วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จุลินทรีย์จากอุจจาระบำบัดโรค

 จุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่ค่อยเห็นด้วยตาเปล่า และอยู่ใกล้กับเรามาก ๆ จนแทบจะดำเนินชีวิตไปด้วยกันเลย อีกทั้งมีอยู่ในร่างกายเราด้วย จุลินทรีย์เหมือนคนคือต้องการอาหาร และเมื่ออยู่ในที่ที่เหมาะสม ก็ทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและออกลูกออกหลานได้ เจ้าจุลินทรีย์ที่มีอยู่ปกติในร่างกายของเราจะเรียกว่า "จุลินทรีย์ประจำถิ่น (Normal Flora)" ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเชื้อแบคทีเรีย และอาจพบเชื้อรา ยีสต์ หรือโปรโตซัวบางชนิด
        ในร่างกายของเรานั้นมีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอาศัยอยู่มากมาย (แบคทีเรียในร่างกายของเรามีมากกว่า 200 ชนิดเลยทีเดียว) โดยมีมาตั้งแต่เราเกิดเลย ตอนที่เราอยู่ในครรภ์มารดานั้นจะไม่มีจุลินทรีย์อยู่เลย และเริ่มมีจุลินทรีย์ขึ้นมาตอนลืมตาออกมาดูโลกแล้วคลอดออกมา จุลินทรีย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกายเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากจุลิทรีย์ก่อโรคอื่นๆ หรือบางครั้งอาจช่วยในการสร้างวิตามิน และช่วยย่อยสลายอาหารทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้
        การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคจะทำให้เกิดการทำลาย normal flora ในลำไส้ ทำให้เชื้ออื่นๆ ที่อาศัยอยู่เดิม แต่ถูกยับยังการเจริญโดยแบคทีเรียประจำถิ่นนั้นเจริญได้ดีขึ้น ถ้าเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อก่อโรค เชื้อเหล่านั้นจะหลั่ง cytotoxin ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวลำไส้และเกิดการอักเสบตามมา ในเด็กอาจเป็นเพียง colonization แต่ในผู้ใหญ่เชื้อจะสร้างสารที่เป็นพิษ ทำให้มีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการ จนถึงลำไส้ใหญ่อักเสบรุนแรง อธิบายได้จากในเด็กมี immature ของ entrocyte membrane toxin receptor จึงทำให้ไม่เกิดอาการในเด็ก โดยเชื้อที่พบว่าเจริญได้ดีหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษา ได้แก่ Clostridium difficile
             แบคทีเรีย Clostridium difficile เป็นแบคทีเรียแกรมบวก รูปแท่ง ที่ดำรงชีวิตโดยไม่อาศัยออกซิเจน สามารถสร้างสปอร์ที่ทนต่อความร้อน และความเป็นกรด ทำให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายเดือนจนถึงปี ในสภาวะปกติ C. difficile จะถูกยับยั้งการเจริญโดยเชื้อแบคทึเรียประจำถิ่นในทางเดินอาหาร (normal flora) แต่จากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยเฉพาะชนิดที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อได้กว้าง (broad spectrum) ยาปฏิชีวนะนี้จะไปทำลายเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น ทำให้ C. difficile เจริญเติบโตได้ได้อย่างรวดเร็วและแพร่กระจายออกจากลำไส้ หลังจากเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้จะผลิตสารพิษออกมาเป็นปริมาณมาก ซึ่งส่งผลทำลายเซลล์และทำให้เกิดอาการอักเสบ รวมถึงอาการตะคริว ไข้ ท้องร่วงถ่ายเป็นเลือด ลำไส้อักเสบ (pseudomembranous colitis) อาการท้องเสียทีเกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า antibiotic-associated diarrhea 
 
      โรคลำไส้อักเสบจากยาปฏิชีวนะเกิดจากพิษที่สร้างขึ้นโดย C. difficile ในลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นหลังการใช้ยาปฏิชีวนะ อาการนี้มักเป็นอย่างฉับพลันแต่อาจเป็นเรื้อรังได้ เป็นความเสี่ยงสำคัญของยา clindamycin และ lincomycin แต่ยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดต่างก่อให้เกิดผลข้างเคียงนี้ได้แม้แต่ amoxicillin การรักษาที่มีความเจาะจงต่อการรักษาโรคนี้คือการให้ยาต้านแบคทีเรียทางปากคือ vancomycin หรือ metronidazole โดย vancomycin จัดเป็นยาที่เหมาะสมสำหรับอาการที่รุนแรงมาก

            ปัจจุบัน C. difficile ถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในโรงพยาบาลต่างๆ เพราะสามารถแพร่กระจาย และทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องรับประทานยาปฏิชีวนะหรือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยโรงพยาบาลหลายแห่งของอังกฤษยังคงมีผู้ติดเชื้อสูงแม้จะมีจำนวนลดลงแล้ว เช่น ในปี 2010-2011 มีผู้ติดเชื้อ C. difficile 10,414 ราย ลดลงจาก 33,442 ราย ในปี 2007-2008เช่นเดียวกับโรงพยาบาลหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ  C. difficileมากถึง 336,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวมากถึง 14,000 คนต่อปี 
       งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันนั้นมีอย่างแพร่หลาย และยังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผลงานวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญในการนำไปรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หรือผลข้างเคียง จาก C. difficile อีกด้วย ในขณะเดียวกัน การรักษาด้วยวิธีจุลินทรีย์บำบัดนี้ยังไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากว่า ในการหาอัตราส่วนของจุลินทรีย์ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเพาะ ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเยงที่จะได้รับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ในระหว่างการรับการรักษาอีกด้วย
       บางครั้งแพทย์บางท่านได้หันไปแก้ปัญหาด้วยหนทางที่ไม่น่าพิสมัย เช่น แก้ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยการใส่ท่อที่บรรจุจุลินทรีย์ที่ได้จากอุจจาระของผู้ที่มีสุขภาพดีลงไปในกระเพาะอาหาร แต่วิธีการนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับและผิดกฎหมายในบางประเทศเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อโรคจากวิธีการดังกล่าว
       บางท่านอาจรู้สึกขยะแขยงกับวิธีการข้างต้น แต่ว่าวิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด วิธีการแบบนี้สามารถพบได้ในสัตว์หลายๆ ชนิดเช่น ช้าง แพนด้า โคอาล่า และฮิปโป เมื่อสัตว์เหล่านี้ยังเป็นเด็กจะกินแต่นมแม่ แต่เมื่อต้องเริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนม แม่ของสัตว์เหล่านี้จะต้องป้อนอุจจาระตัวเองให้กิน เพื่อถ่ายทอดจุลินทรีย์ในลำไส้ไปให้ลูกๆ ใช้ย่อยอาหาร 
       งานวิจัยชิ้นนี้นำโดย ทรีเวอร์ ลอว์ลีย์ นักชีววิทยาจากสถาบัน Wellcome Trust Sanger สหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์ในการทำวิจัยเพื่อลดปัญหาการติดเชื้อหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยการใช้จุลินทรีย์บำบัด (bacteriotherapy) ได้ทำการทดสอบการแพร่กระจายของ Clostridium difficile โดยให้ยาปฏิชีวนะ clindamycin กับหนูเป็นเวลา 7 วัน หลังจากหยุดให้ยาพบว่า หนูติดเชื้อ C. difficile ทันที และเมื่อนำหนูที่ติดเชื้อ C. difficileไปเลี้ยงร่วมกับหนูที่ไม่ติดเชื้อเป็นระยะเวลา 30 วันพบว่า หนู 14 ตัวที่ไม่ติดเชื้อในตอนแรก เป็นหนูที่ติดเชื้อทั้งหมด เนื่องจากว่าในทางเดินอาหารหรือลำไส้จะมี C. difficile ที่อยู่ในรูปสปอร์อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเจริญได้เนื่องจากมีแบคทีเรียประจำถิ่นคอยควบคุมอยู่ แต่เมื่อแบคทีเรียประจำถิ่นถูกรบกวน/ถูกทำลายโดยยาปฏิชีวนะ จึงทำให้สภาวะในการเจริญของ C. difficile นั้นเหมาะสมจึงเจริญและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 
       หลังจากนั้นจึงได้นำหนูที่ติดเชื้อมาทดสอบการรักษาสภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุลที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ โดยการใช้จุลินทรีย์ที่คัดกรองจากอุจจาระของหนูที่มีสุขภาพดีมาให้หนูที่ติดเชื้อรับประทาน โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวหลังจากเอามาจำแนกสายพันธุ์พบว่ามี 18 สายพันธุ์ ทางผู้วิจัยจึงได้นำสายพันธุ์ต่างๆ มาผสมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด พบว่า การผสมกันของ 6 สายพันธุ์ที่ต่างกันจะช่วยในการคืนสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารดีที่สุด
        งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันนั้นมีอย่างแพร่หลาย และยังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผลงานวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญในการนำไปรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หรือผลข้างเคียง จาก C. difficile อีกด้วย ในขณะเดียวกัน การรักษาด้วยวิธีจุลินทรีย์บำบัดนี้ยังไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากว่า ในการหาอัตราส่วนของจุลินทรีย์ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเพาะ ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ในระหว่างการรับการรักษาอีกด้วย

ที่มา:http://www.vcharkarn.com เเละwww.news.sciencemag.org
เรียบเรียงโดยตุลย์ร้าน1
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan