วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Levofloxacin (ลีโวฟลอกซาซิน)

สรรพคุณของยา Levofloxacin

ยา Levofloxacin เป็นยาสำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยจัดเป็นยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ในกลุ่ม Quinolone ยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้ (เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่) การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เป็นสาเหตุของการดื้อยาในอนาคตได้



วิธีใช้ยา Levofloxacin

อ่านคำแนะนำในการใช้ยาที่ได้รับจากเภสัชกรก่อนใช้ยานี้ และในทุกครั้งที่มารับยาซ้ำ หากมีคำถามใดๆ ให้สอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร
รับประทานยานี้ตามแพทย์สั่ง โดยทั่วไปจะรับประทานวันละ 1 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ระหว่างใช้ยานี้ให้ดื่มน้ำมากๆ ยกเว้นแพทย์สั่งเป็นอย่างอื่น
ให้รับประทานยา Levofloxacin อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาที่อาจลดประสิทธิภาพของยา Levofloxacin เช่น Quinapril, Sucralfate, วิตามิน/เกลือแร่ (เหล็ก, สังกะสี) และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียม (Magnesium), อะลูมิเนียม (Aluminium) หรือ แคลเซียม (Calcium) เช่น ยาลดกรด, ยา Didanosine ชนิดน้ำ, น้ำผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง ดังนั้นให้สอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับวิธีในการใช้ยาต่างๆ อย่างปลอดภัย รวมถึงแจ้งรายการยา อาหารเสริม สมุนไพรที่กำลังใช้อยู่ทั้งหมดให้เภสัชกรทราบด้วย 
ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาของคุณจะขึ้นกับสภาวะโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ สำหรับเด็กขนาดยาจะคำนวณตามน้ำหนักตัว
เพื่อให้ได้ผลจากการรักษาเต็มที่ ให้รับประทานยานี้ในแต่ละมื้อด้วยระยะเวลาที่ห่างเท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้ลืมรับประทานยา แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน 
ให้รับประทานยานี้อย่างต่อเนื่องจนยาหมดตามที่แพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นในไม่กี่วันก็ตาม เพราะการหยุดยาเร็วเกินไปอาจทำให้การติดเชื้อกลับมาเป็นซ้ำได้ 



แจ้งแพทย์หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง

ผลข้างเคียงของยา Levofloxacin

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากยา Levofloxacin เช่น คลื่นไส้ท้องเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือมีปัญหาในการนอนหลับ หากอาการข้างเคียงดังกล่าวไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที
โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์สั่งยานี้ให้กับคุณ เพราะว่าแพทย์ได้ประเมินแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากยานี้มากกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง ผู้ป่วยหลายรายที่ใช้ยานี้ไม่เกิดอาการข้างเคียงร้ายแรงจากยา 
แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการข้างเคียงที่ร้ายแรง ได้แก่ 
  • มีเลือดออกผิดปกติ มีรอยช้ำผิดปกติ
  • มีอาการของปัญหาที่ไต เช่น ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไป
  • มีอาการของปัญหาที่ตับ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อย่างต่อเนื่อง เบื่ออาหาร ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม
ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีถ้าคุณมีอาการข้างเคียงที่ร้ายแรงมาก ได้แก่ เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หน้ามืด หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ยานี้อาจเป็นสาเหตุของโรคทางลำไส้ที่ร้ายแรงแต่พบได้น้อย คือมีอาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ  Clostridium Difficile(Clostridium Difficile-Associated Diarrhea) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่ดื้อยา โดยโรคนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา Levofloxacin หรือภายในสัปดาห์จนถึงเดือนหลังหยุดยาแล้ว ให้แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการเหล่านี้: ท้องเสียต่อเนื่อง ปวดท้อง เกร็งท้อง อุจจาระมีมูก/มูกเลือดปน 



อย่าใช้ยาแก้ท้องเสีย หรือยาแก้ปวดกลุ่มที่มีฤทธิ์เสพติด ถ้าคุณมีอาการดังกล่าว เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงได้
การใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือใช้ซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้ติดเชื้อราในช่องปาก (Oral Thrush) หรือเกิดการติดเชื้อรา ให้ไปพบแพทย์หากคุณมีฝ้าสีขาว (คราบสีขาว) ในช่องปาก มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด หรือมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้น 
ปฏิกิริยาการแพ้ยานี้ เป็นเรื่องที่พบได้น้อย อย่างไรก็ตามถ้าเกิดอาการใดๆ ของการแพ้ยาให้รีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ ผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะที่หน้า ลิ้น คอ) เวียนศีรษะรุนแรง หายใจลำบาก
อาการข้างเคียงที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่ใช่อาการข้างเคียงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมีอาการผิดปกติใดๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร 

ข้อควรระวังในการใช้ยา Levofloxacin

ถ้าคุณแพ้ยา Levofloxacin หรือแพ้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Quinolone ตัวอื่นๆ เช่น Ciprofloxacin, Moxifloxacin, Ofloxacin  หรือแพ้สิ่งอื่นๆ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนได้รับยานี้ ผลิตภัณฑ์ยานี้อาจประกอบด้วยสารไม่ออกฤทธิ์อื่นซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการแพ้หรือปัญหาอื่นได้ ให้ปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ก่อนการใช้ยา Levofloxacin ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็น
  • โรคเบาหวาน
  • มีปัญหาที่เอ็น ข้อต่อ เช่น เอ็นอักเสบ (Tendonitis), มีการอักเสบของถุงน้ำลดการเสียดสีบริเวณกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อใกล้ข้อต่อ (Bursitis)
  • โรคไต
  • โรคทางสภาพจิตใจ/อารมณ์ เช่น ซึมเศร้า
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (Myasthenia Gravis)
  • มีปัญหาที่เส้นประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy)
  • มีอาการชัก
ยา Levofloxacin อาจเป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาว (QT Prolongation) หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด QT Prolongation เป็นสภาวะที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง (อาจทำให้เสียชีวิตได้) ผู้ป่วยจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะ และมีอาการอื่นๆ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง หน้ามืด ซึ่งต้องรีบทำการรักษาทันที 
ความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด QT Prolongation อาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีโรคบางโรค หรือกำลังใช้ยาบางชนิดที่อาจเป็นสาเหตุของ QT Prolongation อยู่แล้ว ดังนั้นก่อนใช้ยา Levofloxacin คุณต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ รวมถึงหากเป็นโรคดังต่อไปนี้ โรคหัวใจบางชนิด (หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาวจากการตรวจ EKG) มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจบางชนิด (พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาวจากการตรวจ EKG, คนในครอบครัวเสียชีวิตจากโรคหัวใจ)
การที่ร่างกายมีระดับโพแทสเซียม (Potassium) หรือ แมกนีเซียม (Magnesium) ในเลือดต่ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด             QT Prolongation โดยความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นถ้าคุณใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขับปัสสาวะ) หรือมีอาการเหงื่อออกรุนแรง ท้องเสียรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง ดังนั้นให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการใช้ยา Levofloxacin อย่างปลอดภัย
ยา Levofloxacin อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมากได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน (พบได้ไม่บ่อย) แนะนำให้ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามแพทย์สั่งและนำผลการตรวจไปให้แพทย์ดูด้วย และสังเกตอาการของการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น หิวน้ำบ่อยขึ้น ปัสสาวะบ่อยขึ้น รวมถึงสังเกตอาการของการมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำด้วยเช่นกัน เช่น เหงื่อออก สั่น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกหิว ตาพร่ามัว เวียนศีรษะ หรือชาที่มือ เท้า 
แนะนำให้คุณพกน้ำตาลกลูโคสชนิดเม็ดติดตัวไว้เพื่อรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีน้ำตาลกลูโคสชนิดเม็ด ให้รับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลที่ดูดซึมได้เร็ว เช่น ลูกอมที่มีน้ำตาล หรือ น้ำผึ้ง หรือดื่มน้ำผลไม้ หรือดื่มน้ำอัดลมสูตรที่มีน้ำตาล (ต้องไม่ใช่ลูกอมหรือน้ำอัดลมสูตรปราศจากน้ำตาล) และให้แจ้งแพทย์ทราบทันทีเมื่อคุณมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ และ/หรือ เมื่อมีการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ
เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แนะนำให้รับประทานอาหารตรงเวลา และไม่ข้ามการรับประทานอาหารในมื้อใดไป หากเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำขึ้น แพทย์อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเป็นตัวอื่น หรือปรับยารักษาโรคเบาหวานให้กับคุณ
ยา Levofloxacin อาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้มีอาการเวียนศีรษะมากขึ้น ห้ามขับรถ, ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องอาศัยการตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ยา Levofloxacin อาจทำให้คุณมีความไวต่อแสงแดดมากขึ้น จึงแนะนำให้จำกัดระยะเวลาที่ต้องสัมผัสแสงแดด หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับหลอดไฟอุลตราไวโอเลต (Sunlamps) และให้ทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้ามิดชิดขณะอยู่ในที่แจ้ง แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการผิวไหม้จากแดด หรือผิวหนังแดง/ผิวหนังมีตุ่มพอง
ยา Levofloxacin อาจทำให้วัคซีนที่ทำจากแบคทีเรียเชื้อเป็น (เช่น ไทฟอยด์วัคซีน) ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดี ดังนั้นอย่าฉีดวัคซีนระหว่างการใช้ยานี้ ยกเว้นแพทย์สั่ง
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ให้แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่
เด็กอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่ข้อ และเส้นเอ็น เพิ่มขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ต่อใช้ยานี้
ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้น ได้แก่ ปัญหาที่เส้นเอ็น (โดยเฉพาะถ้ารับประทานร่วมกับยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisone หรือ Hydrocortisone) ปัญหาที่ตับ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด QT Prolongation 
ระหว่างการตั้งครรภ์ ยานี้ควรใช้เฉพาะในกรณีที่ประเมินแล้วว่ามีความจำเป็นจริงๆ โดยให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากยานี้ขณะตั้งครรภ์
ยา Levofloxacin ผ่านไปยังน้ำนมได้ในปริมาณเล็กน้อย แต่น่าจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกที่ดูดนม โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร 

คำเตือนในการใช้ยา Levofloxacin

ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Quinolone รวมถึงยา Levofloxacin อาจทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงและอาจเป็นถาวรได้ ได้แก่ เส้นเอ็นได้รับความเสียหาย (เช่น เอ็นอักเสบ, เอ็นฉีกขาด) ปัญหาที่เส้นประสาทบริเวณแขนและขา (ปลายประสาทอักเสบ; Peripheral Neuropathy) และปัญหาในระบบประสาทของร่างกาย
คุณต้องไปพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้:
  • ปวด ชา แสบร้อน เสียวซ่า อ่อนแรง ที่แขน มือ ขา เท้า 
  • มีการเปลี่ยนแปลงของการรู้สึก สัมผัส ความเจ็บปวด อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน และท่าทางของร่างกาย
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดศีรษะเป็นเวลานาน
  • การมองเห็นผิดปกติไป
  • สั่น
  • มีอาการชัก
  • มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สภาพจิตใจ เช่น กระวนกระวาย วิตกกังวล สับสน ประสาทหลอน ซึมเศร้า และอาจมีความคิดฆ่าตัวตายได้ (พบได้น้อย)
ความเสียหายที่เส้นเอ็นอาจเกิดขึ้นทั้งในระหว่างและหลังการใช้ยา Levofloxacin ถ้ามีอาการปวดหรือบวมที่ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ต้องหยุดการออกกำลัง ให้หยุดพัก และรีบไปพบแพทย์ทันที โดยความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่เส้นเอ็นจะยิ่งเพิ่มขึ้นถ้าคุณอายุมากกว่า 60 ปี, กำลังใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมด้วย เช่น Prednisone หรือถ้าคุณได้รับการปลูกถ่ายไต, ปลูกถ่ายหัวใจ หรือปลูกถ่ายปอด
ยา Levofloxacin อาจทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (Myasthenia Gravis) มีอาการแย่ลงได้ จึงต้องแจ้งแพทย์ทราบทันทีถ้าคุณมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดขึ้นใหม่ หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแย่ลง เช่น หนังตาตก (Drooping Eyelids), เดินไม่สมดุล, มีปัญหาในการหายใจ
ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากยาก่อนการใช้ยานี้

ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ยา Levofloxacin

สภาวะต่อไปนี้ถือเป็นข้อห้ามในการใช้ยา Levofloxacin ดังนั้นต้องแจ้งแพทย์ทราบหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้
  • มีการติดเชื้อ Clostridium Difficile
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • มีระดับโพแทสเซียม ในเลือดต่ำ
  • มีภาวะที่มีโอกาสเกิดอาการชักได้ง่าย (Lower Seizure Threshold)
  • ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง (Pseudotumor Cerebri)
  • ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy)
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (Myasthenia Gravis)
  • เป็นโรคที่มีการไหลเวียนเลือดไปที่กล้ามเนื้อหัวใจผิปกติ
  • หัวใจเต้นเร็ว ชนิด Torsades De Pointes
  • หัวใจเต้นช้า
  • ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาว จากการตรวจ EKG
  • ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ผิดปกติแต่กำเนิด
  • เส้นเลือดแดงในสมองแข็งตัวอย่างรุนแรง
  • เป็นโรคตับ
  • ได้รับการปลูกถ่ายไต หรือปอด หรือหัวใจ
  • เส้นเอ็นอักเสบ, เส้นเอ็นฉีกขาด
  • สั่นอย่างควบคุมไม่ได้
  • มีอาการชัก
  • ประสาทหลอน
  • เป็นโรคกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis)
  • ไตบกพร่องปานกลางถึงรุนแรง
  • แพ้ยา Levofloxacin
  • แพ้ยาในกลุ่ม Quinolones ตัวอื่นๆ 

การใช้ยา Levofloxacin ร่วมกับยาอื่น

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions) อาจเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง ข้อมูลที่ระบุนี้ไม่ได้ครอบคลุมการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ดังนั้นคุณต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าคุณกำลังรับประทานยา อาหารเสริม สมุนไพร ใดอยู่ในขณะนี้ อย่าเริ่มยา หยุดยา หรือเปลี่ยนแปลงขนาดยาต่างๆ เอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
ผลิตภัณฑ์ยาบางรายการที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยา Levofloxacin:
  • Strontium
แม้ว่ายาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่ค่อยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด, แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด แต่มียาปฏิชีวนะบางรายการ (เช่น Rifampicin, Rifabutin) ที่ส่งผลลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด ทำให้ตั้งครรภ์ได้ ถ้าคุณกำลังใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ยา Levofloxacin มีโครงสร้างคล้ายกับยา Ofloxacin มาก ดังนั้นห้ามใช้ยา Ofloxacin ระหว่างใช้ยา Levofloxacin
ยา Levofloxacin อาจรบกวนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจปัสสาวะหาสาร Opiates (Urine Screening For Opiates) ซึ่งจะทำให้ผลการตรวจออกมาผิดพลาดได้ ดังนั้นต้องแจ้งแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้อยู่ 

การได้รับยา Levofloxacin เกินขนาด 

หากมีใครก็ตามที่ได้รับยา Levofloxacin เกินขนาด จนทำให้เกิดอาการที่ร้ายแรง เช่น หมดสติ หรือหายใจลำบาก ให้รีบเรียกรถพยาบาลทันที โทร 1669 
อาการของการได้รับยาเกินขนาดอาจได้แก่: เวียนศีรษะอย่างรุนแรง

หมายเหตุ

ห้ามแบ่งยานี้ให้ผู้อื่นใช้
ยานี้ถูกสั่งจ่ายสำหรับสภาวะโรคปัจจุบันของคุณเท่านั้น ห้ามใช้ยานี้สำหรับการติดเชื้อในครั้งอื่นๆ ยกเว้นแพทย์สั่ง
ควรมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจการทำงานของไต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจน้ำตาลในเลือด เพาะเชื้อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ ซึ่งอาจตรวจก่อนใช้ยาหรือระหว่างที่ใช้ยา ดังนั้นคุณต้องไปพบแพทย์ตามที่แพทย์นัด 

หากลืมรับประทานยา Levofloxacin

ถ้าคุณลืมรับประทานยานี้ ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ หากนึกได้เมื่อใกล้กับเวลาของมื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป และรับประทานมื้อถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

การเก็บรักษายา Levofloxacin

เก็บรักษายาที่อุณหภูมิห้อง ห่างจากแสงแดดและความชื้น ไม่เก็บยาในห้องอาบน้ำ เก็บยาทุกชนิดให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 
ไม่เทยานี้ทิ้งในห้องน้ำหรือในท่อระบายน้ำ ให้ทิ้งผลิตภัณฑ์ยานี้อย่างเหมาะสมเมื่อยาหมดอายุหรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้อีก



ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co

Levetiracetam (ลีวีไทราซีแทม)

สรรพคุณของยา Levetiracetam

ยา Levetiracetam เป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาอาการชัก (โรคลมชัก) ซึ่งจัดเป็นยากันชักชนิดหนึ่ง (Anticonvulsants) ยา Levetiracetam อาจทำให้จำนวนครั้งของอาการชักที่คุณเป็นลดลง

วิธีใช้ยา Levetiracetam

อ่านคำแนะนำในการใช้ยาที่ได้รับจากเภสัชกรก่อนใช้ยานี้ และในทุกครั้งที่มารับยาซ้ำ หากมีคำถามใดๆ ให้สอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร



รับประทานยา Levetiracetam ในรูปแบบยาน้ำ หรือรูปแบบยาเม็ดออกฤทธิ์ทันทีตามที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไปจะรับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ การเคี้ยวหรือบดเม็ดยาอาจทำให้มีรสขมได้
ถ้าคุณใช้ยานี้ในรูปแบบยาน้ำ คุณต้องตวงยาโดยใช้ช้อนตวงตา/อุปกรณ์ตวงตา อย่าใช้ช้อนรับประทานอาหารตวงยาเพราะอาจทำให้ได้รับขนาดยาไม่ถูกต้องได้ 
ถ้าคุณใช้ยานี้ในรูปแบบยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (Extended-Release Tablets) ให้รับประทานตามที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไปจะรับประทานวันละ 1 ครั้ง ห้ามบดยาหรือเคี้ยวเม็ดยาชนิดออกฤทธิ์นานนี้ เพราะการบดหรือเคี้ยวเม็ดยาจะทำให้ยาถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยา ห้ามหักแบ่งเม็ดยา ยกเว้นบนเม็ดยามีขีดให้หักและแพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้คุณหัก และให้กลืนเม็ดยาทั้งเม็ดหรือกลืนเม็ดยาส่วนที่หักทั้งส่วนโดยไม่บดยาหรือเคี้ยวเม็ดยาอีก
ขนาดยาที่คุณได้รับจะขึ้นกับสภาวะโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ ขนาดยาที่ใช้ในเด็กจะปรับตามน้ำหนักตัวเด็ก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยา เช่น เวียนศีรษะและง่วงนอน แพทย์อาจให้คุณค่อยๆ เริ่มยาจากขนาดต่ำก่อน และค่อยๆ ปรับเพิ่มขนาดยาขึ้น ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
ให้รับประทานยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาเต็มที่ เพื่อไม่ให้ลืมรับประทานยา แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน
อย่าปรับเพิ่มขนาดยา หรือใช้ยาบ่อยครั้งกว่าที่แพทย์สั่ง หรือใช้ยาเป็นระยะเวลานานกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าเดิม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงด้วย 



ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาการชักอาจแย่ลงได้หากหยุดยาอย่างกะทันหัน ซึ่งควรค่อยๆ ปรับลดยาลงก่อนหยุดยา
แจ้งแพทย์หากอาการชักไม่ดีขึ้น หรือมีอาการชักเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือมีอาการชักแย่ลง

ผลข้างเคียงของยา Levetiracetam

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา Levetiracetam คือ ง่วงนอน เวียนศีรษะ อ่อนเพลียผิดปกติ หรืออ่อนแรง ซึ่งอาการข้างเคียงมักเกิดขึ้นบ่อยในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาและอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวกับการใช้ยาได้ แต่ถ้าอาการข้างเคียงยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที
โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์สั่งยานี้ให้กับคุณ เพราะว่าแพทย์ได้ประเมินแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากยานี้มากกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง ผู้ป่วยหลายรายที่ใช้ยานี้ไม่เกิดอาการข้างเคียงร้ายแรงจากยา 
แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง ได้แก่ 
  • สูญเสียการประสานงานกันของร่างกาย เช่น เดินลำบากและควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ 
  • มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์/จิตใจ เช่น หงุดหงิด ก้าวร้าว กระวนกระวาย โกรธ วิตกกังวล
  • มีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอแล้วไม่ดีขึ้น มีไข้ สั่น 
  • มีอาการของโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลียผิดปกติแล้วไม่ดีขึ้น ผิวหนังซีด หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว
  • เลือดออกง่าย มีรอยช้ำง่าย
มีผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่ใช้ยากันชักสำหรับรักษาโรคใดๆ ก็ตาม (เช่น อาการชัก โรคไบโพล่าร์ อาการปวด) อาจพบว่ามีอาการซึมเศร้า มีความคิดฆ่าตัวตาย/พยายามฆ่าตัวตาย หรือมีปัญหาทางจิตใจ/อารมณ์ระหว่างใช้ยาได้ ดังนั้นต้องแจ้งแพทย์ทันทีถ้าคุณ หรือคนในครอบครัว หรือผู้ดูแล สังเกตเห็นว่าคุณมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ/มีการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด พฤติกรรม มีอาการซึมเศร้า มีความคิดฆ่าตัวตาย/พยายามฆ่าตัวตาย หรือคิดทำร้ายตนเอง 



ยา Levetiracetam เป็นยาที่ทำให้เกิดผื่นได้บ่อย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรง อย่างไรก็ตามคุณอาจไม่สามารถแยกได้ว่าผื่นที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผื่นที่ไม่ร้ายแรง หรือเป็นผื่นร้ายแรงจากการแพ้ยา (Severe Reaction) ดังนั้นเมื่อเกิดผื่นขึ้นให้รีบแจ้งแพทย์ทันที
ปฏิกิริยาการแพ้ยานี้ เป็นเรื่องที่พบได้น้อย อย่างไรก็ตามถ้าเกิดอาการใดๆ ของการแพ้ยาให้รีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ ผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะที่หน้า ลิ้น คอ) เวียนศีรษะรุนแรง หายใจลำบาก
อาการข้างเคียงที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่ใช่อาการข้างเคียงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมีอาการผิดปกติใดๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ข้อควรระวังในการใช้ยา Levetiracetam

ถ้าคุณแพ้ยา Levetiracetam หรือแพ้สิ่งอื่นๆ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนได้รับยานี้ ผลิตภัณฑ์ยานี้อาจประกอบด้วยสารไม่ออกฤทธิ์อื่นซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการแพ้หรือปัญหาอื่นได้ ให้ปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ก่อนการใช้ยา Levetiracetam ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นโรคไต เช่น ได้รับการฟอกไต, มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์/จิตใจ เช่น มีอาการซึมเศร้า 
ยา Levetiracetam อาจทำให้วิงเวียนศีรษะ หรือง่วงนอน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการรักษา โดยแอลกอฮอล์จะทำให้อาการวิงเวียนศีรษะและอาการง่วงนอนเป็นมากขึ้น ห้ามขับรถ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องอาศัยการตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย และแนะนำให้จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ให้แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่
ผู้ป่วยเด็กอาจเกิดอาการข้างเคียงจากยามากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ จิตใจ เช่น หงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว กระสับกระส่าย โกรธ วิตกกังวล ซึมเศร้า มีความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 4 ปีอาจมีความเสี่ยงต่อการมีความดันโลหิตสูงขึ้นขณะใช้ยานี้ 
ผู้สูงอายุอาจมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะอาการง่วงนอน เวียนศีรษะ หรือการสูญเสียการประสานงานกันของร่างกาย ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ 
ระหว่างการตั้งครรภ์ ยานี้ควรใช้เฉพาะในกรณีที่ประเมินแล้วว่ามีความจำเป็นจริงๆ เพราะยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามอาการชักที่ไม่ได้รับการรักษาถือเป็นภาวะร้ายแรงและเป็นอันตรายทั้งต่อตัวมารดาและทารกในครรภ์ จึงห้ามหยุดยากันชักเองโดยแพทย์ไมได้สั่ง หากคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือคิดว่าตนเองอาจจะตั้งครรภ์ ให้รีบปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์ 
ยา Levetiracetam ผ่านไปยังน้ำนมได้ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร

การใช้ยา Levetiracetam ร่วมกับยาอื่น 

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions) อาจเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง ข้อมูลที่ระบุนี้ไม่ได้ครอบคลุมการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ดังนั้นคุณต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าคุณกำลังรับประทานยา อาหารเสริม สมุนไพร ใดอยู่ในขณะนี้ อย่าเริ่มยา หยุดยา หรือเปลี่ยนแปลงขนาดยาต่างๆ เอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยา Levetiracetam:
  • Orlistat
  • Methotrexate (ยาฉีดสำหรับรักษามะเร็ง)

การได้รับยา Levetiracetam เกินขนาด 

หากมีใครก็ตามที่ได้รับยา Levetiracetam เกินขนาด จนทำให้เกิดอาการที่ร้ายแรง เช่น หมดสติ หรือหายใจลำบาก ให้รีบเรียกรถพยาบาลทันที โทร 1669 
อาการของการได้รับยาเกินขนาดอาจได้แก่ หายใจช้า หายใจตื้น หมดสติ

หมายเหตุ

ห้ามแบ่งยานี้ให้ผู้อื่นใช้
อาจจำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และ/หรือ การตรวจทางการแพทย์ระหว่างใช้ยานี้ เช่น ตรวจการทำงานของไต, ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด 
สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี อาจจำเป็นต้องตรวจวัดความดันโลหิตด้วย โดยให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากลืมรับประทานยา Levetiracetam

ถ้าคุณลืมรับประทานยานี้ ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ หากนึกได้เมื่อใกล้กับเวลาของมื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป และรับประทานมื้อถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า 

การเก็บรักษายา Levetiracetam

เก็บรักษายาที่อุณหภูมิห้อง ห่างจากแสงแดดและความชื้น ไม่เก็บยาในห้องอาบน้ำ เก็บยาทุกชนิดให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
ไม่เทยานี้ทิ้งในห้องน้ำหรือในท่อระบายน้ำ ให้ทิ้งผลิตภัณฑ์ยานี้อย่างเหมาะสมเมื่อยาหมดอายุหรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้อีก



ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co

Liobac (ตัวยา Baclofen)

สรรพคุณของยา baclofen

ยา baclofen เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ ที่ใช้รักษาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งหรือกระตุก (muscle spasms) ที่มีสาเหตุจากโรคบางชนิด เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis), การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง/โรคที่ไขสันหลัง (spinal cord injury/disease)



วิธีใช้ยา baclofen

Baclofen สามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาการก็ได้ โดยปรกติแพทย์มักจะเริ่มการใช้ยาในขนาดต่ำๆ ก่อน และค่อยๆ ปรับเพิ่มจนได้ประสิทธิภาพสูงสุดของการรักษา หรือ ปัญหาจากผลข้างเคียงของยา
ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อาการของโรคบางอย่างอาจแย่ลงได้ถ้าหยุดยากะทันหัน นอกจากนี้คุณอาจพบอาการถอนยาได้ เช่น อาการประสานหลอน และอาการชัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาถอนยา แพทย์จะอาจค่อยๆ ปรับลดขนาดยาลงก่อนหยุดยาให้กับคุณ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และถ้ามีอาการของการถอนยาเกิดขึ้นให้รีบแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

ผลข้างเคียงของยา baclofen

อาจพบอาการข้างเคียงเหล่านี้ระหว่างใช้ยา baclofen: ง่วงนอน, เวียนศีรษะ, อ่อนแรง, อ่อนเพลียปวดศีรษะ, มีปัญหาในการนอนหลับ, คลื่นไส้, ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น, หรือมีอาการท้องผูก ถ้าอาการเหล่านี้ไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที
ผู้ป่วยหลายรายที่ใช้ยานี้ไม่เกิดอาการข้างเคียงร้ายแรงจากยา และโปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์สั่งยานี้ให้กับคุณ เพราะว่าแพทย์ได้ประเมินแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากยานี้มากกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง 
อาการข้างเคียงที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่ใช่อาการข้างเคียงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมีอาการผิดปกติใดๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ข้อควรระวังในการใช้ยา baclofen

ปฏิกิริยาการแพ้ยา เป็นเรื่องที่พบได้น้อย อย่างไรก็ตามถ้าเกิด อาการแสดงของการแพ้ยาทันที เช่น ผื่น, คัน บวม (โดยเฉพาะที่หน้า ลิ้น คอ), เวียนศีรษะรุนแรง, หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์ ถ้าคุณแพ้ยา baclofen หรือแพ้สิ่งอื่นๆ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนได้รับยานี้



ก่อนการใช้ยา baclofen ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นโรคไต, เป็นโรคทางจิตเวช (เช่น โรคจิตเภท), โรคทางสมอง (เช่น ชัก, โรคหลอดเลือดสมอง (stroke))
ยานี้อาจทำให้มีอาการง่วงนอน หรือเวียนศีรษะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ง่วงนอนหรือเวียนศีรษะมากขึ้น ห้ามขับรถ, ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องอาศัยการตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยานี้มากขึ้น โดยเฉพาะอาการง่วงนอน อารมณ์/สภาพจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป (เช่น อาการสับสน)
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ให้แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่

การใช้ยา baclofen ร่วมกับยาอื่น

ยา baclofen อาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่นๆ เช่น ยาที่อออกฤทธิ์ต่อระบบประสามส่วนกลาง ดังนั้นควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน

การได้รับยา baclofen เกินขนาด

หากมีใครก็ตามที่ได้รับยา baclofen เกินขนาด จนทำให้เกิดอาการที่ร้ายแรง เช่น หมดสติ หรือหายใจลำบาก ให้รีบเรียกรถพยาบาลทันที โทร 1669 



อาการของการได้รับยาเกินขนาดอาจรวมถึง อาการเหล่านี้ เช่นได้แก่ อาเจียน, ง่วงนอนอย่างรุนแรง, หายใจช้า หายใจตื้น, อาการชัก

คำแนะนำในการใช้ Baclofen

  • ไม่ควรแบ่งยา Baclofen ให้ผู้อื่นรับประทาน
  • การสั่งใช้ยา Baclofen ขึ้นกับสภาวะโรคในแต่ละครั้ง ไม่ควรนำยานี้ไปใช้สำหรับอาการอื่นที่พบภายหลังโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ในกรณีที่ลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ หากใกล้มื่อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป และรับประทานตามปรกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

การเก็บรักษายา baclofen

เก็บรักษายาที่อุณหภูมิห้อง ห่างจากแสงแดดและความชื้น ไม่เก็บยาในห้องอาบน้ำ เก็บยาทุกชนิดให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
ที่มาของข้อมูล
อ.พญ.จิราพร จิตประไพกุลศาล , รศ.พญ.นาราพร ประยูรวิวัฒน์, โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบประสาทส่วนกลางชนิดเอ็มเอส ตอนที่ 1 (Multiple Sclerosis) (http://www.si.mahidol.ac.th/si...)
Baclofen (https://www.webmd.com/drugs/2/...)
Baclofen (Lioresal) (https://www.mstrust.org.uk/a-z...)


ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co

L-arginine (แอล-อาร์จินิน)

ข้อมูลภาพรวมของแอลอาร์จินิน

แอลอาร์จินิน (L-arginine) คือหน่วยเคมีโครงสร้างของโปรตีนที่เรียกว่า “กรดอะมิโน” (amino acid) ที่สามารถหาได้จากการรับประทานอาหาร และเป็นเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตโปรตีนของร่างกาย แอลอาร์จินินถูกพบอยู่ในเนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก ปลา ถั่ว ธัญพืช และอาหารจำพวกนม อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตแอลอาร์จินินได้จากห้องปฏิบัติการและนำไปใช้เป็นยาได้อีกด้วย



แอลอาร์จินินถูกใช้รักษาภาวะหัวใจและและหลอดเลือดต่าง ๆ อย่างภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure(CHF)), เจ็บหน้าอกความดันโลหิตสูง, และโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) แอลอาร์จินินยังถูกใช้รักษาอาการปวดเรื้อรังที่ขาเนื่องจากเส้นเลือดอุดตัน (อาการปวดขาจากประสาท (intermittent claudication)), ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ (senile dementia), เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction (ED)), และภาวะมีบุตรยากของผู้ชาย
บางคนใช้แอลอาร์จินินในการป้องกันไข้หวัด เพิ่มการทำงานของไตหลังการปลูกถ่าย ควบคุมความดันโลหิตระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia) เพิ่มความสามารถทางกีฬา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันภาวะอักเสบที่ระบบย่อยอาหารในทารกที่คลอดก่อนกำหนด
แอลอาร์จินินถูกใช้ร่วมกับยารักษาและยาที่หาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปมากมายเพื่อรักษาภาวะต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นใช้ร่วมกับ ibuprofen ในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ร่วมกับยาที่ใช้ในการบำบัดเคมีรักษามะเร็งเต้านม ร่วมกับกรดอะมิโนเพื่อรักษาภาวะน้ำหนักลดเนื่องจาก AIDS และร่วมกับน้ำมันปลา (fish oil) และอาหารเสริมอื่น ๆ เพื่อลดการติดเชื้อ เร่งกระบวนการสมานตัวของบาดแผล และร่นระยะเวลาฟื้นตัวหลังผ่าตัด เป็นต้น
บางคนใช้วิธีทาแอลอาร์จินินที่ผิวหนังเพื่อเร่งกระบวนการสมานบาดแผลและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังมือและเท้า โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะมือเท้าเย็น อีกทั้งแอลอาร์จินินในรูปแบบครีมยังมีไว้แก้ไขปัญหาด้านเพศทั้งในผู้หญิงและผู้ชายอีกด้วย

แอลอาร์จินินออกฤทธิ์อย่างไร?

แอลอาร์จินินถูกปรับเปลี่ยนภายในร่างกายให้กลายเป็นสารเคมีที่เรียกว่า nitric oxide ซึ่งสารเคมีนี้เองที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวให้กว้างขึ้นจนเพิ่มการไหลเวียนโลหิต อีกทั้งแอลอาร์จินินยังกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ใช้ในการเจริญเติบโต, อินซูลิน, และสาระสำคัญอื่น ๆ ของร่างกาย

การใช้และประสิทธิภาพของแอลอาร์จินิน

ภาวะที่อาจใช้แอลอาร์จินินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อาการเจ็บหน้าอก (angina) การรับประทานแอลอาร์จินินอาจช่วยลดอาการและเพิ่มความทนทานต่อการออกกำลังกายและคุณภาพชิวิตของผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกได้ อย่างไรก็ตามตัวแอลอาร์จินินอาจไม่สามารถช่วยรักษาโรคต้นเหตุได้
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศในชาย (Erectile dysfunction (ED)) การรับประทานแอลอาร์จินิน 5 กรัมต่อวันอาจช่วยเพิ่มความสามารถทางเพศของผู้ชายที่เป็น ED ได้ โดยการทานในปริมาณที่ต่ำว่านั้นอาจจะไม่ส่งผลใด ๆ อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานว่าการเพิ่ม Pycnogenol อีก 40 mg สามครั้งต่อวันก็อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแอลอาร์จินินที่ใช้ในปริมาณต่ำได้
  • ความดันโลหิตสูง มีหลักฐานว่าการรับประทานแอลอาร์จินินสามารถลดความดันโลหิตของผู้ที่มีสุขภาพดี, ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, และผู้ที่มีความดันสูงเล็กน้อยที่เป็นและไม่เป็นเบาหวานได้
  • การอักเสบของระบบย่อยอาหารในทารกคลอดก่อนกำหนด การเติมแอลอาร์จินินผสมในนมชงอาจช่วยป้องกันการอักเสบของระบบย่อยอาหารของทารกที่คลอดก่อนกำหนดได้
  • ภาวะดื้อยาไนเตรต (Nitrate toleranceการทานแอลอาร์จินิน 700 mg สี่ครั้งต่อวันอาจช่วยป้องกันการดื้อยาไนเตรตของผู้ที่กำลังรักษาอาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) ได้
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral arterial diseaseงานวิจัยกล่าวว่าการทานหรือฉีดแอลอาร์จินินเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์จะเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายได้ อย่างไรก็ตามการใช้แอลอาร์จินินในระยะยาว (นานกว่า 6 เดือน) อาจไม่ช่วยเพิ่มความเร็วหรือระยะทางในการเดินของผู้ป่วยกลุ่มนี้แต่อย่างใด
  • ช่วยฟื้นร่างกายหลังการผ่าตัด การทานแอลอาร์จินินร่วมกับ ribonucleic acid (RNA) และ eicosapentaenoic acid (EPA) ก่อนหรือหลังจากเข้ารับการผ่าตัดอาจช่วยลดระยะเวลาพักฟื้น, ลดจำนวนของการติดเชื้อ, และเร่งกระบวนการสมานบาดแผลผ่าตัดขึ้น
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsiaแม้ว่าจะมีรายงานผลของการใช้แอลอาร์จินินกับภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างมีครรภ์ที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกัน แต่งานวิจัยส่วนมากก็สรุปกันว่าแอลอาร์จินินสามารถลดความดันของสตรีที่มีปัญหานี้ได้

ภาวะที่แอลอาร์จินินอาจไม่สามารถรักษาได้

  • โรคไต (Kidney diseaseงานวิจัยส่วนมากกล่าวว่าการใช้แอลอาร์จินินทั้งแบบรับประทานนาน 6 เดือน หรือฉีดเข้าเส้นเลือดในระยะเวลาสั้นนั้นไม่อาจช่วยเพิ่มการทำงานของไตในผู้ป่วยไตล้มเหลวหรือโรคไตได้ อย่างไรก็ตามการใช้แอลอาร์จินิน 1.3 กรัมทุกวันอาจช่วยเพิ่มการทำงานของไตและแก้ไขภาวะโลหิตจาง (anemia) ของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตที่เกี่ยวข้องกับโลหิตจางได้
  • ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน  (Heart attackการทานแอลอาร์จินินไม่อาจป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ อีกทั้งยังไม่สามารถนำไปใช้รักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นได้ ในความเป็นจริงแล้วกลับมีข้อกังวลว่าแอลอาร์จินินอาจส่งผลเสียต่อผู้ที่เคยประสบกับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นหากคุณเคยประสบเหตุเช่นนี้จึงควรงดการใช้แอลอาร์จินิน
  • สมานบาดแผล การทานแอลอาร์จินินไม่อาจเร่งกระบวนการสมานตัวของบาดแผลได้

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้แอลอาร์จินินรักษาได้หรือไม่

  • ร่างกายโทรมที่เกี่ยวข้องกับ AIDS การทานแอลอาร์จินินร่วมกับ hydroxymethylbutyrate (HMB) และ glutamine นาน 8 สัปดาห์อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักร่างกายและการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย HIV/AIDS ได้ อย่างไรก็ตามการรับประทานแอลอาร์จินินร่วมกับกรดไขมันโอเมก้า 3 และอาหารเสริมโภชนาการที่สมดุลนาน 6 เดือนกลับไม่อาจเพิ่มมวลไขมันหรือน้ำหนักร่างกาย, ปริมาณการรับพลังงาน, หรือการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ที่เป็น HIV-positive ได้
  • เมาอากาศ (Altitude sicknessงานวิจัยกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินินไม่อาจลดอาการเมาอากาศได้
  • แผลรอยแยกขอบทวารหนัก (Anal fissuresยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้แอลอาร์จินินรักษาแผลรอยแยกขอบทวารที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ โดยมีรายงานว่าการทาเจลภายนอกที่ประกอบด้วยแอลอาร์จินินเป็นเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์อาจช่วยเยียวยาแผลรอยแตกที่ขอบทวารของผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปรกติได้ อย่างไรก็ตามการทาแอลอาร์จินินบนผิวหนังไม่อาจให้ผลที่ดีไปกว่าการผ่าตัดรักษาแผลรอยแยกขอบทวารหนักแต่อย่างใด
  • มะเร็งเต้านม งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานแอลอาร์จินินก่อนเข้ารับการบำบัดเคมีไม่อาจเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการรักษามะเร็งเต้านมได้
  • หัวใจล้มเหลว การทานแอลอาร์จินินร่วมกับการรักษาตามแบบแผนอาจเพิ่มการทำงานของไตผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็ไม่อาจเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกาย, คุณภาพชีวิต, หรือการไหลเวียนโลหิตได้ อีกทั้งการใช้แอลอาร์จินินก็ไม่ควรใช้ทดแทนการรักษาตามปรกติ
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass graft (CABG)มีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของแอลอาร์จินินที่มีต่อการป้องกันหัวใจระหว่าง CABG ที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการให้แอลอาร์จินินเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) อาจช่วยผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดประเภทนี้จริง บ้างก็พบว่าการใช้แอลอาร์จินินไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อตัวคนไข้
  • หลอดเลือดอุดตัน (โรคหลอดเลือดหัวใจงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการฉีดแอลอาร์จินินเข้าเส้นเลือดก่อนออกกำลังสามารถเพิ่มการทำงานของหลอดเลือดของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังหัวใจแต่อย่างใด
  • ภาวะบาดเจ็บ (traumaงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานแอลอาร์จินินร่วมกับ glutamine, nucleotides, และกรดโอเมก้า 3 จะลดระยะเวลาพักฟื้นและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของผู้ป่วยรุนแรงได้บ้าง อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็ไม่อาจลดอัตราการเสียชีวิตได้
  • สูญเสียความทรงจำ (โรคสมองเสื่อม (dementia)) งานวิจัยกล่าวว่าแอลอาร์จินินอาจช่วยในเรื่องการสูญเสียความทรงจำที่เกิดจากอายุที่มากขึ้นได้
  • ฟันผุ (Cavitiesงานวิจัยกล่าวว่าการใช้มินท์ปราศจากน้ำตาลที่ประกอบด้วย arginine complex (CaviStat) เป็นเวลาหนึ่งปีสามารถลดจำนวนฟันผุที่แถบฟันกรามของเด็กได้เมื่อเทียบกับการใช้มินท์ปราศจากน้ำตาลที่ไม่ได้มี arginine
  • เสียวฟัน (Sensitive teethงานวิจัยกล่าวว่าการใช้ยาสีฟันที่ประกอบด้วย arginine, calcium, และ fluoride สองครั้งต่อวันสามารถลดอาการเสียวฟันได้
  • เบาหวาน (Diabetesการทานแอลอาร์จินินอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานได้ อย่างไรก็ตามก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าแอลอาร์จินินสามารถป้องกันผู้ที่มีอาการก่อนเบาหวาน (pre-diabetes) ไม่ให้เป็นเบาหวานได้ไหม
  • แผลที่เท้าจากโรคเบาหวาน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทาแอลอาร์จินินที่เท้าทุกวันสามารถเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของผู้ป่วยเบาหวานได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดแผลที่เท้าจากเบาหวานได้ อย่างไรก็ตามหากเป็นแผลที่มีอยู่ก่อนแล้ว การฉีดแอลอาร์จินินใต้ผิวหนังใกล้แผลอาจไม่ช่วยร่นระยะเวลาฟื้นตัวหรือลดโอกาสที่ต้องตัดอวัยวะในอนาคตแต่อย่างใด
  • เส้นประสาทเสียหายจากเบาหวาน งานวิจัยกล่าวว่าการทานหรือฉีดแอลอาร์จินินทุกวันนาน 3 เดือนไม่อาจรักษาความเสียหายที่เส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวานได้
  • ปัญหากล้ามเนื้อในหลอดอาหาร งานวิจัยกล่าวว่าการทานหรือฉีดแอลอาร์จินินสามารถลดจำนวนและความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอกของผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาหัวใจได้
  • ศักยภาพการออกกำลังกาย ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลของการใช้แอลอาร์จินินกับประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างก็พบว่าการดื่มแอลอาร์จินิน6 กรัมจะเพิ่มระยะเวลาออกกำลังกายจนกว่าจะเหนื่อยขึ้น อีกทั้งการเติม arginine ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นองก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการออกแรงของผู้ชายขึ้นและลดขีดจำกัดความเหนื่อยลง อย่างไรก็ตามการทาน arginine 6 กรัมเพียงครั้งเดียวไม่อาจส่งผลต่อความแข็งแรงระหว่างการออกกำลังแต่อย่างใด
  • มะเร็งศีรษะและลำคอ การเสริมโภชนาการทางหลอดส่งอาหารด้วยแอลอาร์จินินไม่อาจเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, ไม่ช่วยลดขนาดเนื้องอก, หรือเร่งกระบวนการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอแต่อย่างใด
  • ปลูกถ่ายหัวใจ งานวิจัยกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินินนาน 6 สัปดาห์จะเพิ่มระยะทางการเดินและเพิ่มการหายใจของผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจขึ้น
  • ภาวะมีบุตรยาก (Infertilityยังคงมีหลักฐานเรื่องประสิทธิภาพของแอลอาร์จินินกับภาวะมีบุตรยากที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการทานแอลอาร์จินิน 16 กรัมทุกวันจะเพิ่มจำนวนไข่ของผู้หญิงที่เก็บได้ในระหว่าง IVF อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็อาจไม่เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ขึ้น ส่วนงานวิจัยอื่นกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินินไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำเชื้อของผู้ชายที่เป็นภาวะมีบุตรยากที่หาสาเหตุไม่ได้
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ การทานแอลอาร์จินินอาจลดความเจ็บปวดและอาการบางอย่างของภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ แม้ว่าผลที่สังเกตเห็นอาจต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนถึงจะเห็นผล อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็อาจไม่ได้ช่วยลดความอยากปัสสาวะในตอนกลางคืนหรือเพิ่มความถี่ของการถ่ายปัสสาวะแต่อย่างใด
  • ตัวอ่อนในครรภ์เจริญเติบโตไม่ดี งานวิจัยกล่าว่าการทานแอลอาร์จินินระหว่างตั้งครรภ์สามารถเพิ่มน้ำหนักแรกเกิดของทารกที่มีการเจริญเติบโตในครรภ์ต่ำได้ อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินก็ไม่อาจเพิ่มน้ำหนักแรกเกิดหรือลดความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะตายหากตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตในครรภ์ที่ย่ำแย่เกินไปได้
  • Mitochondrial encephalomyopathies (กลุ่มภาวะผิดปรกติที่ทำให้เกิดปัญหากล้ามเนื้อและระบบประสาทมีความพยายามที่จะใช้แอลอาร์จินินเพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับ MELAS (myoclonic epilepsy with lactic acidosis and stroke-like episodes) โดยมีงานวิจัยกล่าวว่าการให้แอลอาร์จินินทางเส้นเลือดภายในหนึ่งชั่วโมงที่มีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง (stroke-like symptoms) จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ตาบอด, และลดการมองเห็นจุดแสงของผู้ป่วยภาวะนี้ได้
  • ปวดศีรษะไมเกรน การทานแอลอาร์จินินร่วมกับยาแก้ปวด ibuprofen อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างมาก ซึ่งการใช้ยาร่วมกันนี้บางครั้งอาจออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที อย่างไรก็ตามก็เป็นการยากที่จะบอกว่าฤทธิ์บรรเทาปวดนี้เป็นผลมาจากแอลอาร์จินินหรือยาแก้ปวดกันแน่
  • ภาวะอ้วน (Obesityงานวิจัยกล่าวว่าการทานอาหารเสริม arginine (NOW Foods, Bloomingdale, IL) 3 กรัมสามครั้งต่อวันอาจลดขนาดรอบเอวและน้ำหนักของผู้หญิงได้
  • โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovarian syndromeงานวิจัยกล่าวว่าการทาน N-acetyl-cysteine ร่วมกับแอลอาร์จินินทุกวันนาน 6 เดือนสามารถปรับการทำงานของรอบประจำเดือนและลดภาวะดื้อยาอินซูลินของผู้ที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบได้
  • หลอดเลือดตีบซ้ำ (restenosisงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการให้แอลอาร์จินินระหว่างการปลูกฝังลวดดามร่วมกับการรับประทานอาหารเสริมแอลอาร์จินินอีก 2 อาทิตย์หลังการผ่าตัดปลูกฝังลวดดามหลอดเลือดไม่อาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดการตีบตันของหลอดเลือดซ้ำ อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานอื่น ๆ ที่ชี้ว่าการฉีดแอลอาร์จินิน ณ จุดที่ฝังลวดดามอาจช่วยลดการหนาตัวของผนังหลอดเลือดได้
  • ปลูกถ่ายไต ยังคงมีหลักฐานเรื่องผลกระทบจากการใช้แอลอาร์จินินกับผู้ป่วยที่เข้ารับการปลูกถ่ายไตที่ขัดแย้งกันอยู่จึงยังคงสรุปไม่ได้ว่าแอลอาร์จินินสามารถช่วยผู้ป่วยที่ต้องปลูกถ่ายไตได้หรือไม่
  • ภาวะติดเชื้อที่ระบบหายใจ งานวิจัยกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินินนาน 60 วันช่วยป้องกันการเกิดภาวะติดเชื้อซ้ำที่ระบบหายใจในเด็กได้
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-cell diseaseงานวิจัยกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินิน 5 วันอาจช่วยผู้ป่วยโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวที่มีความดันโลหิตในปอดสูงได้
  • ความเครียด งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานแอลอาร์จินินร่วมกับแอลไลซีน (L-lysine) นาน 10 วันสามารถลดภาวะเครียดและภาวะวิตกกังวลของผู้ที่มีสุขภาพดีและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเครียดได้
  • ป้องกันไข้หวัด
  • แผลกดทับ (Pressure ulcers
  • ปัญหาทางเพศในผู้หญิง
จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของแอลอาร์จินินเพิ่มเติม



ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของแอลอาร์จินิน

แอลอาร์จินินถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมากเมื่อบริโภคเข้าไป, ฉีดเข้าร่างกาย, หรือทาบนผิวหนังในปริมาณที่เหมาะสมและภายในระยะเวลาสั้น ๆ แอลอาร์จินินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่างเช่นปวดท้อง, ท้องอืด, ท้องร่วง, เก๊าท์, เลือดผิดปรกติ, ภูมิแพ้หลอดลมอักเสบ, หอบหืดทรุด, และความดันโลหิตต่ำได้

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: แอลอาร์จินินถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยหากใช้ในระยะเวลาไม่นานระหว่างที่มีครรภ์ แต่ ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้แอลอาร์จินินในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรกับผู้มีครรภ์ ดังนั้นคนในกลุ่มดังกล่าวควรเลี่ยงใช้แอลอาร์จินินเพื่อความปลอดภัย
เด็ก: ทารกแรกเกินสามารถรับประทานแอลอาร์จินินได้โดยถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามแอลอาร์จินินจะถูกจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยหากใช้กับเด็กในปริมาณสูง ซึ่งการใช้ที่มากเกินไปจะทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงจนถึงขั้นทำให้เด็กเสียชีวิตได้
ภูมิแพ้หรือหอบหืดแอลอาร์จินินสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้หรือทำให้อาการบวมในหลอดลมรุนแรงขึ้นมาได้ หากคุณมีแนวโน้มจะแพ้หรือเป็นหอบหืดและตัดสินใจจะใช้แอลอาร์จินิน ควรใช้แอลอาร์จินินด้วยความระมัดระวัง
ตับแข็ง (Cirrhosis): ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรมีการใช้แอลอาร์จินินอย่างระมัดระวัง
Guanidinoacetate methyltransferase deficiency: ภาวะนี้คือโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยน arginine และสารเคมีอื่น ๆ ที่คล้ายกันให้เป็น creatine เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ คนในกลุ่มนี้ควรงดการใช้แอลอาร์จินินจะดีที่สุด



โรคเริม (Herpes): มีข้อกังวลว่าแอลอาร์จินินอาจทำให้อาการของโรคเริมทรุดลงได้ อีกทั้งมีหลักฐานว่าแอลอาร์จินินจะทำให้ไวรัสเริมเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ความดันโลหิตต่ำแอลอาร์จินินอาจลดความดันโลหิตลงได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างมากหากคุณมีปัญหาความดันต่ำอยู่ก่อน
เคยประสบกับภาวะหัวใจวายเมื่อไม่นานมานี้มีข้อกังวลว่าแอลอาร์จินินจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหลังหัวใจวายได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หากคุณเคยประสบกับภาวะหัวใจวายไม่นานมานี้ไม่ควรทานแอลอาร์จินินเด็ดขาด
โรคไตแอลอาร์จินินทำให้ร่างกายมีระดับโพแทสเซียมสูงขึ้นหากคุณเป็นโรคไต ในบางกรณีเหตุการณ์เช่นนี้อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การผ่าตัด: แอลอาร์จินินอาจส่งผลต่อความดันโลหิตได้ จึงมีข้อกังวลว่าแอลอาร์จินินอาจรบกวนความดันเลือดที่ต้องถูกควบคุมไว้ระหว่างหรือหลังจากผ่าตัด ดังนั้นควรหยุดแอลอาร์จินินก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
โรคเบาหวาน: แอลอาร์จินินอาจลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานได้ ดังนั้นหากใช้ยารักษาโรคเบาหวานอยู่ อาจจะต้องมีการปรับโดสยา

การใช้แอลอาร์จินินร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้แอลอาร์จินินร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Antihypertensive drugsกับแอลอาร์จินิน
แอลอาร์จินินจะลดความดันโลหิตลง ดังนั้นการทานแอลอาร์จินินร่วมกับยาสำหรับลดความดันโลหิตอาจทำให้ความดันเลือดของคุณตกลงต่ำเกินไป โดยตัวอย่างยาที่มีไว้สำหรับความดันโลหิตสูงมีดังนี้ captopril (Capoten), enalapril (Vasotec), losartan (Cozaar), valsartan (Diovan), diltiazem (Cardizem), Amlodipine (Norvasc), hydrochlorothiazide (HydroDiuril), furosemide (Lasix), และอื่น ๆ มากมาย
  • ยาสำหรับเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่หัวใจ (Nitrates) กับแอลอาร์จินิน
แอลอาร์จินินจะเพิ่มการไหลเวียนโลหิตขึ้น ดังนั้นการทานแอลอาร์จินินร่วมกับยาสำหรับเพิ่มการไหลเวียนโลหิตอาจเพิ่มโอกาสที่จะประสบกับอาการวิงเวียนและหมดสติได้ โดยตัวอย่างยาที่มีไว้สำหรับเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่หัวใจมีทั้ง nitroglycerin (Nitro-Bid, Nitro-Dur, Nitrostat), และ isosorbide (Imdur, Isordil, Sorbitrate)
  • Sildenafil (Viagra) กับแอลอาร์จินิน
Sildenafil (Viagra) สามารถลดระดับความดันเลือดได้ ซึ่งแอลอาร์จินินเองก็ส่งผลต่อการลดลงของความดันโลหิตเช่นกัน ดังนั้นการทาน Sildenafil (Viagra) ร่วมกับแอลอาร์จินินจะทำให้ความดันโลหิตต่ำเกินไปได้ซึ่งจะทำให้เกิดอาการวิงเวียนและผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รับประทาน:

  • สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว: ปริมาณจะอยู่ที่ 6-20 กรัมต่อวัน โดยแบ่งเป็นสามโดส
  • สำหรับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (angina pectoris): 3-6 กรัม สามครั้งต่อวันนานหนึ่งเดือน
  • สำหรับป้องกันการสูญเสียประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดของ nitroglycerin ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris): 700 mg สี่ครั้งต่อวัน
  • สำหรับเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction (ED)): 5 กรัมต่อวัน แต่หากเป็นการทานในปริมาณที่ต่ำกว่านั้นจะไม่ส่งผลใด ๆ
  • สำหรับป้องกันการอักเสบของระบบย่อยอาหารของทารกที่คลอดก่อนกำหนด: 261 mg/kg ในนมทุกวันในช่วง 28 วันแรกที่คลอดออกมา
อ้างอิง:
Andrew Weil, L-arginine For High Blood Pressure? (https://www.drweil.com/health-...), 20 February 2015
L-arginine (https://www.mayoclinic.org/dru...)


ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....












<ฝากขายสินค้า แอดไลน์ได้เลย คลิก>> LINE: vitaminthailand

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2018

คลิก>> https://www.MoryaNaresuan.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/MoryaNaresuanOFFICIAL

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan