้างมือที่ถูกต้อง คือการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าห้องน้ำหรือทำกิจกรรมต่างๆ
  4. ผู้ประกอบการร้านอาหารให้ยึดหลัก สุก ร้อน สะอาด ในการประกอบอาหาร ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนก่อนจำหน่าย และใช้วัตถุดิบที่สด ใหม่ รวมถึงมีกระบวนการปรุงอาหารที่สะอาดและถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร 
  5. เลือกซื้ออาหารที่สด สะอาด 
  6. ล้างผักให้สะอาด ผ่านน้ำหลายๆ รอบหรือใช้ด่างทับทิมร่วมด้วย 
  7. การเก็บภาชนะให้มิดชิด ไม่ให้หนูหรือแมลงเข้าได้ เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนมาสู่ตัวเราได้ 
  8. เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ
  9. โรคอาหารเป็นพิษโดยมากแล้วจะเป็นไม่รุนแรง และสามารถหายได้เองภายใน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของเชื้อโรค ยกเว้นผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือเกิดขึ้นในเด็กเล็กและผู้สูงวัย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติ 
  10. สาเหตุของการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหาร พบได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต อาจมีการใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์หรือผัก 
  11. ควรยึดหลักบริโภค กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เป็นพฤติกรรมสุขภาพง่ายๆ ที่สามารถป้องกันและลดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี 
  12. อาการท้องเสียส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรืออาหารเป็นพิษ ไม่ได้ติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ต้องทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ 
  13. ถ้ามีไข้ หรืออุจจาระมีมูกปนเลือด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที 
  14. สิ่งที่เกิดขึ้นในอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง คือ เชื้อโรคจะก่อตัวในลำไส้และสร้างพิษขึ้นมาทำลายเยื่อบุลำไส้เล็กเท่านั้น แต่จะไม่เข้าสู่ในร่างกาย 
  15. ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียเนื่องจากเชื้อโรคได้ไปขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารหรือน้ำ หรือทำให้มีน้ำในลำไส้มากเกินไป ร่างกายของเราจึงจำเป็นต้องขับน้ำออกมาจากระบบย่อยอาหารอย่างรวดเร็ว 
  16. โรคอาหารเป็นพิษ หากเป็นในเด็กและผู้สูงอายุมักจะมีอาการรุนแรง 
  17. สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้อาหารบูดเสียได้ง่าย เช่น อาหารกล่องที่ปรุ่งเก็บไว้เป็นเวลานาน หรืออาหารค้างมื้อ อาหารจำพวกที่มีกะทิผสม อาหารสุกๆ ดิบๆ น้ำแข็ง เป็นต้น 
  18. การกินส้มตำมีความเสี่ยงเป็นโรคอาหารเป็นพิษ เพราะการปรุงจะใส่วัตถุดิบที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ทั้งปลาร้า ปูดอง ผักสด มะละกอ มะเขือ หากล้างไม่สะอาดจะทำให้เสี่ยงต่อการ


ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

พบผู้ป่วยโรคท้องร่วงเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 ปี


ปีนี้พบการระบาดของไวรัสโรตาที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้นและยังพบเชื้อรุนแรงในผู้ใหญ่มากขึ้น กรมควบคุมโรคจึงประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสาเหตุที่ทำให้เชื้อเปลี่ยนแปลง

การตรวจสอบโรคอุจจาระร่วงในห้องปฏิบัติการ พบว่าเกิดจากไวรัสโรตา รุนแรงในผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ต้องติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสโรตา

นพ.ภานุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้พบการระบาดของไวรัสโรตามากที่สุดใน กทม.และปริมณฑล คือ จ.นนทบุรี ชลบุรี ปทุมธานี และ จ.สมุทรสาคร โดยได้มอบหมายให้สำนักระบาดวิทยาและสำนักโรคติดต่อทั่วไป ตรวจสอบร่วมกันเพื่อหาตัวเลขที่แน่ชัดอีกครั้ง

ซึ่งในภาพรวม พบว่าในกรุงเทพมหานครมีผู้ป่วยอุจจาระร่วงในรอบ 2-3 เดือนนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และจากการสุ่มตรวจใน 5 โรงพยาบาล พบว่าสาเหตุการเกิดท้องร่วงจากไวรัสโรตามีมากขึ้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตามปกติโรคไวรัสโรตาจะพบในเด็กเล็ก โดยพบในผู้ใหญ่บ้าง แต่เชื้อจะอ่อน แต่ในปีนี้พบผู้ใหญ่มีอาการรุนแรงด้วย บางคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ทำให้กรมควบคุมโรคต้องพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุใด เชื้อเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากมีความเข้าใจโรคมากพอ อาการก็ไม่น่าจะถึงขั้นเสียชีวิต จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก โดยจะมีการตรวจตราโรคดังกล่าวให้เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับอาการของผู้ป่วยด้วยไวรัสโรตา จะมีอาการร่างกายอ่อนเพลีย พะอืดพะอม มีไข้ ถ่ายเป็นน้ำ แต่สามารถรักษาได้ด้วยการให้น้ำเกลือ หากไม่รุนแรงก็ให้รับประทาน แต่หากมีอาการรุนแรงจะให้ทางเส้นเลือด แต่ยังไม่มียาฆ่าเชื้อรักษาได้

ขณะที่ นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค ระบุว่า ระยะนี้พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงหลายพื้นที่ เป็นเด็กและผู้สูงอายุค่อนข้างมาก เกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย อาทิ ไวรัสโรตา โนโรไวรัส เป็นต้น จึงขอให้ระมัดระวังในการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกและไม่สะอาดในน้ำ หรือน้ำแข็งที่ปนเปื้อน หรือสัมผัสเครื่องใช้ เสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองและของเล่นที่มีเชื้ออยู่


ด้านการประปานครหลวง (กปน.) มีการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อไวรัสโรตาในน้ำประปา โดยไม่พบเชื้อดังกล่าว ซึ่งนายสมบูรณ์ สุนันทพงศ์ศักดิ์ รองผู้ว่าการ กปน. เปิดเผยว่า กระบวนการผลิตน้ำประปาของ กปน.ใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา มีประสิทธิภาพ 100% ในการกำจัดเชื้อไวรัสโรตา พร้อมยืนยันว่าน้ำประปาที่ผลิตโดย กปน.สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วง หรือท้องเสีย อย่างไรก็ตาม กปน.ได้เพิ่มความถี่ในการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโรตาในน้ำประปาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้น้ำประปาที่สะอาดและปลอดภัย3

-------------------------------------------------------------------------------------------------
ทาน “หอยนางรม” อย่างไรให้ปลอดภัยจากท้องร่วง


ทาน “หอยนางรม” อย่างไรให้ปลอดภัยจากท้องร่วง เกี่ยวกับ หอยนางรม


หอยนางรม เป็นอาหารทะเลที่คนไทย และชาวต่างชาติทั่วโลกนิยมทานกันมาก เพราะนอกจากรสชาติจะดี เป็นที่ถูกปากของใครหลายคนแล้ว ยังมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทารีน (Taurine) ช่วยเสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต ให้หลั่งฮอร์โมนเพศชายออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แร่สังกะสี สำหรับผู้ชายที่ต้องการเพิ่มจำนวนสเปิร์ม และทำให้สเปิร์มเคลื่อนไวได้เร็ว ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้มากยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก และยังช่วยรักษา และป้องกันการเป็นหมันได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หอยนางรมมักเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงเช่นเดียวกัน เพราะหอยนางรมเกือบทุกตัวมีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า วิบริโอ และ ซาลโมเนลลา ที่อาจทำให้มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง และหากใครเป็นโรคตับ ติดสุราเรื้อรัง เอชไอวี หรือกำลังทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่ อาจมีอาการหนักกว่าคนปกติ มีความเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดังนั้น ใครที่มีความเสี่ยงดังกล่าว ไม่ควรทานหอยนางรม แต่หากใครที่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และอยากหลีกเลี่ยงอันตรายจากหอยนางรม ควรเลือกซื้อหอยนางรมจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจในคุณภาพได้ สังเกตความสะอาดของเปลือก และภายในของหอย ต้องสดใหม่ สะอาด ไม่มีกลิ่นไม่เหม็นคาว สีของหอยไม่เปลี่ยน หรือผิดปกติไปจากเดิม เช่น เนื้อของหอยไม่ยุ่ยเละ สีไม่คล้ำ เลี่ยงการทานน้ำทะเลที่มากับหอย และถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด คือ ควรทานหอยนางรมปรุงสุก แม้ว่าจะทานกับมะนาว หรือการปรุงสุกด้วยกรด ก็ยังไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มากับหอยได้ และที่สำคัญคืออย่าทางหอยนางรมมากเกินไปในคราวเดียว เพราะอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่าเดิม



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) เป็นอีกหนึ่งเชื้อไวรัสก่ออาการท้องเสีย
เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) เป็นเชื้อไวรัสก่ออาการท้องเสีย ปวดท้อง มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อม และเชื้อไวรัสน้อยกว่า 100 ตัวก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้

อาการเด่นชัด เมื่อติดเชื้อไวรัสท้องเสีย
มักมีอาการภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ และจะหายได้เองภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการป่วย

๐ คลื่นไส้ อาเจียน ค่อนข้างรุนแรง

๐ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ

๐ ปวดท้อง

๐ ปวดศีรษะ

๐ มักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย แต่บางรายอาจมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้

๐ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว

รักษาตามอาการ มาตรฐานโรคท้องเสีย

ในปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะเจาะจงในการกำจัดเชื้อไวรัสนี้ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ ต้องระวังการขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ

๐ ดื่มน้ำเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) เพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่

๐ ทานอาหารอ่อน

๐ ใช้ยาตามอาการที่มี เช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง เป็นต้น

๐ อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง


ติดเชื้อจากไหน ระวังไว้ให้ดี
ผู้ที่แพร่เชื้อไวรัสอาจมีอาการหรือไม่มีก็ได้ และแม้จะหายแล้วก็ยังสามารถแพร่เชื้อต่อได้อีกระยะหนึ่ง

๐ ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสผ่านทางอุจจาระและการอาเจียน

๐ จากอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารปรุงไม่สุก และผัก-ผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด

๐ การจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้ออยู่ แล้วนำนิ้วเข้าปากโดยเฉพาะในเด็ก


ป้องกันก่อนติดเชื้อ


ใส่ใจในสุขอนามัยโดยยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”

๐ กินร้อน – เลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และสะอาด

๐ ช้อนกลาง – ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อไวรัส

๐ ล้างมือ – ล้างมือด้วยสบู่นานไม่น้อยกว่า 20 วินาทีบ่อยๆ

ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลยารักษา วิธีใช้กลุ่มยาระบบทางเดินอาหาร


-NORFLOXACIN นอร์ฟลอกซาซิน (400 mg)  หรือ CIPROFLOXACIN ซิโปรฟลอกซาซิน  (400 mg)


สำหรับ : แก้ลำไส้หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ เช่น ท้องเสีย
วิธีทาน : 1 เม็ด เช้า-เย็นหลังอาหาร


การไปต่างถิ่นที่ต้องกินอาหารแปลกๆ จนอาจเกิดอาการท้องเสียได้ ส่วนจะรุนแรงแค่ไหนก็ขึ้นกับสภาพการณ์ แต่การท้องเสียย่อมทำให้การเดินทางไกลไม่สะดวกเพราะต้องหาห้องน้ำเข้าเป็นระยะๆ (แถมบางประเทศก็หาห้องน้ำระหว่างทางยากกว่าเมืองไทยมาก) การเตรียมยาแก้ท้องเสียไปด้วยย่อมช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงได้


- MANTIL แมนทิล  (ตัวยา LOPERALINE), IMODIUM อิโมเดียม (ตัวยา LOPERALINE)


สำหรับ : ลดการบีบตัวของลำไส้ กรณีท้องเสียรุนแรง
วิธีทาน : 2 เม็ดทันที หลังจากนั้น 1 เม็ดทุกครั้งที่ถ่าย หรือ ทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4-6 เม็ด


- PROABS โปรแอบ (activated charcoal ถ่านอัดเม็ด), ULTRACARBON อัลตราคาร์บอน (ถ่านอัดเม็ด)


สำหรับ : ช่วยดูดซึมแก๊ส เมื่อแน่นท้อง ท้องอืด หรือดูดพิษเมื่อท้องเสีย
วิธีทาน : 2-4 เม็ด และไม่ควรทานร่วมกับนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม และยาอื่นๆ (หากจำเป็นควรทานห่างจากยานี้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง)


- ผงเกลือแร่ ORS


สำหรับ : ชดเชยการสูญเสียน้ำในกรณีท้องเสีย
วิธีทาน : ละลายผงเกลือแร่ผสมน้ำสะอาดดื่มแบบค่อยๆ จิบ (ถ้าหาแก้วน้ำลำบาก สามารถละลายลงในขวดแล้วทานได้)


ผงเกลือแร่ไม่ได้แก้ท้องเสียโดยตรง แต่การท้องเสียจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากจนอ่อนเพลีย สามารถใช้ผงเกลือแร่ช่วยฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้


- SIMETHICONE ไซเมทิโคน หรือ (Air-X) แอร์เอ็กซ์


สำหรับ : แก้ท้องอืด แน่นท้อง
วิธีทาน : 1-2 เม็ด เคี้ยวก่อนอาหาร


นอกจากอาการท้องเสียแล้ว อาการที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารคือท้องอืดหรือแน่นท้อง อันเป็นผลมาจากการกินน้ำอัดลมหรือกินมากเกินไป (สำหรับทริปตระเวณชิมทั้งหลาย) ถ้ารู้ตัวว่ามีอาการลักษณะนี้ได้ง่ายก็ควรพกยากลุ่มนี้ไปด้วย (แถมยากลุ่มนี้ใช้การเคี้ยว ไม่ต้องกินคู่กับน้ำด้วย)


----------------------------------------------------------------------------------------------
ยาแก้ท้องเสีย ใช้ยาอย่างไรจึงจะถูกวิธี
ภญ.พรจันทร์ แซ่เอา

เมื่อมีอาการอุจจาระร่วง ผลกระทบที่สำคัญคือ การเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในช่วงแรก และภาวะขาดสารอาหารในช่วงหลัง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยโดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นหลักในการรักษาจึงควรแก้ไขภาวะขาดน้ำ และแก้ไขสาเหตุของการเกิดอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
1.การรักษาภาวะขาดน้ำการให้น้ำและเกลือแร่เพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียไป ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง อาจให้ดื่มน้ำเกลือแร่ โดยละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือที่เรียกกันว่า ผง ORS (Oral Rehydration Salts) ในน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ดื่มแทนน้ำบ่อยๆ และคอยสังเกตดูสีปัสสาวะ หากมีสีเข้มแสดงว่ายังได้น้ำไม่เพียงพอ ต้องพยายามดื่มน้ำเกลือแร่เพิ่มอีก สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีภาวะขาดน้ำรุนแรง โดยเฉพาะรายที่มีอาการอาหารเป็นพิษร่วมด้วย และมีอาการอาเจียนมาก กินอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
กรณีที่เป็นผู้ป่วยเด็ก จะมีวิธีการให้ดังต่อไปนี้•ถ้าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ให้ดื่ม 50-100 ซีซี (1/4-1/2 แก้ว)
•เด็กอายุ 2-10 ปี ดื่ม 100-200 ซีซี (1/2-1 แก้ว)
•อายุ 10 ปีขึ้นไปให้ดื่มได้มากกว่า 1 แก้ว หรืออาจเตรียมสารละลายเกลือแร่ได้เอง โดยการผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา กับน้ำต้มสุกเย็น 750 ซีซี (1 ขวดน้ำปลากลม)
•ประเมินเด็กทุก 4 ชั่วโมง
•การให้ ORS ควรป้อนทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ ด้วยช้อนหรือจิบ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยอาเจียน
•สำหรับเด็กที่ยังกินนมแม่ ให้กินต่อไปโดยไม่ต้องหยุด ส่วนเด็กที่กินนมผสม ให้ผสมตามปกติต่ลดปริมาณที่กินต่อมื้อลงและชดเชยด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โดยให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่สลับกันไป
•สำหรับผู้ใหญ่ให้ ORS ในปริมาณ 1.5 เท่าของน้ำที่เสียทางอุจจาระใน 24 ชั่วโมง และไม่ต้องงดอาหารในระหว่างท้องร่วง ให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้มผสมผัก ปลา เนื้อสัตว์ต้มเปื่อย
การรักษาดังกล่าว จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ยังคงถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก อาเจียนบ่อย กระหายน้ำมาก ตาลึกโหล กินอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ มีไข้ ถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน ให้นำผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล

2.การรักษาสาเหตุของการเกิดอุจจาระร่วงเฉียบพลัน การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ โรคอุจจาระร่วงส่วนใหญ่หายได้เอง ถ้าให้การป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำและให้อาหารที่เหมาะสม การใช้ยาปฏิชีวนะ จะใช้ในกรณีที่ทราบเชื้อที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย เช่น เชื้ออหิวาต์และเชื้อบิด ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูงซึ่งควรได้รับการตรวจร่างกายก่อน การใช้ยาปฏิชีวนะจะช่วยให้ระยะเวลาที่ท้องเสีย และอาการไข้สั้นลงได้ ตัวอย่างยาที่นิยมเช่น นอร์ฟลอกซาซิน(norfloxacin) , ไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) ,โคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) เป็นต้น อย่างไรก็ดีหากท้องเสียเกิดจากอาหารเป็นพิษหรือเชื้อไวรัส ยานี้จะไม่ช่วยบรรเทาอาการได้เลย
3.การรักษาอื่นๆ
การใช้ยาต้านอุจจาระร่วง•ยาที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น โลเพอราไมด์ (loperamide) ยาจะช่วยลดปริมาณและความถี่ในการถ่ายอุจจาระ ใช้ได้ระยะสั้นๆในผู้ใหญ่กรณีที่จำเป็นต้องเดินทางไกล และไม่ควรรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน เนื่องจากจะทำให้ท้องอืด ปวดมวนท้อง และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กและผู้ที่มีอุจจาระมีมูกเลือด มีไข้สูง เพราะยาทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้น้อยลง เกิดเชื้อโรคตกค้างในลำไส้ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น และยังอาจรบกวนประสิทธิผลของยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อลำไส้อักเสบ
•ยาที่มีฤทธิ์ดูดซับ (Adsorbents) แนวคิดของการใช้ยากลุ่มนี้ คือ ยาจะดูดซับเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส สารพิษต่าง ๆ รวมทั้งกรดน้ำดี บางคนเชื่อว่ายานี้เข้าไปเคลือบเยื่อบุลำไส้เป็นการป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อลำไส้ เช่น คาโอลิน(kaolin) , เพคติน (pectin),ผงคาร์บอน (activated charcoal),สเมคไทต์ (dioctahedral smectite) สารเหล่านี้จะดูดน้ำและพองตัวทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น เหลวน้อยลง แต่ไม่ได้ช่วยลดปริมาณอุจจาระ ควรใช้ยากลุ่มนี้ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการจึงจะได้ผลดี อย่างไรก็ดีผู้ป่วยยังคงต้องดื่มสารละลายเกลือแร่ ORS ร่วมด้วย
•กลุ่มโปรไบโอติก ( probiotic )เช่น Saccharomyces boulardii และ Lactobacillus acidophilus ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ pH ในลำไส้นำไปสู่การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ป้องกันไม่ให้เชื้อจับกับเซลล์ลำไส้ ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวดีขึ้น เป็นยาที่ปลอดภัยและไม่มีคุณสมบัติรบกวนยาอื่นแต่ยาออกฤทธิ์ช้า จึงไม่ค่อยนิยมใช้ในการรักษาโรคอุจจาระร่วงอย่างเฉียบพลันที่หายได้เองในเวลาอันสั้น
•นอกจากนี้มีรายงานว่า การเสริมแร่ธาตุสังกะสีในระหว่างการเกิดอุจจาระร่วงเฉียบพลันมีส่วนช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคได้อธิบายได้ว่าเนื่องจากแร่ธาตุสังกะสีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเอ็นไซม์กว่า เนื่องจากแร่ธาตุสังกะสีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเอ็นไซม์กว่า 300 ชนิด การเสริมแร่ธาตุสังกะสีช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทุกคนที่มีอาการท้องร่วงได้รับ
ธาตุสังกะสีเสริมในกระบวนการรักษา โดยให้ยานาน 10-14 วัน เพราะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลด
ระยะเวลาการเป็นโรคและป้องกันการเกิดท้องร่วงในครั้งถัดไปได้ด้วย ซึ่งเกลือสังกะสีที่นิยมมากที่สุด คือราะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการเป็นโรคและป้องกันการเกิดท้องร่วงในครั้งถัดไปได้ด้ ซึ่งเกลือสังกะสีที่นิยมมากที่สzinc sulfate มีราคาถูกซึ่งมีราคาถูกและทำเป็นรูปสารละลายที่ใช้รับประทาน (oral solutions) ปัจจุบันจึงจึงมีการเลือก zinc sulfate ที่เป็นเภสัชตำรับโรงพยาบาลไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ด้วย


ทั้งนี้เพื่อให้อาการอุจจาระร่วงหายโดยเร็ว ขอให้ตระหนักว่าการทำให้อุจจาระร่วงหายโดยเร็ว คือการหาสาเหตุของอุจจาระร่วง และแก้ไขร่วมกับการให้ ORS เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จะได้ไม่นำไปสู่การป่วยหนักและฟื้นตัวได้ยาก นอกจากนี้ภาวะอุจจาระร่วงส่วนใหญ่จะหายได้เอง การให้ยาต้านอุจจาระร่วงจึงมีความจำเป็นเฉพาะในผู้ป่วยในบางรายที่ไม่มีการติดเชื้อและต้องการบรรเทาอาการ


Reference
1.คู่มือการรักษาโรคอุจจาระร่วง และหลักเกณฑ์การใช้ยารักษาโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในเด็ก สำหรับเภสัชกรและบุคลากรสาธารณสุข สิงหาคม 2540 วราห์ มีสมบูรณ์ บรรณาธิการ
2.Guideline for the management of acute diarrhea in adults. Journal of Gastroenterology and Hepatology(2002) 17 (Suppl.) S54–S71
3.http://www.who.int/maternal_child_adolescent/documents/a85500/en/
4.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
5.http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/node/10183


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยาแก้ท้องเสีย** 
**จากเอกสาร แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะในโรค URI ท้องเสียเฉียบพลัน และแผลเลือดออก
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย

อาการสังเกตจาก
  1. จำนวนครั้งที่ถ่ายผิดปกติ
  2. ลักษณะอุจจาระที่ผิดปกติ (ดู chart)

ท้องเสียธรรมดา :

สาเหตุ
- เครียด ตื่นเต้น อาหารเป็นพิษ (มีคลื่นไส้ อาเจียน และ colicky pain นำ) อาหารไม่ย่อยในเด็กเล็ก (เด็กเปลี่ยนนมยี่ห้อใหม่)

อาการ
- ไม่ตัวร้อน ถ่ายเหลวพุ่งปรู๊ด อาจมี colicky pain อาจเพลียถ้าถ่ายมากครั้ง หรือ ถ้าถ่ายน้อยครั้งอาจจะไม่เพลีย

ยาที่ให้

1. กลุ่มยาที่กลุ่มให้หยุดถ่าย เช่น Loperamide (Imodium®)
(Diphenoxylate + Atropine 0.025 mg) dose 1-2 เม็ด วันละ 1-3 ครั้ง prn
หมายเหตุ ถ้าอาการหยุดถ่ายแล้วควรงด Imodium®
2. กลุ่มยา adsorbents เช่น Kaolin, Pectin เช่น Kaopectal® หรือ Activated charcoal เช่น Ultracarbon®
3. Electrolytes เช่น ORS® (Oral Rehydration Salt)

ในกรณีท้องเสียชนิดอาหารเป็นพิษในผู้ใหญ่

จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนนำ และปวดมวนท้องนำ ถ่ายเหลวพุ่ง, เพลีย, อาจมีไข้ตัวร้อน ขึ้นอยู่กับ toxin ของเชื้อแต่ละกลุ่ม หลักการจ่ายยา ต้องใช้ยาบรรเทาอาการอาเจียนให้ได้ก่อน โดยให้ Domperidone ชนิดน้ำ จะออกฤทธิ์เร็วกว่าชนิดเม็ด dose 2 ช้อนชา tid ac 1 ชั่วโมง โดยให้กินก่อนยาอื่น 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำตามเล็กน้อยหลังจาก 1 ชั่วโมงไปแล้ว และแน่ใจว่าจะไม่อาเจียนอีก ก็ให้กินยาแก้ท้องเสียตามเข้าไป กินแบบนี้วันละ 3 ครั้ง

ยาแก้ท้องเสียจะประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ เช่น Norfloxacin 400 mg bid นาน 3-5 วัน ถ้าถ่ายเหลวพุ่งค่อนข้างมาก อาจให้ยากลุ่มช่วยให้หยุดถ่าย ช่วง 1-2 ครั้งแรก นอกจากยาแก้ท้องเสียแล้ว อาจให้ยารักษาตามอาการร่วมเข้าไปด้วย เช่น

- ยาลดไข้ Paracetamol tablet prn.

- ยาแก้ปวดมวนท้อง Antispasmodic .

ข้อแนะนำ ในคนท้องเสียทุกกรณี คือ ควรงดอาหาร ของกินจุกจิก ผลไม้ทุกชนิด ดื่ม ORS หรือ กินข้าวต้มจางๆ ใส่เกลือเล็กน้อย หรือ น้ำ Sprite ใส่เกลือเล็กน้อย (ORT (oral Rehydration Therapy)) ก็ได้



บิดมีตัว :
สาเหตุเกิดจากเชื้อ Entamoeba histolytica, Giardia lambia

อาการ
ปวดท้องอยากถ่าย แต่ถ่ายไม่สุด ถ่ายออกมาทีละนิด ถ่ายเสร็จแล้วรู้สึกเหมือนกับอุจจาระยังไม่หมด ลักษณะอุจจาระเป็นมูกข้น อาจมีเลือดปน อย่าสับสนกับโรคริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยจะสบายดี ไม่เพลีย ผู้ป่วยอาจมาบอก อาการว่าปวดท้องถ่ายไม่ออก


การจ่ายยา
Metronidazole
400 mg. x 3 pc 5 วัน สำหรับผู้ชาย
200 mg. x 4 pc 5 วัน สำหรับผู้หญิง

ข้อแนะนำ
ควรย้ำเกี่ยวกับการรับประทานยาฆ่าเชื้อบิด ต้องรับประทานให้ครบ course มิฉะนั้นจะกลับมาเป็นอีก และมีโอกาสเข้าตับทำให้เป็นฝีในตับได้ในภายหลัง การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการกลับซ้ำ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วด้วย

ในกรณีบิดมีตัว ไม่ควรจ่ายยาหยุดถ่าย เช่น Imodium®  จะทำให้โรคหายช้า


การจ่ายยาแก้ท้องเสียในเด็ก

ในกรณีถ่ายเหลวพุ่งทั่วไป ให้จ่าย

ORS

Kaolin-Pectin น้ำ ตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลัก เช่น

Kaopectin

ในเด็ก ถ้าท้องเสียและมีไข้ (มีการติดเชื้อ)

อาจจ่ายยาฆ่าเชื้อ เช่น สูตร Bactrim® น้ำ เด็กโต (อายุ 8 ปี ขึ้นไป) อาจจ่าย Norfloxacin 100 mg – 200 mg bid.

ถ้าเด็กมีอาเจียนมาก และยังกำลังอาเจียนอยู่ ควรจ่าย Motilium® น้ำ กินก่อนยาอื่น 1 ชม. ไม่ต้องป้อนน้ำก็ได้ เพราะถ้าให้น้ำมากเกินไปอาจจะกระตุ้นให้อาเจียนมากยิ่งขึ้นก็ได้

ถ้ามีอาการตัวร้อน อาจให้ Paracetamol syr. ร่วมด้วย

หมายเหตุ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ห้ามจ่าย Imodium® เด็ดขาด

ข้อแนะนำในเด็ก

  1. ควรงดนม ถ้าอยากให้ ควรชงนมจางๆ หรืออาจให้นมที่ใช้สำหรับเด็กท้องเสียก็ได้ เช่น นม Olac® 
  2. อาจให้น้ำข้าวหรือข้าวต้มจางๆ (อาจผสมเกลือและน้ำตาล) แต่ไม่ควรให้อาหารประเภทมันๆ
  3. ควรให้ ORS ซึ่งเป็นผงนำมาละลายน้ำค่อยๆ ให้เด็กจิบ ORS ได้แก่ Pedialyte® Hydralyte® Oreda® (Pedialyte® เป็น ORS สำเร็จรูปถ้าเปิดฝาแล้วควรรับประทานให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง)
  4. ส่วน ORS® ขององค์การเภสัชกรรม ถ้าเป็นซองใหญ่ต้องผสมน้ำสะอาด 750 ซีซี หรือ 1 ขวดแม่โขง ผสมให้เข้ากันก่อนดื่ม (ควรอ่านวิธีผสมที่ข้างซองก่อน) 

บิดไม่มีตัว (Shigellosis)
อาการ ในช่วงแรกๆ จะถ่ายเหลวพุ่ง ต่อมามีไข้ หนาวสั่น ต่อมาอาการท้องเสียจะเปลี่ยนเป็นถ่ายที่ละนิดถ่ายไม่สุด ถ่ายไม่ออก ถ่ายเสร็จแล้ว ยังรู้สึกอยากจะถ่ายอีก (ถ่าย-เป็นบิด) อาจมีอาเจียน และ colicky pain ร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากเชื้อ Shigella spp.
ยาที่ใช้
ให้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่
1. Bactrim® 2 x 2 pc. 5 วัน
หรือ 2. Norfloxacin 400 mg. x 2 นาน 3-5 วัน

ถ้าตัวร้อนอาจให้ Paracetamol ถ้ามีอาเจียนก็ให้ Motilium® syrup ก่อนยาอื่น 1 ชั่วโมง ถ้ามี Colicky pain ค่อนข้างมาก ก็ให้ Ponstan® หรือ Mainnox® หรือ oxyphencyclimine

3. ORS


อาการท้องเสียที่สาเหตุเกิดจากอาหารทะเล

สาเหตุ Vibrio parahemolyticus
อาการ ไข้หนาวสั่น ถ่ายเหลวพุ่ง เป็นกันหลายๆคน ที่ไปกินอาหารพร้อมๆ กัน
การจ่ายยา ให้ยาปฏิชีวนะเช่นเดียวกับบิดไม่มีตัว


การซักประวัติเมื่อมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย


  1. ตัวร้อน นอนซม หนาวสั่น หรือไม่ ? 
  2. มีอาเจียนหรือไม่ และตอนนี้ยังอยากอาเจียนหรือไม่ อาเจียนครั้งสุดท้ายเวลาใด? (ถ้ามีอาเจียนมาก อาจถามข้อ 5 ต่อ) 
  3. ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าถึงตอนนี้ถ่ายกี่ครั้ง? ครั้งสุดท้ายถ่ายเมื่อไร? เวลาใด? (ถ้าหยุดถ่ายมาแล้ว มากกว่า 4 ชั่วโมง ถือว่าไม่ถ่ายแล้ว) 
  4. อาจถามว่า “แล้วตอนนี้ยังรู้สึกอยากถ่ายอีกหรือเปล่า?”
  5. ลักษณะอุจจาระเป็นอย่างไร? (ถ่ายเหลวพุ่งหรือถ่ายทีละนิด ถ่ายเสร็จแล้วยังไม่หมด) รู้สึกเพลียหรือไม่?
  6. ปวดมวนท้องมากหรือไม่? ทนได้ไหม? ปวดจนกุมท้อง? (มี colicky pain หรือไม่?) 
  7. มีการกินยาหาหมอแล้วหรือยัง? มีโรคประจำตัว? เคยแพ้ยา?
  8. เมื่อจ่ายยา และอธิบายวิธีกินแล้ว อย่าลืมดูแลลูกค้าด้วยโดยแนะนำวิธีปฏิบัติตน เพื่อให้โรคหายเร็วขึ้น เช่น 
  9. งดอาหารทุกชนิด งดของจุกจิกน้ำเย็น น้ำแข็ง ขนม ส้มตำ (งด 1 มื้อ ในช่วงที่มีอาการ)
  10. ดื่มน้ำเกลือ ORS และทานแต่ข้าวต้มใสๆ งดของมัน และกับข้าว
  11. ดื่มน้ำต้มสุก หายแล้วควรกินแต่อาหารที่ปรุงสุกแล้ว


หมายเหตุ

ORS (Oral Rehydration Saits) ผงน้ำตาลเกลือแร่ เป็นสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ที่นำมาใช้ดื่มเพื่อรักษาสภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลียในผู้ป่วย อุจจาระร่วง ควรให้รักษาตั้งแต่ระยะแรก หรือเลยจากระยะแรกจนเกิดภาวะขาดน้ำก็ได้ หรืออาจใช้ดื่มเพื่อทดแทนภาวะการขาดน้ำ และเกลือแร่ ในกรณีเกิดอาเจียนมากๆ

ORT (Oral Rehydration Therapy) เป็นของเหลวที่ประกอบด้วยน้ำตาลหรือแป้ง ผสมกับเกลือ อาจเป็นของเหลวที่มีอยู่แล้ว หรือเตรียมขึ้นใหม่ๆ เหมาะที่จะใช้รักษาอุจจาระร่วงในระยะแรก ควรให้ตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ ควรให้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ย่อย และดูดซึมได้ทัน พร้อมกับให้อาหารที่เคยได้รับอยู่ เช่น นมมารดา หรือ นมชงควรลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งต่อมื้อสลับกับของเหลว ORT ตัวอย่าง เช่น น้ำข้าวใส่เกลือผสมน้ำตาล น้ำอัดลมไม่ใส่สีผสมเกลือ
---------------------------------------------------------------

การใช้ยาผงถ่านอัดเม็ดแก้ท้องเสีย ให้ถูกวิธี 

หน้าร้อนแบบนี้หลายคนป่วยเป็นโรคท้องเสียจำนวนมาก และมีการหาซื้อยาแก้ท้องเสียทานเองตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งคนกลุ่มนี้ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกวิธีเสียก่อน เพื่อการรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น







--------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวปฏิบัติการรักษาโรคอจจาระร่วงเฉียบพลัน

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

www.thaipediatrics.org/Media/media-20161222110358.pdf
 

ยาต้านอุจจาระร่วง
ยาในกลุ่มนี้อาจแบ่งได้ตามกลไกการออกฤทธิ์ของยาดังนี้

1.ยาที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ยาในกลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในเด็ก เนื่องจากมีพิษต่อระบบประสาทถ้าให้เกินขนาด และในกรณี invasive diarrhea ทำให้เชื้อเข้าผนังลำไส้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ในเด็กอาจมีความไวต่อยานี้สูงมากจนเกิดภาวะพิษได้ จึงไม่สมควรใช้ในเด็ก ประโยชน์ที่จำกัดของยากลุ่มนี้คือ อาจใช้ในรายที่มีอาการปวดท้องเป็นอาการเด่นร่วมด้วย ซึ่งถ้าใช้ต้องระมัดระวังให้ขนาดที่ถูกต้อง เช่น LOPERMIDE

2.ยาที่ดูดซึมน้ำ (Hydrophilic agents) ยาในกลุ่มนี้จะดูดซึมน้ำเข้ามาในตัวยาทำให้เห็นว่าอุจจาระมีเนื้อมากขึ้น ดูเหมือนอาการอุจจาระร่วงดีขึ้น แต่มีการศึกษาพบว่าจะมีการสูญเสียเกลือแร่และน้ำไปไปในอุจจาระมากขึ้นเพราะยาดูดซึมเอาไว้ ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Plantago seed และ Polycarbophil

3.ยาที่ฤทธิ์ดูดซับ (Adsorbents)
แนวคิดของการใช้ยากลุ่มนี้ คือ ยาจะดูดซับเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส สารพิษต่าง ๆ รวมทั้งกรดน้ำดี บางคนเชื่อว่ายานี้เข้าไปเคลือบเยื่อบุลำไส้เป็นการป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อลำไส้

3.1 ยาที่มีฤทธิ์ดูดซับทั่วไป (General adsorbents)

  • Attapulgite เป็น Hydrous magnesium aluminium silicate ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติสามารถดูดซับน้ำได้ถึง 3 เท่าของน้ำหนัก เป็นยาที่ inert ไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงมีผลข้างเคียงน้อยมาก ยานี้ไม่ลดปริมาณอุจจาระในวันแรกอาจถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น(3) แต่ในวันที่สองทำให้มีการถ่ายอุจจาระน้อยลง และอุจจาระข้นขึ้น
  • Kaolin และ Pectin, kaolin เป็น Hydrous aluminium silicate อาจใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับ pectin ยานี้ไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย kaolin จะทำให้อุจจาระข้นขึ้นแต่จำนวนครั้ง น้ำหนักอุจจาระหรือการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไม่ลดลง (41) kaolin และ pectin ยังจับกับยาอื่น เช่น co-trimoxazole หรือ neomycin ทำให้ผลของยาดังกล่าวลดลงด้วย มีการศึกษาให้ kaolin พร้อมกับ ORS ในเด็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน พบว่าไม่ทำให้หายเร็วขึ้นหรือลดความรุนแรง(42)
  • Bismuth salts มีผู้ทดลองใช้ยา Bismuth subsalicylate รักษาผู้ป่วย

อุจจาระร่วง พบว่ามีการถ่ายอุจจาระน้อยลงโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสาเหตุจาก toxigenic E.coli เป็นผลของ salicylate มากกว่าตัว Bismuth salt เอง ที่ทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยลง สำหรับน้ำและเกลือแร่จะออกมาน้อยลงหรือไม่ ยังไม่ระบุชัดเจนต้องมีการศึกษาต่อ แต่พิษของยาอาจจะเกิดผลเสียมากกว่า

  • กรด Tannic อาจช่วยเคลือบเยื่อบุผนังลำไส้ ผลการควบคุมอุจจาระร่วงไม่แน่นอน 
  • Activated charcoal มีความสามารถในการดูดซับสูงมาก แต่ประสิทธิภาพในการรักษาอาการอุจจาระร่วงไม่แน่นอน 

3.2 Ion - exchange resins และ aluminum hydroxide
เป็นสารที่มีคุณสมบัติ

ในการดูดซับกรดน้ำดีในลำไส้ และดูดจับสารอื่น ๆ ด้วย เช่น กรดไขมัน ทำให้ไม่ถูกดูดซึมและขับถ่ายออกมากับอุจจาระ cholestyramine ได้ผลดี ในรายที่อุจจาระร่วงเกิน 7 วัน จะมีอาการสูญเสียกรดน้ำดีไปทางอุจจาระมากกว่าปกติ จึงมีการกระตุ้นให้สร้างกรดน้ำดีที่ตับมากขึ้นด้วย ในเด็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

มีการศึกษารายงานว่า cholestyramine ทำให้ระยะเวลาการถ่ายเป็นน้ำสั้นลง (43) ข้อเสียของ cholestyramine คือ ถ้าให้ขนาดเกินไปและระยะยาวจะเกิดมี steatorrhoea หรือ ทำให้อุดตันลำไส้ได้ จะรบกวนการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น anticoaggulant, digitalis, phenobarbital และ thyroxine ถ้าให้ยา พร้อมกัน ผู้ที่ได้ยานานอาจเกิดการขาด folate, vitamin K และ calcium ได้(3,48)

4. ยาที่ออกฤทธิ์โดยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ electrolytes transport ยาในกลุ่ม

นี้เป็นยาที่ใช้เพิ่มการดูดซึม หรือช่วยลดการหลั่งน้ำและเกลือแร่จากลำไส้ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลและเกลือแร่ ORS และ cereal base ORS ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี ทำให้อุจจาระร่วงลดลง และช่วยรักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ได้ทุกอายุ

5. ยาที่ช่วยลดการหลั่งของน้ำและเกลือแร่จากลำไส้ ( antisecretory drug ) ได้แก่ ยาที่มีคุณสมบัติต้านฤทธิ์กับ prostaglandin เช่น aspirin และ indomethacin, encephalinase inhibitor กลไกการออกฤทธิ์อาจเกี่ยวกับ cyclic AMP หรือ protein kinase ในเยื่อบุลำไส้ ยาเหล่านี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก

6. ยาที่ออกฤทธิ์ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ intestinal flora ยากลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่ม probiotic เช่น

Saccharomyces boulardii และ Lactobacillus acidophilus ซึ่งมี metabolic product อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ pH ในลำไส้นำไปสู่การยับยั้งการเจริญเติบโตของ enteropathogen และป้องกัน bacterial adherence และ colonization และยังให้กรดไขมันห่วงสั้นซึ่งเป็นกำลังงานแก่ลำไส้ใหญ่ ทำให้การดูดซึมเกลือและน้ำที่ลำไส้ใหญ่สมบูรณ์ขึ้น สำหรับผู้ป่วย acute diarrhea ได้ผลดีในรายที่เกิดจากเชื้อ rotavirus มีรายงาน multicenter trial ที่ยุโรปและมีรายงานการศึกษาการใช้ heat kill lactobacilli ทำให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้นลดการเป็น persistent diarrhea ลง probiotic เป็นยาที่ปลอดภัยและไม่มีคุณสมบัติรบกวนยาอื่น




สรุปข้อบ่งใช้


เพื่อให้อาการอุจจาระร่วงหายโดยเร็ว ขอให้ตระหนักว่าการทำให้อุจจาระร่วงหายโดยเร็ว คือ การหาสาเหตุของอุจจาระร่วง และแก้ไขร่วมกับการให้ ORS เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จะได้ไม่นำไปสู่การป่วยหนักและฟื้นตัวได้ยาก นอกจากนี้ภาวะอุจจาระร่วงส่วนใหญ่จะหายได้เอง การให้ยาต้านอุจจาระร่วงจึงมีความจำเป็นเฉพาะในผู้ป่วยในบางรายที่ไม่มีการติดเชื้อและต้องการบรรเทาอาการ






------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลยาที่ใช้ในการรักษาโรคท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
SMECTA ราคา
SMECTA

****ยากลุ่ม Smecta มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาจะไปจับกับ mucous ในระบบทางเดินอาหาร โดยไม่มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผลึกของ smecta ใน mucus มีผลคือ
1.เสริมให้ mucous แข็งแรงขึ้นเคลือบติดกับเยื่อบุลำไส้ได้ดีทำให้ toxin และเชื้อโรคไม่สามารถผ่านจากgช่องลำไส้เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุได้ แล้วถูกขับออกพร้อมกับอุจจาระ
2.จับเอา toxin ทั้งendotoxin exotoxin ทั้งแบคทีเรียและไวรัส เช่น เชื้อโรต้า สัมผัสกับเยื่อบุเอาไว้ใน mucous ทำให้ toxin และเชื้อโรคไม่สามารถรุกรานเข้าไปในเยื่อบุลำไส้ได้เป็นผลให้ toxin และเชื้อโรคหมดฤทธิ์ไป แล้วถูกขับออกไปในอุจจาระพร้อมกับ mucous ภายหลัง
3.ช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำและสารเกลือแร่ได้ ****
ยา “Smecta®” มีชื่อสามัญทางยาคือ “Ddioctahedral smectite” เป็นยาต้านอาการท้องเสีย จัดอยู่กลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นสารดูดซับ (adsorbent) [2] โดยหลักประกอบด้วยสาร aluminomagnesium silicate [2,3] มีข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาท้องเสียเฉียบพลันและเรื้อรัง [1,2] ตามทฤษฎียากลุ่มนี้ทำหน้าที่ดูดซับสารพิษ (toxin) ที่ผลิตจากแบคทีเรียและทำหน้าที่เคลือบติดกับเยื่อบุลำไส้ส่งผลให้เชื้อโรคไม่สามารถสัมผัสกับเยื่อบุลำไส้ได้ [4,5] อีกทั้งประสิทธิภาพของยานั้นขึ้นกับความแรงในการดูดซับสารพิษ โดยพบว่า dioctahedral smectite มีประสิทธิภาพในการดูดซับสารพิษได้ดีกว่าสารดูดซับชนิดอื่น [4]

จากการศึกษาของ Dupont และคณะ [6] ซึ่งศึกษาประสิทธิภาพของ smectites ในการลดปริมาณอุจจาระ (stool output) ในเด็กอายุ 1-36 เดือน ที่มีอาการท้องร่วงเป็นน้ำเฉียบพลัน (acute watery diarrhea) มากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อวัน โดยให้ smectites ขนาด 6 กรัมต่อวัน (ในเด็กอายุ 1-12 เดือน) และขนาด 12 กรัมต่อวัน (ในเด็กอายุ 13-36 เดือน) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้นปรับลดขนาดยาเหลือครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งอาการดีขึ้น พบว่าสามารถลดปริมาณอุจจาระและลดช่วงระยะเวลาของการเกิดท้องร่วง (diarrhea duration) ได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงผู้ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดี นอกจากนี้จากการศึกษาทางคลินิกอื่น [4] พบว่า smectites สามารถเพิ่มเนื้ออุจจาระ (stool consistency) และลดความถี่ในการถ่ายอุจจาระ แต่จะไม่สามารถลดปริมาณของของเหลวในร่างกายที่สูญเสียไปได้

ในส่วนของขนาดยาและวิธีการบริหารยานั้น ยาสามารถรับประทานร่วมกับอาหารหรือไม่ก็ได้ และวิธีบริหารยาควรแบ่งให้ โดยยา smecta® 1 ซอง ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ dioctahedral smectite จำนวน 3 กรัม ขนาดยาที่ใช้นั้นจะแตกต่างกันตามช่วงอายุ ดังนี้ [1,5]

- ผู้ใหญ่ : ขนาดยาที่ใช้คือ 3 ซองต่อวัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง โดยละลายน้ำครึ่งแก้ว
- เด็กอายุมากกว่า 2 ปี : ขนาดยาที่ใช้คือ 2-3 ซองต่อวัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง
- เด็กอายุ 1-2 ปี : ขนาดยาที่ใช้คือ 1-2 ซองต่อวัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง
- เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี : ขนาดยาที่ใช้คือ 1 ซองต่อวัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง

สำหรับเด็กนั้นสามารถละลายยาในขวดนมพร้อมน้ำ 50 มิลลิลิตร ให้รับประทานในระหว่างวัน หรือผสมยาในอาหารเหลว น้ำผลไม้ และอาหารเสริมสำหรับทารกได้

MANTIL แมนทิล ทีแมน ราคา
MANTIL แมนทิล ทีแมน
MANTIL แมนทิล ทีแมน ตัวยา Loperamide เป็นยาหยุดถ่าย รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ต้องไม่ใช่อาการท้องเสียเนื่องจากติดเชื้อ

ยาผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal)
ยาผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) 
เช่นชื่อการค้า PRO ABS, ULTRACARBON เป็นต้น


สรรพคุณของยาผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal)
  • ช่วยดูดซับสารพิษหรือยาบางชนิดจากการรับประทานสารพิษหรือยานั้น ๆ เกินขนาด
  • ช่วยรักษาอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวจากภาวะอาหารเป็นพิษ
  • ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • นอกจากการใช้ยาถ่านกัมมันต์ในรูปแบบของยาเดี่ยวแล้ว ในทางเภสัชกรรมยังมีการประยุกต์โดยการนำถ่านกัมมันต์ไปผสมกับยาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอีกด้วย เช่น ผสมในยาลดกรด ยาช่วยย่อย ยาขับลม เป็นต้น
กลไกการออกฤทธิ์ของยาถ่านกัมมันต์
ด้วยยาถ่านกัมมันต์มีขนาดเล็กและมีพื้นที่ผิวสัมผัสมาก จึงมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษที่เข้าไปในระบบทางเดินอาหาร รวมไปถึงสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น สารอะโรมาติก (Aromatic compound) เช่น เบนซีน (Benzene) เป็นต้น อีกทั้งตัวยาถ่านกัมมันต์ยังขัดขวางการออกฤทธิ์ของน้ำตาลซอร์บิทอล (Sorbital) ที่อาจอยู่ในอาหารหรือผสมอยู่ในตำรับยา ซึ่งเป็นตัวการที่ดูดน้ำกลับเข้าไปในลำไส้ที่จะกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายอันเป็นสาเหตุของท้องเสีย ยาถ่านกัมมันต์จึงนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียได้ นอกจากนี้ยาถ่านกัมมันต์ยังรบกวนการดูดกลับของกรดน้ำดีที่จะต้องส่งไปสู่อวัยวะตับ จึงมีผลลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย
ก่อนใช้ยาถ่านกัมมันต์

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมถึงยาถ่านกัมมันต์ สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้
การแพ้ยาถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) และประวัติการแพ้ยาอื่น ๆ ทุกชนิด รวมทั้งอาการจากการแพ้ยา เช่น รับประทานยาแล้วคลื่นไส้มาก ผื่นขึ้น หรือแน่นหายใจติดขัด/หายใจลำบาก เป็นต้น
โรคประจำตัวต่าง ๆ ยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง รวมถึงอาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ เพราะยาอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ก่อนได้ เพราะโดยปกติแล้วการใช้ยาถ่านกัมมันต์ร่วมกับการรับประทานยาอื่น ๆ จะต้องปรับระยะเวลาของการรับประทานยาอย่างน้อยก่อนหรือหลังการรับประทายานั้น ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะฤทธิ์ของถ่านกัมมันต์สามารถรบกวนการดูดซึมของยารับประทานอื่น ๆ ได้ทุกชนิด เช่น กลุ่มยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพริน (Aspirin) พาราเซตามอล (Paracetamol), กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน (Tetracycline) ดอกซีไซคลีน (Doxycycline), กลุ่มยารักษาโรคหัวใจ เช่น ไดจอกซิน (Digoxin), กลุ่มยาขยายหลอดลม เช่น ทีโอฟิลลีน (Theophylline) และยารับประทานทุกชนิด
หากเป็นสุภาพสตรี ควรแจ้งว่ามีการตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านทางรกหรือน้ำนมและเข้าสู่ทารกจนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้
มีการอุดกั้นของทางเดินอาหาร
ชื่อสารพิษหรือยาที่ใช้เกินขนาด เพราะสารพิษหรือยาบางชนิดไม่สามารถดูดซับโดยการใช้ยานี้ได้
ระยะเวลาที่รับประทานสารพิษหรือยาเกินขนาด เพราะระยะเวลามีผลต่อประสิทธิผลของการใช้ยานี้
ข้อห้าม/ข้อควรระวังในการใช้ยาถ่านกัมมันต์
ห้ามใช้ยานี้ในการรักษากับผู้ป่วยที่กลืนสารพิษจำพวกไซยาไนด์, กรดแก่หรือกรดที่มีฤทธิ์ทำลายสูง (Strong acid), ด่างแก่หรือด่างที่มีฤทธิ์ทำลายสูง (Strong base), สารหนู (Arsenic), โลหะหนัก (เช่น ธาตุเหล็กที่ปะปนอยู่ในสิ่งที่รับประทานเข้าไป), แอลกอฮอล์ (เช่น เมทานอล (Methanol) เอทานอล (Ethanol)), สารจำพวกลิเทียม (Lithium) และตัวทำละลายต่าง ๆ (Organic solvent) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ (เช่น เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol))
ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาถ่ายหรือยาแก้ท้องผูกที่มีน้ำตาลซอร์บิทอล (Sorbital) เป็นส่วนประกอบ
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตัน
ห้ามใช้ยาที่หมดอายุ
ควรระวังการใช้ยานี้หลังการรับประทานอาหารภายในเวลา 1 ชั่วโมง เพราะตัวยาอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง จนทำให้เกิดการย่อยอาหารผิดปกติได้
อาหารบางอย่างสามารถลดประสิทธิภาพในการรักษาของยาถ่านกัมมันต์ได้ เช่น นม ไอศกรีม จึงไม่รับประทานร่วมกัน
วิธีใช้ยาถ่านกัมมันต์
ทานครั้งละ 2-4 เม็ด สำหรับอาการท้องเสีย ซ้ำได้ทุก 4-6 ชม. โดนทานห่างจากยาทั่วไป 1 ชม.  และทานในช่วงท้องว่าง  แนะนำการทานก่อนอาหาร
เมื่อรับประทานยานี้แล้วจะถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
หลังรับประทานยาถ้าอาการท้องเสียยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรปรึกษาแพทย์

DOM-M, MOVELIUM-M
DOM-M, MOVELIUM-M


ชืื่อการค้าเช่น DOM-M, MOVELIUM-M เป็นต้น
DOMPERIDONE MALEATE ดอมเพอริโดน มาลีเอท ขนาด 10 มก.
วิธีใช้ยาถ่านกัมมันต์
ทานครั้งละ 1-2 เม็ด สำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียน ซ้ำได้ทุก 4-6 ชม. โดยทานห่างจากยาทั่วไป 1 ชม.  และทานในช่วงท้องว่าง  แนะนำการทานก่อนอาหาร
บุสโคพาน / บัสโคแพน (Buscopan)
บุสโคพาน / บัสโคแพน (Buscopan)

ยาไฮออสซีน (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น แอมโคแพน (Amcopan), แอนตี้สปา (Antispa), บาโคแทน (Bacotan), บัสโคโน (Buscono), บุสโคพาน / บัสโคแพน (Buscopan), บูทิล (Butyl), เซ็นโคแพน (Cencopan), ไฮบูทิล (Hybutyl), ไฮออสซิน บีเอ็ม (Hyoscin BM), Hyoscine liquid (ไฮออสซิน ลิควิด), Hyoscine-N-butylbromide GPO (ไฮออสซิน-เอ็น-บูทิลโบรมายด์ จีพีโอ), ไฮออสแมน (Hyosman), ไฮออสแมน ลิควิด (Hyosman liquid), ไฮออสเมด (Hyosmed), ไฮออสแพน (Hyospan), ไฮออสแทน (Hyostan), ไฮโอซิน (Hyozin), ไฮ-สปา 10 (Hy-Spa 10), คานิน (Kanin), มายสปา (Myspa), สโคพาส (Scopas), สพาสโคแพน (Spascopan), สพาสกอน-เอ็น (Spasgone-H), สพาสโม (Spasmo), ยู-ออสซีน (U-Oscine), ยูออสแพน (Uospan), วาโคแพน (Vacopan), เวสโคโพลามายด์ อินเจ็กชั่น (Vescopolamine Injection) ฯลฯ


สรรพคุณของยาไฮออสซีน
ใช้เป็นยาแก้อาการปวดเกร็งหรือบิดเกร็ง (Colicky pain) ของอวัยวะในช่องท้อง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่บริเวณกระเพาะอาหารหรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น ท้องเดิน ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง (Diarrhea), อาการปวดท้องเนื่องจากนิ่วในน้ำดี (Gallstone), นิ่วในท่อไต (Ureteric stone), โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome – IBS), ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) เป็นต้น
วิธีใช้ยา
ทานครั้งละ 1-2 เม็ด สำหรับอาการปวดบิด เกร็งท้อง ซ้ำได้ทุก 4-6 ชม. ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร

NORFLOXACIN หาซื้อ
NORFLOXACIN
ciprofloxacin หาซื้อ
CTPROFLOXACIN

สรรพคุณ เป็นยาปฎิชีวนะฆ่าเชื้อ

วิธีการใช้ยา

ยานี้อยู่ในรูปแบบยาเม็ดใช้สำหรับรับประทาน โดยทั่วไปรับประทานวันละ 2 ครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง
รับประทานต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง โดยระยะเวลาในการรักษาขึ้นกับอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อ ควรรับประทานยานี้ตรงตามเวลาเดิมทุกวัน หรือใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุในฉลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยานี้น้อยหรือมากกว่าแพทย์สั่ง
รับประทานยานี้ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้วเต็ม หรือให้รับประทานหลังอาหาร 2 ชั่วโมง และห่างจาก นมหรือผลิตภัณฑ์นม 2 ชั่วโมง
อาการของการติดเชื้อควรจะดีขึ้นภายใน 2-3 วันหลังเริ่มใช้ยา หากไม่ดีขึ้นหรือยิ่งแย่ลง ควรรีบกลับไปพบแพทย์
รับประทานยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่งแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว ยกเว้นสงสัยว่าจะเกิดอาการเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบหรือเอ็นกล้ามเนื้อฉีก หรือเกิดอาการแพ้ ให้รีบแจ้งแพทย์ทันที
หากหยุดยาก่อนครบระยะเวลาการรักษาหรือใช้ยาไม่ต่อเนื่องอาจมีผลให้การรักษาไม่สมบูรณ์และเกิดการดื้อยาได้
เมโทรไนดาโซล (Metronidazole)
เมโทรไนดาโซล (Metronidazole)


เมโทรนิดาโซล

เมโทรนิดาโซล หรือ เมโทรไนดาโซล (Metronidazole) เป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะกับเชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีการเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) และเชื้อพวกสัตว์เซลล์เดียว (Protozoa)

ในวงการแพทย์มีการใช้ยานี้มานานมากกว่า 50 ปีแล้ว เนื่องด้วยเป็นยาที่มีประโยชน์หลายด้าน เป็นยาที่ปลอดภัยพอสมควรและค่อนข้างมีราคาถูก และได้มีผู้ทำการดัดแปลงโครงสร้างเคมีบางอย่างของยาเมโทรนิดาโซลจนได้เป็นยาอนุพันธ์ในกลุ่มเดียวกันอีกคือ ยาทินิดาโซล (Tinidazole) และยาออร์นิดาโซล (Ornidazole) ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นและราคาก็แพงขึ้นด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างยาเมโทรนิดาโซล

ยาเมโทรนิดาโซล (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น เอเชียโซล (Asiazole), แอนนาแบค (Anabact), ไบโอจิล (Biogyl), เชนนิดาโซล (Chanenidazole), ฟลาจิเซปต์ (Flagisept), ฟลาจิล (Flagyl), ไกนีจิล (Gynegyl), กานา-พี (Kana-P), ไคลออน (Klion), ลิดาโซล (Lidazole), มาโนดาโซล (Manodazole), เมดาโซล หรือ มีดาโซล (Medazole), เมไดโซล (Medizole), เมด-ไทรโคไซด์ (Med-tricocide), เมฟิรอน (Mefiron), เมพาจิล (Mepagyl), เมทาซาล (Metazal), เมทราโซล (Metrazole), เมไทรโซล (Metrizole), เมโทรไซด์ (Metrocide), เมโทรจิล (Metrogyl), เมโทรเลกซ์ (Metrolex ), เมทรอน (Metron), เมโทรนิด (Metronid), เมโทรนิดาโซล จีพีโอ (Metronidazole GPO), เมโทรนิล (Metronil), เมโทรซิล (Metrosil), เมโทรไซน์ (Metrosine), เมโทรโซล (Metrozole), เมโทรวิด (Metrovid), เมโซล (Mezole), นิดาโซล (Nidazole), มิลานิดาโซล (Milanidazole), มายดาโซล (Mydazole), เมทรอนแคปส์ (Metroncaps), นิดาโซล (Nidazole), เอส.ที. ดาโซล (S.t. dazole), ทีโมนาส (Temonas), ไทโคโซล (Ticozole), ไทรโคไซด์ (Tricocide), ไทรโคเมด (Tricomed), ไทรโคนาส (Triconas), ไทรดาโซล (Tridazole), โรบาซ (Robaz), เซอร์วิซอล (Servizol), ยูนิโก (Unigo), แวกนา (Vagna), วาจิแลน (Vagilan), วาจิล (Vagyl) ฯลฯ
วิธีใช้ยาเมโทรนิดาโซล
สำหรับยาเม็ด  โดยทั่วไปให้รับประทานยาวันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับโรค อายุของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ เช่น

สำหรับการรักษาโรคบิดอะมีบา (Amebiasis) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาครั้งละ 750 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ติดต่อกันเป็นเวลา 5-10 วัน ส่วนในเด็กให้รับประทานยานี้วันละ 35-50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3 ครั้ง (สูงสุดไม่เกินครั้งละ 750 มิลลิกรัม) ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน

สำหรับการรักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ (Pseudomembranous Colitis) ถ้าไม่รุนแรง ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ถ้ารุนแรง ให้ใช้ยาชนิดฉีด ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง โดยให้รักษาติดต่อกัน 10 วัน ส่วนในเด็กและวัยรุ่น ให้รับประทานวันละ 30 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สูงสุดไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) โดยแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 10 วัน

สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อพยาธิทริโคโมแนสในช่องคลอด (Trichomoniasis) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2,000 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว หรือแบ่งรับประทานเป็นวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม

สำหรับการรักษาภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) ในผู้ใหญ่ให้รับประทานยาครั้งละ 750 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ส่วนในเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ให้รับประทานวันละ 15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สูงสุดไม่เกินวันละ 1,000 มิลลิกรัม) โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน

สำหรับการรักษาโรคท้องเดินจากเชื้อไกอาร์เดีย (Giardiasis) ในผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 5-7 วัน ส่วนในเด็กให้รับประทานวันละ 15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3 ครั้ง (สูงสุดไม่เกินครั้งละ 250 มิลลิกรัม) ติดต่อกันเป็นเวลา 5-7 วัน
เป็นต้น
BIOFLOR ราคา
BIOFLOR
BIOFLOR
BIOFLOR



BIOFLOR capsules ขวด 10 แคปซูล ประกอบด้วย Lyophilized Saccharomyces boulardii 282.5 mg เทียบเท่า   หรือมีแบบขนาดเป็นซองก็มี  มีขนาด250มก ต่อซอง ทานหลังอาหารวันสอง-สามครั้ง



เป็น Probiotic คือ live microorganisms ที่มีผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
ซึ่งถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของร่างกาย ซึ่ง probiotic นั้นมีหลายสายพันธุ์ ทั้งสองชนิดนี้ต่างกันที่เป็น probiotic คนละสายพันธุ์

Probiotic ที่อยู่ในรูปผง หรือเม็ดแคปซูล จัดเป็นอาหารเสริม หรือสามารถพบได้ในนมเด็กทารก โยเกิร์ต โดยทั่วไป probiotic ค่อนข้างปลอดภัย

กินต่อเนื่องกันประมาณ 3-5 วัน

Combif AR

Combif AR

Combif AR ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรไบโอติกส์  ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ  

  • ช่วยบรรเทาและป้องกันอาการท้องร่วงในเด็กทารกขณะใช้ยาปฏิชีวนะ
  • ใช้ป้องกันอาการท้องเสีย รักษาโรคภูมิแพ้ โรคลำไส้อักเสบ เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดมะเร็ง
  • ทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องร่างกาย
  • ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อของลำไส้ โดยกระตุ้นให้ลำไส้ดูดซับสารอาหารได้เต็มที่
  • ช่วยย่อยสลายและหมักสารอาหารให้เป็นพลังงานในรูปของกรดไขมันสายสั้น

Combif AR 10 Capsules Probiotics

อาหารเสริม Combif AR เพิ่ม Probiotics ให้กับร่างกาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ

หน้าที่หลักๆของจุลินทรีย์ในลำไส้ มี 3 อย่างได้แก่

1. ช่วยย่อยสลายและหมักสารอาหารให้เป็นพลังงานในรูปของกรดไขมันสายสั้น
และยังช่วยสร้างวิตามินเคและช่วยดูดซึม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียมและเหล็ก

2.ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อของลำไส้ โดยกระตุ้นให้ลำไส้ดูดซับสารอาหารได้เต็มที่
กระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย และปรับเปลี่ยนไม่ให้เซลล์กลายเป็นมะเร็ง

3.ทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องร่างกายโดยเฉพาะจากการแทรกซึมของเชื้อโรคจากภายนอก
ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้ามาเกาะผนังลำไส้

จุลินทรีย์เพื่อสุขภาพ Probiotics (โปรไบโอติกส์)

เป็นจุลินทรีย์ชนิดแบคทีเรียที่ยังมีชีวิต มักอยู่ในรูปของอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เป็นต้น
โดยโปรไบโอติกส์เป็นแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก สามารถช่วยควบคุมปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโทษกับร่างกายได้
หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ปัจจุบันได้มีการวิจัยพบว่านอกจากแบคทีเรียโปรไบโอติกส์ กลุ่ม Lactobacilli และ Streptococci ที่ใช้ในการผลิตนมเปรี้ยวส่วนใหญ่แล้ว
ยังมี Bifidobacteria ที่มีคุณประโยชน์มากกว่า และในประเทศไทยได้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ด้วยโปรไบโอติกส์กลุ่ม Bifidobacteria เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ
โดยเชื้อสายพันธุ์ที่โดดเด่นในกลุ่มนี้คือ เชื้อบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม(BB536)
เชื้อนี้เป็นสายพันธุ์ที่ตรวจแยกได้จากทางเดินอาหารของเด็กทารกที่มีสุขภาพดี ขณะยังรับประทานน้ำนมจากแม่

มีการศึกษาโปรไบโอติกส์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม(BB536) พบว่า
มีความปลอดภัยและมีประโยชน์หลายด้านต่อระบบทางเดินอาหาร เช่นช่วยคนที่มีปัญหาการขับถ่าย
ใช้ป้องกันอาการท้องเสีย รักษาโรคภูมิแพ้ โรคลำไส้อักเสบ เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดมะเร็ง

ทั้งนี้ วงการแพทย์แผนปัจจุบันได้นำโปรไบโอติกส์มาใช้ในการรักษาโรคทางเดินอาหารอย่างแพร่หลาย
ช่วยบรรเทาและป้องกันอาการท้องร่วงในเด็กทารกขณะใช้ยาปฏิชีวนะ
ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทารกที่คลอดก่อนกำหนด


ผงเกลือแร่ ORS - DELYE ORS
ผงเกลือแร่ ORS - DELYE ORS

ผงเกลือแร่ ORS OREDA
ผงเกลือแร่ ORS OREDA



ผงเกลือแร่

ผงเกลือแร่ / ผงน้ำตาลเกลือแร่ / ผงละลายเกลือแร่ / เกลือแร่ชนิดผงละลายน้ำ / น้ำเกลือแห้ง / สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส / โอ.อาร์.เอส. / ผงโออาร์เอส (Oral rehydration salt – ORS) หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า ผงเกลือแร่องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO), ผงเกลือแร่ออรีด้า (Oreda R.O.) เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่นำมาใช้เป็นยารักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในผู้ป่วยท้องเสียหรืออาเจียนมากจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งกุญแจสำคัญของการใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสก็คือ ผู้ป่วยยังต้องมีสติและสามารถจิบดื่มสารน้ำได้และระบบของการดูดซึมในลำไส้ยังทำงานได้ดี จึงจะสนับสนุนให้โออาร์เอสสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ



องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐานของแต่ละประเทศ ด้วยโออาร์เอสสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิต โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ๆ จากสาเหตุโรคท้องร่วงหรือท้องเสียทั่วโลกได้เป็นจำนวนมาก ส่วนในประเทศไทยได้บรรจุโออาร์เอสลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ ประชาชนทั่วไปจึงควรมีผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสไว้เป็นยาประจำบ้าน เมื่อมีอาการท้องเสียจะได้หยิบมาใช้เพื่อช่วยประทังอาการมิให้เกิดภาวะช็อกก่อนที่จะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
ตัวอย่างของผงเกลือแร่

ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น ผงน้ำตาลเกลือแร่ โอ.อาร์.เอส. องค์การเภสัชกรรม หรือ ผงเกลือแร่องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO), เบบิ-ไลท์ (Babi-Lyte), บู๊ทส์ โออาร์เอส (Boots ORS), มิเนอรา อาร์.โอ. (Minera R.O.), ออรีด้า อาร์.โอ. หรือ ผงเกลือแร่ออรีด้า (Oreda R.O.), โอริส (Oris), ออสรา อาร์.โอ. (Osra R.O.), รีก้า โออาร์เอส (Reka ORS), ซี โออาร์เอส (SEA ORS), วีวา โออาร์เอส (Weewa ORS) ฯลฯ

รูปแบบของผงเกลือแร่
ชนิดใส่ซองสำเร็จรูป (รูปแบบชนิดผงเพื่อละลายน้ำ) เช่น ผงน้ำตาลเกลือแร่ โอ.อาร์.เอส. องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO) ใน 1 ซอง (ขนาด 6.975 กรัม ใช้สำหรับผสมน้ำ 250 มิลลิลิตร) ประกอบไปด้วยกลูโคส (Glucose) 5 กรัม, โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride) 0.875 กรัม, ไตรโซเดียมซิเทรตไดไฮเดรต (Trisodium citrate dihydrate) 0.725 กรัม และโพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride) 0.375 กรัม

น้ำเกลือผสมเอง ให้ใช้เกลือป่น ½ ช้อนชา (บางสูตรใช้ 1 ช้อนชา) และน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) นำมาผสมในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 750 มิลลิลิตร (ขนาด 1 ขวดน้ำปลากลม หรือขวดแม่โขงกลม หรือ 3 แก้วขนาด 250 มิลลิลิตร) หรือหากละลายยาก สามารถใช้น้ำอุ่นพอประมาณได้ แต่ไม่ควรใช้น้ำร้อนจัด เพียงเท่านี้ก็สามารถนำมาใช้ดื่มเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ได้แล้ว
สรรพคุณของผงเกลือแร่
ใช้ดื่มเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไปจากอาการท้องเสียเฉียบพลัน* (อุจจาระร่วง ท้องร่วง ท้องเดิน ถ่ายท้อง) หรืออาเจียนมากจากสาเหตุต่าง ๆ หรือใช้ในรายที่เสียเหงื่อมากก็ได้
ใช้ป้องกันภาวะช็อกเนื่องจากร่างกายขาดน้ำ** เช่น ไข้เลือดออก บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกขนาดใหญ่ที่เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจากทางบาดแผล
ใช้แก้อาการกระหายน้ำ


* ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสไม่สามารถทำให้หยุดถ่าย หรือบรรเทาอาการท้องเสีย หรือช่วยให้หายเร็วขึ้นได้ แต่จะช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่จนอ่อนเพลีย หมดแรงหรือเป็นอันตรายได้ เช่น ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก (ในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่ช่วยให้อาการท้องเสียหรือท้องร่วงที่ถ่ายเป็นน้ำหายเร็วขึ้นได้ รวมทั้งยาปฏิชีวนะ ยกเว้นแต่ว่าท้องเสียหรือท้องร่วงนั้นเกิดจากแบคทีเรียซึ่งทำให้ถ่ายเป็นมูกปนเลือดและมีไข้ ไม่ใช่ถ่ายเป็นน้ำ ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียเรื้อรัง ให้รักษาอาการขาดน้ำและเกลือแร่ในเบื้องต้น แล้วพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป)

** สภาวะเกลือแร่ปกติในร่างกายจะมีโซเดียม (Na) อยู่ระหว่าง 135-145 mEq/L และโพแทสเซียม (K) อยู่ระหว่าง 3.5-4.8 mEq/L ซึ่งการจะทราบปริมาณเกลือแร่ในร่างกายนี้ได้จะต้องทำการวัดระดับโดยการเจาะเลือด แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถสังเกตอาการของตนเองได้ว่าอยู่ในภาวะปกติหรือไม่ โดยถ้าหากร่างกายมีภาวะขาดน้ำหรือเกลือแร่ จะสามารถสังเกตได้จากอาการผิดปกติ เช่น กระหายน้ำ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อ่อนแรง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว หรือถ้าขาดในปริมาณมาก ๆ ก็อาจเกิดกล้ามเนื้อกระตุก สับสน และชักได้ เป็นต้น
กลไกการออกฤทธิ์ของผงเกลือแร่

ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสจะมีกลไกการออกฤทธิ์โดยการไปชดเชยเกลือโซเดียมและเกลือโพแทสเซียมที่สูญเสียไปกับอาการท้องเสียให้กับร่างกาย และค่อย ๆ สร้างสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ อีกทั้งยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ช่วยให้พลังงานกับร่างกาย ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลัง และค่อย ๆ ฟื้นสภาพร่างกายให้มีแรง จากกลไกดังกล่าวผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสจึงช่วยป้องกันมิให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกอันเนื่องมาจากการขาดน้ำและเกลือแร่
ก่อนใช้ผงเกลือแร่


วิธีใช้ผงเกลือแร่
ผงเกลือแร่ชนิดใส่ซองสำเร็จรูป ให้ละลายผงเกลือแร่สำเร็จรูปในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วตามปริมาตรที่ระบุไว้บนฉลาก ยกตัวอย่างเช่น ผงเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรมในซองขนาด 6.975 กรัม ให้นำมาละลายในน้ำ 250 มิลลิลิตร, ผงเกลือแร่ออรีด้าในซองขนาด 3.3 กรัม ให้นำมาละลายในน้ำ 150 มิลลิลิตร ก็จะได้ความเข้มข้นของเกลือแร่ที่เหมาะสม เป็นต้น โดยผงเกลือแร่ที่ละลายแล้ว ถ้าอยู่ในอุณหภูมิห้องควรดื่มให้หมดภายใน 12 ชั่วโมง (หรือภายใน 24 ชั่วโมงถ้าเก็บในตู้เย็น) หากดื่มไม่หมดให้ทิ้งไป และเมื่ออาการท้องเสียหรืออาการอ่อนเพลียจากการท้องเสียดีขึ้นแล้ว ก็สามารถหยุดรับประทานได้
สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต ให้ดื่มกินต่างน้ำบ่อย ๆ ครั้งละ ½ – 1 แก้ว (1 แก้ว = 250 มิลลิลิตร) ประมาณวันละ 6-9 แก้ว หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับอาการ ถ้าถ่ายบ่อยให้ดื่มน้ำบ่อยครั้งขึ้น ถ้าอาเจียนด้วยให้ดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยให้ดื่มแทนน้ำตามปริมาณอุจจาระและปัสสาวะที่ถ่ายออกไป หรือดื่มจนกว่าปัสสาวะจะออกมากและใส หรือจนกว่าอาการท้องเสียจะทุเลาและดีขึ้น (ในเด็กโตควรเริ่มให้อาหารใน 4 ชั่วโมงหลังจากดื่มสารละลายผงเกลือแร่แล้ว เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม เพราะจะช่วยให้ลำไส้ได้อาหารและฟื้นตัวเร็วขึ้น ยกเว้นในผู้ป่วยที่อาเจียน ก็ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อน)
สำหรับเด็กเล็ก ควรเน้นแก้ไขภาวะขาดน้ำในช่วง 4-6 ชั่วโมงแรกหลังจากเด็กมีอาการท้องเสีย ด้วยการให้สารละลายผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสที่ผสมแล้วดังกล่าว โดยให้เด็กจิบดื่มแทนน้ำทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ทางเดินอาหารของเด็กดูดซึมได้ทัน ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กดื่มรวดเดียวจนหมด เพราะอาจทำให้ท้องเสียมากขึ้นได้ และต้องไม่ลืมที่จะให้ในปริมาณที่มากพอกับที่เด็กถ่ายออกไป พร้อมกับให้นมหรืออาหารแก่เด็กตามปกติ เช่น ให้นมแม่ตามปกติ แต่ให้สลับกับการป้อนสารละลายผงเกลือแร่ หรือถ้าเป็นนมผสม ให้ผสมตามปกติ แต่ลดปริมาณนมลงครึ่งหนึ่งต่อมื้อ ส่วนปริมาณที่ให้นั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการท้องเสีย ดังนี้
ภาวะขาดน้ำน้อย เด็กจะมีอาการปัสสาวะน้อยลงและมีอาการกระหายน้ำร่วมด้วย ในกรณีนี้สามารถแก้ไขโดยการให้สารละลายผงเกลือแร่ที่ผสมไว้ในปริมาณ 10 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ชั่วโมง โดยให้ดื่มต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น
ภาวะขาดน้ำปานกลาง เด็กจะมีอาการปัสสาวะน้อย กระหายน้ำ เซื่องซึม กระพุ้งแก้มแห้ง ในกรณีนี้สามารถแก้ไขโดยการให้สารละลายผงเกลือแร่ที่ผสมไว้ในปริมาณ 15-20 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ชั่วโมง และสามารถให้รับประทานได้มากเท่าที่เด็กต้องการ
ภาวะขาดน้ำมาก เด็กจะมีอาการปัสสาวะน้อย กระหายน้ำ เซื่องซึม กระพุ้งแก้มแห้ง หายใจหอบและถี่ ง่วงนอนมาก การแก้ไขจำเป็นต้องให้สารละลายที่ผสมไว้ทางปากให้เร็วและมากที่สุดพร้อมกับรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลฉุกเฉินทันทีเพื่อให้ได้รับน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (Intravenous fluid)
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ขนาดการใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสควรต้องขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ให้การรักษา

น้ำเกลือผสมเอง ให้ใช้เกลือป่น ½ และน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) นำมาผสมในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 750 มิลลิลิตร (ขนาด 1 ขวดน้ำปลากลม หรือขวดแม่โขงกลม หรือ 3 แก้วขนาด 250 มิลลิลิตร) หรือหากละลายยาก สามารถใช้น้ำอุ่นพอประมาณได้ แต่ไม่ควรใช้น้ำร้อนจัด ส่วนขนาดและวิธีใช้ก็เช่นเดียวกับผงเกลือแร่ชนิดซองสำเร็จรูป

ในขณะที่ท้องเสีย บ่อยครั้งที่เราจะได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรว่าควรจิบดื่มแทนน้ำบ่อย ๆ ซึ่งการจิบทีละน้อยนี้จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำและเกลือแร่เพื่อไปชดเชยส่วนที่สูญเสียได้ดีกว่าการดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เนื่องจากในช่วงที่มีอาการท้องเสียลำไส้มักจะดูดซึมน้ำและอาหารได้น้อยลง หากเราดื่มทีเดียวหมดแก้ว ลำไส้ก็จะไม่สามารถดูดซึมได้ทัน น้ำตาลและเกลือแร่ที่มีความเข้มข้นก็จะทำหน้าที่ดึงน้ำออกมาสู่ทางเดินอาหารเพื่อช่วยในการเจือจาง เป็นเหตุทำให้มีอาการท้องเสียหรืออาเจียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดผงสำหรับผู้ออกกำลังกายมาใช้แทนผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส ซึ่งจะมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าหลายเท่าตัว (น้ำตาลที่สูงเกินในเครื่องดื่มเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการท้องเสียแย่ลง เพราะจะดูดน้ำและเกลือแร่ออกจากผนังลำไส้เข้าไปปนกับอุจจาระ แทนที่จะช่วยดูดซึมน้ำและเกลือแร่กลับคืน) และมีปริมาณเกลือแร่ที่น้อยกว่า (ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่เกิดจากท้องเสีย) เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ปริมาณน้ำตาลที่มากขึ้นจะไปเพิ่มพลังงานให้แก่ผู้ออกกำลังกาย แต่กระนั้นก็อาจเข้มข้นเกินไปสำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสียได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการท้องเสียจึงควรใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสสำหรับอาการท้องเสียเท่านั้น เพราะมีส่วนประกอบของน้ำตาลและเกลือแร่ในปริมาณที่เป็นมาตรฐานตามที่องค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้
คำแนะนำในการใช้ผงเกลือแร่
สำหรับผงเกลือแร่สำเร็จรูป อย่าใช้ละลายในน้ำร้อน ควรละลายในน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เมื่อละลายใช้แล้ว หากทิ้งไว้เกิน 24 ชั่วโมง ยาจะบูด จึงไม่ควรใช้
เมื่อละลายผงเกลือแร่ใช้แล้ว ควรดื่มให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หากดื่มไม่หมดให้ทิ้งไปแล้วละลายซองใหม่






วิธีใช้ยาเป็นข้อมูลทั่วไปไม่ใช่สำหรับผู้ใช้ยาเฉพาะราย โปรดปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาของท่าน

ขอบคุณเนื้อหาที่มาจาก
1. จากเอกสาร แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะในโรค URI ท้องเสียเฉียบพลัน และแผลเลือดออก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย  https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=2&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwiLpb_gnOrYAhVMtY8KHUoXAOQQFggtMAE&url=http%3A%2F%2F61.19.114.51%2Fptc%2Fdata%2Furi.docx&usg=AOvVaw2NDMCZQ4q0va7Fnxe_RxF8
2. http://www.healthymax.co.th
3. https://news.thaipbs.or.th/content/269224
4. https://www.sanook.com/health/9413
5. https://www.doctor.or.th/article/detail/5693
6. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=24
7. http://www.medicthai.com/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2/
8. จากเอกสาร แนวปฏิบัติการรักษาโรคอจจาระร่วงเฉียบพลัน  ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย  www.thaipediatrics.org/Media/media-20161222110358.pdf
9. https://medthai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA/

เรียบเรียงโดยหมอยา








            เป็นเพื่อนกับหมอยา
คลิก หรือ สแกน เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อน





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan