วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

วิธีแก้ไอ คันคอ มีเสมหะ ทำอย่างไรให้อาการไอหายโดยเร็วที่สุด?


วิธีแก้ไอ คันคอ มีเสมหะ ทำอย่างไรให้อาการไอหายโดยเร็วที่สุด?


ช่วงปรับเปลี่ยนฤดูหรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกรุ่นทุกวัย ก็คือไข้หวัด ที่มีอาการไอและจาม หลายคนไอเรื้อรังนานเป็นสัปดาห์ ทานยาแล้วก็ยังไม่ได้ผลหรือมีอาการไอรุนแรงยิ่งขึ้น ก่อนรักษาและหาวิธีแก้ไอเราต้องทราบสาเหตุที่แน่ชัดก่อนเพื่อกำจัดปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายๆกรณี


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วิธีแก้ไอเรื้อรัง
สาเหตุของการไอ

ไอ เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ลักษณะการไอจะช่วยบอกสาเหตุได้ เช่น ไอแบบแห้งๆ ไม่มีเสมหะส่วนใหญ่เกิดจากการมลภาวะจากควันไฟ ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ส่วนการไอแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจเร็ว หอบเหนื่อยมักจะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
ประเภทของการไอ

การไอแบ่งตามระยะเวลา มี 2 ประเภท ได้แก่ ไอแบบฉับพลันจะเป็นอาการไอที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน หรือเกิดจากมลภาวะต่างๆ จะมีอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ และประเภทที่สอง ได้แก่ ไอเรื้อรังจะมีอาการนานกว่า 3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง การไอแต่ละประเภทยังมีวิธีป้องกันรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะการไอที่ควรพบแพทย์ทันทีได้แก่
มีอาการไอเรื้อรังนานกว่า 2-3 สัปดาห์
ไอมีเสมหะเหลืองปนเขียว หรือมีเลือดปน
มีอาการเป็นไข้ตัวร้อนนานกว่า 1-2 สัปดาห์
เวลาไอรู้สึกหอบเหนื่อยเจ็บหน้าอก อ่อนเพลียเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง
วิธีป้องกันการไอ

อาการไอที่เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง คุณต้องป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น การทานผักผลไม้ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงหรืออยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบายและมีอาการไอ เพราะอาจรับเชื้อโรคจากบุคคลเหล่านั้นได้
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

วิธีแก้ไอ

เมื่อเกิดอาการไอ ในเบื้องต้นให้คุณปฏิบัติดังนี้
ดื่มน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นๆ
การจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยให้คุณน้ำต้ม แล้วผสมด้วยน้ำมะนาว 1 ผลกับเกลือป่นหรือน้ำผึ้งเล็กน้อย หมั่นจิบน้ำบ่อยๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ หรือผ่ามะนาว 1 ซีก นำเมล็ดออกใช้เกลือป่นโรยหน้าแล้วบีบน้ำมะนาวทานสดๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและได้ผลดี
ทานยาอม ซึ่งยาอมแก้ไอมีหลายประเภททั้งยามอมสมุนไพรและลูกอมที่ช่วยบรรเทาอาการไอได้
ทานยาแก้ไอ สำหรับคนที่มีอาการไอและใช้วิธีอื่นๆ แล้วยังไม่บรรเทาหรือไม่ทำให้อาการไอลดน้อยลง การทานยาแก้ไอหรือจิบยาแก้ไอเป็นวิธีที่ได้ผลดี
พบแพทย์เพื่อทำการรักษา หากมีอาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์

อาการไอนอกจากเป็นปัญหาสุขภาพ ทำให้เสียบุคลิกภาพและขาดความมั่นใจในตัวเองแล้ว หากปล่อยไว้นานโดยไม่ทำการรักษาอาจกลายเป็นไอเรื้อรังที่ยากต่อการรักษาได้
ขอบคุณที่มา : https://www.klangpanya.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%AD/

ทำอย่างไร? "ไอเรื้อรัง" ไม่หายสักที



ทำอย่างไร? "ไอเรื้อรัง" ไม่หายสักที


     อาการไอ เป็นการขับลมผ่านสายเสียงที่ปิด เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ และยังเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ อาการไอจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ตัวรับสัญญาณการไอก่อน ซึ่งตัวรับสัญญาณการไอในร่างกายของเรามีตั้งแต่ ช่องหู เยื่อบุแก้วหู จมูก โพรงจมูก ไซนัส คอหอย กล่องเสียง หลอดลม ปอด กะบังลม เยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มหัวใจ และกระเพาะอาหาร เมื่อมีเหตุกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สารเคมี หรือรอยโรคบางอย่าง ตัวรับสัญญาณการไอจะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์ควบคุมการไอในสมอง ซึ่งจะส่งสัญญาณต่อไปที่กล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการไอ เช่น กล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อกล่องเสียง และกล้ามเนื้อหลอดลม ทำให้เกิดกระบวนการไอขึ้น


หากแบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ เราสามารถแบ่งอาการไอได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไอเฉียบพลัน และ ไอเรื้อรัง การไอแต่ละชนิดมีสาเหตุจากอะไร มีวิธีการรักษาและป้องกันอย่างไร หาคำตอบได้ในบทความนี้

อาการไอหากแบ่งตามระยะเวลาสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่


1.ไอเฉียบพลัน คือ มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์

2.ไอเรื้อรัง คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่าหรือเท่ากับ 8 สัปดาห์

สาเหตุของอาการไอเฉียบพลัน ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (เช่น หวัด ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ) หลอดลมอักเสบ อาการกำเริบของถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมในช่องหู จมูก หลอดลม หรือการสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แก๊ส กลิ่นสเปรย์ ควันไฟ และมลพิษทางอากาศ เป็นต้น

ในขณะที่ไอเรื้อรังเป็นปัญหาที่พบได้ถึงร้อยละ 11 – 20 ของจำนวนประชากร โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย การหาสาเหตุของอาการไอเรื้อรังอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากแพทย์หลายสาขา เช่น แพทย์หู คอ จมูก อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และโรคปอด อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร จะช่วยให้ค้นหาสาเหตุของอาการไอได้ง่ายขึ้น เนื่องจากอาการไอเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ

การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียง หรือหลอดลม กรดไหลย้อน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หืด วัณโรคปอด การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิด angiotensin converting enzyme inhibitor (ACE-I) เป็นระยะเวลานาน และโรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ เป็นต้น

แต่สาเหตุที่พบส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่แข็งแรงดีมาก่อน ไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่สูบบุหรี่ ไม่รับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิด ACE-I และมีภาพรังสีทรวงอกปกติ มักเกิดจาก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด และโรคกรดไหลย้อน

แม้ว่าอาการไอส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่อาการไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเรื้อรัง สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น ทำให้เป็นที่รำคาญ หรือเป็นที่รังเกียจของผู้อื่น และอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย ทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลว่าจะมีโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงซ่อนอยู่หรือไม่ ทำให้ผู้ป่วยขาดเรียน ขาดงาน หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงในการต้องไปพบแพทย์หลายด้าน หรือต้องเสียเงินซื้อยาแก้ไอหลายขนาน รบกวนการรับประทานอาหารและการนอนหลับ บางรายอาจไอมากจนเป็นลม หรือมีปัสสาวะเล็ดราด ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมาก การไอมากๆ อาจทำให้กระดูกอ่อนซี่โครงหัก หรือทำให้ถุงลมหรือเส้นเลือดฝอยในปอดแตกออกสู่โพรงเยื่อหุ้มปอด เกิดอาการหอบเหนื่อย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

iStock


การวินิจฉัยและการรักษา

เนื่องจากผู้ป่วยไอเรื้อรัง อาจมีสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นได้หลายอย่าง ดังนั้นในการวินิจฉัยแพทย์จึงต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และสืบค้นเพิ่มเติม การซักประวัติ เช่น ประวัติการใช้ยา ACE-I การสูบบุหรี่ การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการไอ (เช่น ฝุ่น ควัน อากาศเย็น) อาการทางจมูกหรือโรคไซนัส อาการของโรคกรดไหลย้อน (เช่น เรอเปรี้ยว ท้องอืด เจ็บหน้าอก) ประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยและคนในครอบครัว เป็นต้น การตรวจร่างกาย ได้แก่ การตรวจหู คอ จมูก ปอด และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การสืบค้นเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบน การส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอด การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และการตรวจเสมหะ เป็นต้น

การรักษาอาการไอที่สำคัญที่สุด คือ การหาสาเหตุของอาการไอ และรักษาตามสาเหตุ การรับประทานแต่ยาแก้ไอหรือยาขยายหลอดลมเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ อาการไออาจบรรเทาลงเมื่อใช้ยาแก้ไอ แต่ถ้าสาเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อหยุดใช้ยาก็ต้องกลับมาไอเหมือนเดิม

ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าอาการไอเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจตรวจไม่พบสาเหตุ ในกรณีนี้แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีลองการรักษา เช่น แพทย์สันนิษฐานว่าผู้ป่วยน่าจะป่วยด้วยโรค A (สมมติ) ดังนั้นจึงลองใช้ยารักษาโรค A แล้วดูว่าอาการไอของผู้ป่วยดีขึ้นหรือไม่ แต่ในระหว่างนี้ผู้ป่วยต้องไม่รับประทานยาแก้ไอ หากอาการไอดีขึ้น แพทย์สามารถอนุมานได้ว่าผู้ป่วยน่าจะมีอาการไอเนื่องจากโรค A เพราะถ้าผู้ป่วยป่วยด้วยโรค B C D… การรักษาด้วยยารักษาโรค A ไม่น่าจะทำให้อาการไอดีขึ้น แต่การรักษาด้วยวิธีการลองรักษาบางครั้งต้องใช้เวลานาน ตัวอย่างตามตารางต่อไปนี้


การลองรักษาเพื่อวินิจฉัยโรคและระยะเวลาของการรักษาที่จะเห็นผล


การลองรักษาเพื่อวินิจฉัยโรค ระยะเวลาของการรักษาที่จะเห็นผล (สัปดาห์)
การหยุดสูบบุหรี่ 4
การหยุดใช้ยา ACE-I 4
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง 2- 4
โรคหืด 6 – 8
โรคกรดไหลย้อน 8 - 12



นอกจากนี้การปฏิบัติตนขณะมีอาการไออย่างถูกต้อง มีส่วนสำคัญที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น หรือไม่แย่ลง สิ่งที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติ ได้แก่ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ไอมากขึ้น เช่น สารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น สารก่ออาการระคายเคือง มลพิษทางอากาศ อากาศเย็นๆ การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่นอาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ไม่เปิดพัดลมเบอร์แรงสุด และควรเปิดพัดลมให้ส่ายไปมา หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง ทำร่างกายให้อบอุ่นขณะนอนหลับ เช่น นอนห่มผ้า ใส่หมวกหรือถุงเท้า ใส่เสื้อหนาๆ หรือเสื้อ 2 ชั้น ปิดปากและจมูกเวลาไอด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ ล้างมือทุกครั้งถ้าใช้มือปิดปากเวลาไอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ และงดสูบบุหรี่

ยาบรรเทาอาการไอ

แม้ว่าการใช้ยาบรรเทาอาการไอจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่บางครั้งก็มีความจำเป็น เนื่องจากอาการไอรบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ยาบรรเทาอาการไอแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ








ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ



1. ยาลดหรือระงับอาการไอ ยาอาจออกฤทธิ์ที่จุดรับสัญญาณการไอส่วนปลาย หรือออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางของสมองที่ควบคุมอาการไอ เช่น dextrometrophan, codeine (codeine เป็นยาควบคุม การซื้อยาชนิดนี้จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์) ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ เพราะถ้ากดอาการไอมากๆ โดยเฉพาะในเด็ก เสมหะอาจอุดตันหลอดลม ทำให้ไอมากขึ้น

2. ยาขับเสมหะ ถ้าเหตุของการไอเกิดจากเสมหะ การกระตุ้นให้ขับเสมหะออกไป จะช่วยให้อาการไอดีขึ้น โดยยาจะไปกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ เพิ่มปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ปริมาณเสมหะมากขึ้น จึงไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น potassium guaiacol sulphonate, terpin hydrate, ammonium chloride ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ

3. ยาละลายเสมหะ ช่วยลดความเหนียวของเสมหะ ทำให้ร่างกายสามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น ambroxol hydrochloride, bromhexine, carbocysteine ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ บางครั้งนิยมใช้ร่วมกับยาขับเสมหะ อย่างไรก็ตามยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดก็คือ “น้ำเปล่า” นั่นเอง


กล่าวโดยสรุปคืออาการไอเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคไม่ร้ายแรง เช่น หวัด คออักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ และโรคร้ายแรง เช่น ปอดอักเสบ เนื้องอกบริเวณลำคอ กล่องเสียง หรือหลอดลม หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไอไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/health/8081/

วิธีการ แก้อาการไอตอนกลางคืน


วิธีการ แก้อาการไอตอนกลางคืน


การไอตอนกลางคืนอาจเป็นการรบกวนคนที่นอนข้างๆ และทำให้คุณต้องตื่นกลางดึกได้ และบางทีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอย่างโรคหวัด หลอดลมอักเสบ โรคไอกรน ปอดอักเสบ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหืด หรือโรคกรดไหลย้อน ถ้าอาการไอตอนกลางคืนของคุณไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ อาการแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นอาการของภูมิแพ้ หรือทางเดินหายใจอุดตัน ซึ่งสามารถดีขึ้นได้ถ้ารักษาอย่างถูกวิธี


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ กลางคืน

วิธีการ1ปรับพฤติกรรมการนอน


1
นอนบนที่ลาด. ใช้หมอนหนุนหลังก่อนจะหลับ และพยายามนอนหนุนหมอนมากกว่าหนึ่งใบ วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำมูกหรือเสมหะที่กลืนลงคอไประหว่างวันไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ตอนคุณนอน [1]
คุณสามารถหาบล็อคไม้มาวางใต้หัวเตียงเพื่อยกสูงขึ้นสัก 4 นิ้ว มุมนี้จะช่วยทำให้กรดต่างๆ ในกระเพาะไม่ไหลย้อนขึ้นมาให้ระคายคอได้
ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการนอนหงาย เพราะมันจะไปกดทับทางเดินหายใจเวลาคุณหลับ และทำให้มีอาการไอได้ [2]
การนอนบนที่ลาดโดยใช้หมอนหนุนหลายใบ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการไอจากภาวะหัวใจล้มเหลว ของเหลวในปอดจะถูกเก็บไว้ที่ปอดกลีบล่างและจะไม่กระทบต่อการหายใจ


2
อาบหรือแช่น้ำอุ่นก่อนเข้านอน. อากาศแห้งสามารถทำให้คุณไอมากขึ้นในตอนกลางคืน ดังนั้นให้อบไอน้ำหรือแช่น้ำอุ่นสักหน่อยก่อนเข้านอน [3]
ถ้าคุณเป็นโรคหืดอยู่แล้ว ไอน้ำอาจทำให้อาการไอแย่ลง ห้ามใช้วิธีนี้สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด


3
เลี่ยงการนอนเป่าพัดลม ฮีทเตอร์ หรือแอร์. การที่มีลมพัดเข้าหน้าตอนนอนจะยิ่งทำให้ไอหนักขึ้น ให้ย้ายที่นอนไม่ให้อยู่ในจุดที่แอร์เย็นๆ หรือความร้อนจากฮีทเตอร์ตกใส่ ถ้าคุณเปิดพัดลมนอน ก็ให้ย้ายพัดลมไปไว้ตรงข้ามเตียง [4]


4
ติดตั้งเครื่องทำความชื้นในห้องนอน. เครื่องทำความชื้นจะช่วยรักษาความชื้นในอากาศในห้อง ทำให้อากาศไม่แห้ง ไอน้ำจะเปิดทางเดินอากาศ ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น และยังรักษาความชุ่มชื้นในอากาศ ทำให้ไอน้อยลงด้วย [5]
ควบคุมค่าความชื้นให้อยู่ที่ 40-50 เปอร์เซ็นต์ เพราะไรฝุ่นและเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีถ้าอากาศชื้น ใช้ไฮโกรมิเตอร์ในการวัดความชื้นภายในห้อง หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือทั่วไป


5
ซักเครื่องนอนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง. ถ้าคุณมีอาการไอตอนกลางคืนอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะเป็นภูมิแพ้ ให้รักษาความสะอาดของเครื่องนอน ไรฝุ่นเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่กินเศษผิวหนังที่ตายแล้ว อาศัยอยู่ตามเครื่องนอนและเป็นตัวการของภูมิแพ้ ยิ่งถ้าคุณเป็นภูมิแพ้หรือโรคหืดอยู่แล้ว มันจะเป็นอันตรายต่อตัวคุณมาก ควรซักผ้าปูที่นอนเป็นประจำและใช้ผ้าคลุมเตียงไว้ [6]
ซักเครื่องนอนทุกชิ้นด้วยน้ำร้อน สัปดาห์ละครั้ง ทั้งผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ไปจนถึงปลอกผ้านวม
คุณจะคลุมฟูกหรือที่นอนไว้ด้วยพลาสติกก็ได้ เพื่อป้องกันไรฝุ่นและทำให้เครื่องนอนสะอาด


6
วางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะข้างเตียง. ถ้าทำเช่นนี้ เวลาตื่นกลางดึกเพราะไอ คุณก็จะสามารถจิบน้ำเพื่อให้โล่งคอขึ้นได้ [7]


7
พยายามหายใจทางจมูกเวลานอน. ก่อนจะนอน ให้นึกถึงคำพูดที่ว่า “จมูกมีไว้หายใจ ปากมีไว้เพื่อกิน” ควรฝึกหายใจทางจมูกเวลาหลับโดยการหายใจทางจมูกบ่อยๆ ขณะรู้สึกตัว มันจะช่วยลดแรงกดดันบริเวณลำคอ ซึ่งจะสามารถลดอาการไอตอนกลางคืนได้
นั่งตัวตรงในท่าสบาย [8]
ผ่อนคลายร่างกายส่วนบน และปิดปาก วางลิ้นไว้หลังฟันล่างให้ห่างจากเพดานปาก
วางมือไว้บริเวณกะบังลม หรือตรงหน้าท้องส่วนล่าง คุณควรฝึกหายใจโดยใช้กะบังลมแทนการใช้กล้ามเนื้อหน้าอก เพราะการหายใจโดยใช้กะบังลมมีความสำคัญคือช่วยปอดในการแลกเปลี่ยนก๊าซ และยังเป็นการนวดกระตุ้นตับ กระเพาะอาหาร และลำไส้ ซึ่งจะช่วยขับสารพิษออกจากอวัยวะเหล่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายร่างกายส่วนบนอีกด้วย
สูดหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก นาน 2-3 วินาที
หายใจออก ใช้เวลา 3-4 วินาที หยุดพัก 2-3 วินาที ก่อนสูดหายใจเข้าทางจมูกอีกครั้ง
ฝึกหายใจทางจมูกแบบนี้หลายๆ รอบ การยืดเวลาหายใจเข้า-ออก จะช่วยให้ร่างกายของคุณคุ้นเคยกับการหายใจทางจมูกมากกว่าทางปาก
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ กลางคืน


วิธีการ2วิธีการรักษาแบบผู้เชี่ยวชาญ


1
ทานยาแก้ไอที่ซื้อได้ตามร้านขายยา. ยาแก้ไอที่มีขายทั่วไปสามารถช่วยได้สองทาง [9]
ยาขับเสมหะ เช่น มิวซิเน็กซ์ ดีเอ็ม (Mucinex DM) ช่วยสลายน้ำมูกและเสมหะในลำคอและทางเดินหายใจ
ยาระงับอาการไอ เช่น เดลซิม (Delsym) ช่วยระงับอาการไอโดยอัตโนมัติ และลดแรงกระตุ้นในการไอของร่างกาย
คุณสามารถทานยาน้ำแก้ไอทั่วไป หรือทาวิคส์ วาโปรับ (Vick’s Vapor Rub) ที่หน้าอกก่อนนอนก็ได้ ทั้งสองอย่างนี้จะช่วยลดอาการไอตอนกลางคืน
อ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้ และถามเภสัชกรถ้าไม่แน่ใจว่ายาแก้ไอแบบไหนที่เหมาะสำหรับอาการไอของคุณ


2
ใช้ยาอมแก้ไอ. ยาแก้ไอบางชนิดใช้ส่วนผสมที่ทำให้ชาอย่างเบนโซเคน ซึ่งจะช่วยให้อาการไอสงบลงนานพอให้คุณหลับได้ [10]


3
ไปพบแพทย์หากอาการไอไม่หายไปหลังจาก 7 วัน. ถ้าอาการไอกลางดึกยังคงแย่ลงหลังจากการดูแลรักษา การกินยา หรือหลังจาก 7 วันแล้ว ควรไปพบแพทย์ สาเหตุของการไอตอนกลางคืนนั้นอาจมาจากโรคหืด โรคหวัดทั่วไป โรคกรดไหลย้อน การกินยาลดความดันโลหิต อาการติดเชื้อไวรัส โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดลมโป่งพอง หรือโรคมะเร็ง ถ้าคุณมีไข้สูงและมีอาการไอกลางดึกเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด [11]
การตรวจโรคไอเรื้อรังจะเริ่มจากตรวจประวัติและร่างกาย แพทย์อาจต้องทำการเอ็กซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาโรค และอาจจำเป็นต้องตรวจโรคกรดไหลย้อนและโรคหืดด้วย
แพทย์อาจสั่งยาที่ช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก (decongestant) หรือยาที่แรงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยโรค ยาเชอราทัซซิน (Cheratussin) ที่มีโคเดอีน เป็นยาระงับอาการไอที่แพทย์มักจะสั่งจ่ายทั่วไป ถ้าคุณมีปัญหาใหญ่ที่ทำให้ไอกลางดึกอย่างโรคหืดหรือโรคหวัดเรื้อรัง ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อรักษาโรค แพทย์อาจจ่ายยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan), มอร์ฟีน, ไกวเฟนิซิน (Guaifenesin) และกาบาเพนติน (Gabapentin)
ปรึกษาแพทย์หากคุณทานยาลดความดันโลหิตอยู่ เพราะการไออาจเป็นผลข้างเคียงจากยา
อาการไอบางชนิด โดยเฉพาะที่เรื้อรัง อาจเป็นอาการของโรคที่รุนแรงอย่างโรคหัวใจและมะเร็งปอด แต่โรคเหล่านี้ก็มักจะมีอาการที่ชัดเจนอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด หรือมีประวัติป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ [12]



วิธีการ3วิธีการรักษาแบบธรรมชาติ


1
ทานน้ำผึ้งหนึ่งช้อนก่อนนอน. น้ำผึ้งเป็นยารักษาอาการระคายคอแบบธรรมชาติที่ดีมาก เพราะมันจะช่วยเคลือบและบรรเทาอาการระคายเยื่อบุในช่องคอ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย ต้องขอบคุณเอนไซม์จากผึ้งทั้งหลายเลยล่ะ ดังนั้นถ้าอาการไอของคุณเป็นเพราะโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายเหล่านั้นได้ [13]
ทานน้ำผึ้งสดแท้ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 1-3 ครั้ง และก่อนนอน คุณสามารถละลายน้ำผึ้งในน้ำอุ่นสักถ้วย บีบมะนาวลงไป และดื่มก่อนนอนก็ได้
สำหรับเด็ก ให้กินน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา วันละ 1-3 ครั้ง และก่อนนอน
ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบกินน้ำผึ้งเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษและติดเชื้อจากแบคทีเรียได้


2
ดื่มชาชะเอมเทศ. รากชะเอมเทศเป็นยาจากธรรมชาติที่ช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ มันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ละลายเสมหะ และยังบรรเทาอาการอักเสบในลำคออีกด้วย [14]
หาซื้อรากชะเอมเทศแห้งตามร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ หรือสามารถซื้อชาชะเอมเทศได้ที่แผนกขายชาตามร้านขายของทั่วไป
แช่รากชะเอมเทศในน้ำร้อน 10-15 นาที หรือตามที่ระบุไว้บนถุงชา ปิดฝาไว้ระหว่างที่แช่เพื่อให้มันอบอวลไปด้วยไอร้อนและน้ำมันจากชา ดื่มวันละ 1-2 ครั้ง และก่อนนอน
ถ้าคุณใช้ยาสเตียรอยด์อยู่ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับไต ห้ามกินรากชะเอมเทศ


3
กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ. น้ำเกลือสามารถบรรเทาอาการไม่สบายในลำคอและขจัดเสมหะได้ หากคุณมีเสมหะหรือไอ การกลั้วคอด้วยน้ำเกลือจะช่วยขับเสมหะในลำคอ[15]
ใส่เกลือ 1 ช้อนชา ลงในน้ำอุ่น 8 ออนซ์ คนให้ละลาย
กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ 15 วินาที ระวังอย่ากลืนลงไป
บ้วนทิ้ง และใช้น้ำเกลือที่เหลือกลั้วคออีกครั้ง
เสร็จแล้วล้างปากด้วยน้ำเปล่า


4
อังหน้าด้วยไอร้อนจากน้ำและน้ำมันจากธรรมชาติ. การอบไอน้ำเป็นวิธีที่ดีที่จะดูดซับความชุ่มชื้นผ่านทางจมูกและป้องกันการไอแห้ง การเติมน้ำมันที่สกัดจากพืชอย่างทีทรีออยล์ และน้ำมันยูคาลิปตัส จะช่วยต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และการอักเสบ [16]
ต้มน้ำร้อนในปริมาณพอที่จะใส่ชามกันร้อนขนาดกลางได้ เทน้ำลงในชามและทิ้งไว้ให้เย็นลงประมาณ 30-60 วินาที
เติมทีทรีออยล์ 1-2 หยด และน้ำมันยูคาลิปตัส 1-2 หยด ลงในน้ำ คนเร็วๆ เพื่อให้มีไอระเหยออกมา
ยื่นหน้าไปเหนือชามให้ใกล้ไอน้ำมากที่สุด แต่อย่าใกล้เกินไปเพราะไอร้อนอาจจะทำให้แสบผิวได้ คลุมผ้าสะอาดไว้บนหัวเหมือนเป็นเต็นท์เพื่อช่วยกักเก็บไอน้ำ หายใจเข้าลึกๆ 5-10 นาที อบไอน้ำใส่น้ำมันหอมแบบนี้ 2-3 ครั้งต่อวัน
คุณสามารถทาน้ำมันสกัดบนหน้าอกของลูกเพื่อป้องกันการไอกลางดึกได้ โดยผสมน้ำมันหอมสกัดจากพืชกับน้ำมันมะกอกก่อนที่จะนำมาทาผิวเสมอ เพราะไม่ควรนำมาทาผิวโดยตรง น้ำมันหอมสกัดจากพืชจะให้ผลดีเทียบเท่าวิคส์ วาโปรับ แต่จะมาจากธรรมชาติล้วนๆ และไม่มีส่วนผสมของน้ำมันปิโตรเลียม สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โปรดอ่านคำเตือนบนฉลากขวดน้ำมันสกัดก่อนใช้เพื่อความปลอดภัย [17]


ขอบคุณที่มา : https://th.wikihow.com/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99

ไอ (Cough)



ไอ (Cough)

ไอ (Cough) คือ อาการที่ร่างกายมีการตอบสนองและกำจัดสิ่งที่กีดขวางระบบทางเดินหายใจ อย่างมูก เสมหะ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ อย่างละอองฝุ่นหรือควัน เป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด การไอมี 2 ลักษณะ คือ ไอแห้ง กับไอแบบมีเสมหะ การไอที่เกิดขึ้นทั่วไปและไม่ได้เป็นสัญญาณสำคัญของโรคร้ายแรงใด จะมีอาการดีขึ้นและหายไปภายในเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่หากมีอาการสำคัญอื่นเกิดขึ้นร่วมกับการไอ ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ในลำคอ ไอเป็นเลือด ไออย่างเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วไม่ทุเลาลงเกินกว่า 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาต่อไป


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ
อาการของการไอ
ไอแห้ง - มีอาการคันและระคายเคืองภายในลำคอ โดยไม่มีเสมหะหรือมูกหนาเกิดขึ้น
ไอแบบมีเสมหะ - มีเสมหะภายในลำคอ ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยกำจัดสารหรือสิ่งสกปรกที่ติดค้างภายในลำคอ

สาเหตุของการไอ

การรับสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะในอากาศ ขนสัตว์ เชื้อรา ละอองเกสร ไอระเหยจากสี น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นฟุ้ง การสูบบุหรี่ หรือการหายใจสูดเอาควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบเข้าไปในปอด

การใช้ยาบางชนิด ยารักษาบางโรคบางอาการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นการไอได้ เช่น กลุ่มยาต้านเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ACE Inhibitors) เป็นยาลดความดันโลหิตและช่วยการทำงานของหัวใจ ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและภาวะอาการที่เกี่ยวกับหัวใจ และกลุ่มยาปิดกั้นเบต้า (Beta Blockers) ที่ทำให้ชีพจรเต้นช้าลงทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีผลข้างเคียงทำให้หลอดลมตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการไอได้ หากอาการไอเป็นผลข้างเคียงมาจากการใช้ยาเหล่านี้ อาการจะหมดไปด้วยเมื่อผู้ป่วยหยุดการใช้ยา

โรคและภาวะอาการป่วย สามารถทำให้เกิดการไออย่างเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน หรืออย่างเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความรุนแรงของโรค

โรคที่มักเป็นสาเหตุของอาการไออย่างเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หากไม่มีอาการป่วยหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง จะฟื้นตัวและหายจากอาการไอภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอ
ส่วนอาการไอที่เกิดขึ้นกึ่งเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวช้าหรือมีการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าอาการไอแบบเฉียบพลัน เช่น โรคหวัด ซึ่งอาการจะทุเลาลงและฟื้นตัวภายใน 3-8 สัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังที่มีอาการยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการอักเสบและติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง กรดไหลย้อน มะเร็งปอด หรือน้ำท่วมปอดอันเนื่องมาจากหัวใจล้มเหลว

การวินิจฉัยการไอ

โดยทั่วไปแล้ว อาการไอจะดีขึ้นและหายไปภายในเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่หากมีอาการสำคัญอื่นเกิดขึ้นร่วมกับการไอ ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เจ็บคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ในลำคอ ไอเป็นเลือด หรือไออย่างเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วอาการไม่ทุเลาลงเกินกว่า 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา ดังต่อไปนี้

การตรวจเบื้องต้น แพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ ประวัติการป่วย อาการป่วยในปัจจุบัน โรคประจำตัว ประวัติการสูบบุหรี่และการใช้สารเสพติด และสภาพแวดล้อมที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัย หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น ทดสอบการทำงานของปอดด้วยการใช้หูฟัง ฟังเสียงหายใจเข้าและออก หากมีเสียงหวีดแสดงว่าปอดทำงานผิดปกติ หากตรวจพบความผิดปกติเช่นนี้ จะนำไปสู่การส่งตรวจหาโรคในขั้นต่อไป เช่น การเอกซเรย์ช่องอกเพื่อตรวจหาความผิดปกติของปอด การตรวจหาการติดเชื้อจากเสมหะภายในลำคอ เพื่อให้ทราบสาเหตุปัญหาที่ทำให้เกิดอาการไอ และทำการรักษาให้ตรงกับโรคต่อไป

การรักษาอาการไอ

วิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาอาการไอ คือ รักษาตามโรคและอาการป่วยที่เป็นสาเหตุของการไอ

ส่วนอาการไอที่เกิดจากการระคายเคืองต่อสารและเชื้อโรคที่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ แม้อาการจะทุเลาลงและหายดีภายในเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่หากอาการไอรบกวนการใช้ชีวิต มีวิธีที่จะช่วยรักษาและบรรเทาอาการ ได้แก่
ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อให้เสมหะไม่ข้นเหนียวและขับออกมาได้ง่าย ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการคอแห้งที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย
รับประทานน้ำผึ้ง น้ำชา น้ำขิงร้อน หรือน้ำมะนาว แต่ต้องไม่ให้เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี รับประทานน้ำผึ้ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโบทูลิซึมในเด็ก ซึ่งเป็นผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตเด็ก
ใช้น้ำเกลืออุ่น ๆ กลั้วคอเพื่อกำจัดมูกและเสมหะสกปรกที่ติดค้างในลำคอ
หลีกเลี่ยงการเผชิญมลภาวะที่เป็นพิษ เช่น ฝุ่น ควัน ควันบุหรี่
การใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ไอแห้ง ใช้กลุ่มยากดอาการไอ (Antitussives) เพื่อบรรเทาอาการไอแห้งที่เกิดขึ้น ส่วนไอแบบมีเสมหะ ใช้กลุ่มยากำจัดเสมหะ (Expectorants) หรือยาขับเสมหะ ซึ่งกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้มูกเหลวและเสมหะมีความเหนียวข้นลดน้อยลง จึงสามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น ลดการอุดตันบริเวณลำคอที่ทำให้เกิดอาการไอ และยาขยายหลอดลม (Bronchodilators) ทำให้มีการหดเกร็งตัวของหลอดลมน้อยลง หลอดลมขยายขึ้นทำให้หายใจสะดวกมากยิ่งขึ้น
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาวะแทรกซ้อนของการไอ

อาจเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนจากการไอได้ หากไออย่างรุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น อาการเจ็บหน้าอก เจ็บคอ คอบวม ปวดหัว วิงเวียน อ่อนล้า นอนหลับไม่สนิท ไม่สามารถนอนหลับได้ ปัสสาวะเล็ด หรือกระทั่งซี่โครงร้าวซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่มีโอกาสพบได้น้อยมาก หากพบภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและเป็นปัญหา ควรหาทางรักษาและไปพบแพทย์

การป้องกันอาการไอ

การไอที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหรืออาการป่วยที่ร้ายแรง จะเป็นการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ การป้องกันไม่ให้เกิดการไอจึงทำได้โดย
ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพื่อรักษาสุขภาพปอดและหัวใจ
หลีกเลี่ยงมลภาวะ เช่น ฝุ่นจากการก่อสร้าง ควันบนท้องถนน
หากเป็นโรคภูมิแพ้ หรือแพ้ยา แพ้สารใด ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นในชีวิตประจำวัน
รับประทานอาหารบำรุงสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง เนื้อสัตว์ เนื้อปลา นม ธัญพืช อาหารที่มีไขมันต่ำ เพื่อสร้างภูมิต้านทานที่ดี
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพื่อสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง

ขอบคุณที่มา : https://www.pobpad.com/%E0%B9%84%E0%B8%AD?gclid=CjwKCAiA7ovTBRAQEiwAo8dPcbFf4yQsB3RumyG9gJ99z2sAclEa0GVQ1xqQZNMvxVscCjUvDbjM1BoCBgQQAvD_BwE

คีลอยด์ (Keloid) คือ




คีลอยด์ (Keloid) คือ

แผลเป็นนูน ชนิด คีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นที่มีลักษณะนูนและแดง แต่มีความผิดปกติเมื่อร่างกายมีบาดแผล ผิวก็จะมีการสร้างเนื้อเยื่อซ่อมแซมที่มากเกินไป ทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบๆ รอยโรค ขนาดของแผลจะกว้างกว่าแผลเดิมตอนเริ่มต้น และมีแนวโน้มที่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ


เกิดบาดแผล
เริ่มเกิดคีลอยด์
คีลอยด์ขยายตัว


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คีลอยด์




เพศ วัย ที่พบ: มักพบใน

ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก (ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ)
คนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว
ผู้ที่มีประวัติการเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวมีแผลเป็น จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ


ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดแผลเป็นนูน: ที่พบบ่อยๆ ได้แก่

แผลจากการเป็นสิว
แผลจากการเจาะหู
แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน
แผลผ่าตัดต่างๆ
แผลผ่าคลอด
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
แผลถูกของมีคมบาด
แผลจากอุบัติเหตุ
แผลจากรอยสัก


ลักษณะทั่วไป : แผล เป็นนูนชนิดคีลอยด์จะมีขนาดใหญ่กว่าแผลเป็นธรรมดา และกว้างใหญ่กว่าแผลตอนเริ่มต้น มีลักษณะนูน แข็ง หรือหยุ่นคล้ายยาง ผิวมัน มองเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติ มีสีแดงเนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก แผลเป็นนูนชนิดคีลอยด์อาจจะมีอาการเจ็บ คัน ร่วมด้วย อาจจะกดแล้วเจ็บ ก้อนเนื้ออาจจะค่อยๆ โตขึ้นหรือคงที่แต่จะใหญ่กว่าแผลเดิม

สาเหตุ: แผล เป็นนูนเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อผิวหนังส่วนที่เป็นแผล ผิวหนังมีการสร้างเนื้อเยื่อซ่อมแซมที่มากเกินไป จนทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นมากกว่ารอยแผลที่เป็นอยู่ และพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดรอยโรคได้

ตำแหน่งที่พบ: แผลเป็นนูนมักพบได้ทั่วร่างกาย ส่วนมากพบบริเวณผิวหนังที่ตึงตัว โดยจะเห็นมากบริเวณหลัง ไหล่ แขน ขา คอ หน้าอก และหลังหู


วิธีการรักษาแผลเป็นนูนแบบอื่น: มีหลายวิธีดังนี้
1. การใช้ยาทาแก้แผลเป็น เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาที่มีวิตามิน E หรือ A เป็นส่วนประกอบ กรณีที่แผลเป็นนูนเป็นเพียงเล็กน้อยและไม่นานนัก
2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดบริเวณแผลเป็น สำหรับแผลเป็นที่เป็นใหม่ๆ เพื่อช่วยลดการขยายตัวของแผล
3. การฉีดยาสเตียรอยด์ที่บริเวณแผลเป็น เพื่อให้แผลเป็นยุบลง แต่ต้องฉีดหลายครั้งจนกว่าแผลจะยุบและเรียบ
4. การผ่าตัด เพื่อเอาแผลเก่าออกแล้วเย็บแผลใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจใช้ได้กับแผลเป็นบางชนิดเท่านั้น และควรทำกับแผลเป็นที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ไม่ใช่แผลเป็นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คีลอยด์

รอยแผลเป็นนูน สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการรักษาแบบใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ "ราชเทวีคลินิก" ได้คิดค้นวิธีการรักษาแบบใหม่ คือ "Scarless Technique" ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดี หลังการรักษาพบว่าผิวที่เคยเป็นคีลอยด์มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาเป็นซ้ำอีก จึงเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ

ขอบคุณที่มา : http://www.rcskinclinic.com/th/skin-imperfections-detail.aspx?id=5

17 วิธีรักษาแผลเป็น ! วิธีลบรอยแผลเป็น & คีลอยด์ อย่างได้ผล ?


17 วิธีรักษาแผลเป็น ! วิธีลบรอยแผลเป็น & คีลอยด์ อย่างได้ผล ?

แผลเป็น

แผลเป็น เกิดจากกระบวนการรักษาแผลที่เกิดจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ และมีการสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นคอลลาเจนมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติ เมื่อแผลหายดีแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ โดยแผลที่มักทำให้เกิดแผลรอยแผลเป็นก็ได้แก่ แผลจากอุบัติเหตุ ถูกของมีคมบาด แผลผ่าตัด แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลสิว แผลจากโรคอีสุกอีใส แผลจากรอยสัก เป็นต้น และนอกจากจะเป็นรอยแผลที่ผิวหนังภายนอกแล้ว ยังเกิดขึ้นได้กับอวัยวะภายในอีกด้วย
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คีลอยด์

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลเป็นจะเกิดได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยความรุนแรงของแผลหรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อตื้นลึกเพียงใด และปัจจัยการรักษาแผลของเราว่ารักษาแผลดีแค่ไหน ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดีและทำให้แผลหายเร็ว รอยแผลเป็นก็จะลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลรักษาที่ไม่ดี

เมื่อหายเป็นปกติแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลและนูนเอาไว้ แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติประมาณ 1-2 ปีเป็นต้นไป รอยแผลเป็นก็จะจางลงพร้อมทั้งแบนราบลงได้เอง และยังพบว่าในเด็กจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่, ในเพศหญิงจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าเพศชาย, ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าวัยอื่น ๆ, ในคนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าคนผิวขาว และผู้มีประวัติเคยเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวเกิดแผลเป็นจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติดังกล่าว
ชนิดของแผลเป็น

แผลเป็นนูน จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งทั้งสองแบบจะคล้ายคลึงกันทั้งสาเหตุที่เกิด ปัจจัยเสี่ยง อาการ และวิธีการรักษา แต่จะต่างกันเพียงแค่ลักษณะของแผล คือ
แผลเป็นนูนหนาธรรมดา หรือ แผลเป็นนูนชนิดเกิดเฉพาะบนตัวแผล (Hypertrophic) คือ แผลเป็นที่เป็นสีแดงและนูนขึ้นมาจากผิวหนังปกติ แต่ยังอยู่ในขอบเขตของรอยแผลเดิม แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปและมักไม่ขยายกว้างขึ้นจากรอยเดิม โดยมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังแผลหาย และมักจะค่อย ๆ ยุบตัวแบนราบลงเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี

แผลเป็นนูนชนิดลุกลามออกนอกตัวแผล หรือ แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นที่มีอาการนูนและแดงคล้ายกับรอยแผลเป็นนูนหนาชนิดแรก ตัวแผลมักนูนเหนือผิวหนังตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป และมักเกิดตามหลังแผลหายแล้วอย่างน้อย 3 เดือนไปแล้ว โดยจะมีความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อโดยรอบของแผลแรกเริ่ม ไม่ยุบหายไปเอง โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณหัวไหล่ ต้นแขน ผนังหน้าอก และบริเวณหู (คีลอยด์จัดเป็นเนื้องอกธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด)

วิธีรักษาแผลเป็น
การป้องกันแผลเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรใส่ใจ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ แต่ถ้าเกิดแผลขึ้นแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด เพราะยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยลงหรือเบาบางลงด้วย ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการหายของแผลก็ได้แก่ อายุ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ออกซิเจน และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแผลจะหายได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิอบอุ่นได้ดีกว่าอากาศเย็น ส่วนความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจนก็ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้นเช่นกัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คีลอยด์
รักษาแผลให้หายเร็วที่สุด จากที่กล่าวมาว่า การรักษาแผลให้หายเร็ว คุณควรรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การขาดวิตามินซี และธาตุสังกะสี สำหรับการดูแลแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เบื้องต้น ก็เริ่มจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ส่วนถ้าเป็นแผลใหญ่คุณควรรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้การเกิดแผลเป็นอาจลดลงได้ ถ้าปากแผลแนบสนิทกันพร้อมทั้งลดแรงตึงต่อแผลให้น้อยลง
ปล่อยให้แผลเป็นจางลงเองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นอาจหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่ง ดังนั้นศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนมากจึงแนะนำให้ทิ้งไว้เฉย ๆ สัก 1 ปี เพื่อให้แผลจางลงเต็มที่ก่อนเข้ารับการรักษา
ใช้วิธีแบบธรรมชาติ สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหามีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการหกล้มหรือรอยขีดข่วนต่าง ๆ ที่พยายามลบเท่าไรแต่ก็ไม่หายหรือจางลงสักที วันนี้จึงอยากจะขอแนะนำวิธีดี ๆ จากสมุนไพรธรรมชาติจากต้นมะลิ โดยการนำเอาใบจากต้นมะลิลาหรือมะลิซ้อน นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นวันละ 3-4 ครั้ง เมื่อแผลเป็นเริ่มจางลงแล้วก็ค่อยเอาใบมะลิมาถูเบา ๆ ได้เลย วันละ 3-4 ครั้ง เช่นกัน ส่วนสมุนไพรอื่น ๆ ที่สามารถทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้ ก็เช่น หัวหอม ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แตงกวา มะขามเปียก มะเขือเทศ มะนาว มะละกอสุก เป็นต้น
การทายาแก้แผลเป็น (Topical products) เป็นวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป และวิธีการใช้ก็ทั้งง่ายและสะดวก เช่น ยาทาแผลเป็น หรือ ครีมลบรอยแผลเป็น ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี ช่วยทำให้เซลล์สามารถซ่อมแซมแผลได้อย่างสมบูรณ์ (บางรายงานอ้างว่าการทาครีมวิตามินอีสามารถช่วยเร่งให้แผลเป็นหายเร็วขึ้นหรือทำให้ดูจางลงได้ ซึ่งแพทย์บางคนก็แนะนำให้ใช้ควบคู่ไปกับการรักษาอื่น ๆ แต่ก็มีรายงานการศึกษาที่พบว่าวิตามินอีไม่ช่วยทำให้แผลเป็นดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก), วิตามินเอ, วิตามินบี 3 ที่ช่วยลดสีผิวของแผลไม่ให้เข้มกว่าสีผิวปกติ, สารสกัดจากหัวหอม(Allium cepa) ที่ช่วยยับยั้งการอักเสบ ลดการสร้างคอลลาเจนบริเวณรอยแผล, สารสกัดจากใบบัวบก (Asiatic acid, Madecassic และ Asiaticoside) ที่ช่วยกระตุ้นการหายของแผลได้อย่างสมบูรณ์ ลดการสร้างคอลลาเจนบริเวณรอบแผล, สารมิวโคโพลีแซคคาไรด์ (MPS) ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณรอยแผล ทำให้การซ่อมแซมมีความสมบูรณ์, ยากลุ่มสเตียรอยด์, ยาที่เป็นซิลิโคนเจล เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปอาจช่วยทำให้แผลเป็นมีสีจางลงหรือบางลงได้เล็กน้อย แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร อย่างยาทารักษาแผลเป็นที่นิยมใช้กันมากก็เช่น ยี่ห้อ MEDERMA เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยม ๆ มาก หลอด 10 กรัม ประมาณ 330-400 บาท, Scagel หลอด 9 กรัม ราคาประมาณ 150 บาท, Hiruscar เนื้อเจลซึมซาบเร็ว มีประสิทธิภาพสูง หลอด 5 กรัม ราคาประมาณ 150-200 บาท ฯลฯ

การใช้แผ่นเจลซิลิโคน (Silicone gel sheet) เป็นแผ่นเจลที่มีลักษณะโครงสร้างเชื่อมต่อกันหลายแผ่น ทำให้มีความยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของผิวหนังได้ดี สามารถช่วยรักษาการสูญเสียน้ำออกจากบริเวณรอยแผล ช่วยลดการทำงานของเส้นเลือดฝอย และลดกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ โดยมีรายงานว่าการใช้แผ่นเจลซิลิโคนสามารถช่วยทำให้สีของแผลจางลงและแผลเป็นแบนราบลงได้ แต่จะเหมาะสำหรับแผลเป็นที่มีสีแดงหรือสีคล้ำหรือนูนเท่านั้น โดยนำมาปิดทับแผลที่เป็นหรือคีลอยด์ เป็นระยะเวลานานมากกว่าวันละ 12 ชั่วโมง จึงจะช่วยทำให้แผลเป็นยุบลงได้ แต่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน (การใช้แผ่นเจลซิลิโคนนี้ไม่ควรใช้ในขณะแผลเปิด แต่ควรเริ่มใช้ทันทีหลังแผลปิดสนิทหรือหลังตัดไหมเย็บแผล) แต่บางครั้งเราก็พบว่าการปิดแผลเป็นด้วยซิลิโคนอาจไม่สะดวกเท่าไรนัก การเลือกใช้แผ่นเทปเหนียว (Microporous tape) เพื่อทดแทนการใช้แผ่นซิลิโคนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยสามารถนำมาปิดลงบนแผลได้โดยตรง และจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้มีการอักเสบลดน้อยลง

สักสีผิว ในกรณีของรอยแผลเป็นที่มีลักษณะการเปลี่ยนของสีผิวอย่างชัดเจน เช่น มีสีเข้มกว่าหรืออ่อนกว่าสีผิวปกติ แพทย์อาจต้องใช้วิธีการสักสีเข้าไปในแผลเป็น เพื่อให้แผลมีสีใกล้เคียงกับผิวหนังปกติ เช่น ถ้าคุณมีผิวสีขาวก็จะใช้สีขาวในการสักอย่างนี้เป็นต้น หรือบางคนอาจใช้เครื่องสำอางในการตกแต่งเพื่อกลบรอยแผลเป็นให้ดูเรียบเนียนก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ
การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling) เหมาะกับแผลเป็นตื้นมาก ๆ อาศัยหลักการที่ว่าใช้สารเคมีไปขจัดผิวชั้นบนออก ซึ่งการจะขจัดได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและชนิดของสารที่ใช้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
การฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Intra lesional corticosteroid) การฉีดยาสเตียรอยด์ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะศัลยแพทย์ตกแต่งจะฉีดยาสเตียรอยด์นี้เข้าใต้ตำแหน่งของแผลเป็น ซึ่งจะช่วยให้แผลเป็นนั้นนุ่มและแบนราบลงได้ ขนาดของยาที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 10-120 มิลลิกรัมต่อครั้ง (ขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็น) และควรให้ห่างกันประมาณเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลเป็นจะแบนราบ ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลพอใช้ แต่ยานี้ควรใช้ก็ต่อเมื่อใช้แผ่นซิลิโคนรักษามาแล้วแต่ยังไม่หายดี (ภาพก่อนและหลังการฉีดคีลอยด์)

การฉีดฟิลเลอร์ ในกรณีที่มีแผลเป็นแบบเป็นรอยบุ๋ม แพทย์อาจฉีดสารสังเคราะห์อย่างคอลลาเจน หรือ Hyaluronic acid เข้าไปในรอยบุ๋ม เพื่อทำให้ผิวดูเต็มขึ้น แต่วิธีนี้ผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน แล้วต้องมาฉีดยาเติมใหม่ เนื่องจากสารดังกล่าวที่นำมาฉีดจะเป็นสารสังเคราะห์ที่มีการยุบตัวลงได้เอง แต่ก็ไม่เป็นอันตราย
การฉีดสารเคมี โดยเป็นการฉีดสารเคมี 3 ชนิด คือ Interferon (alpha, beta และ gamma), Intralesional 5-fluorouracil, Bleomycins เข้าไปบริเวณแผลเป็นที่มีขนาดกว้างและแข็ง สามารถช่วยลดขนาดและทำให้นิ่มขึ้นได้ เป็นต้น
การผ่าตัดแผลเป็น การผ่าตัดจะช่วยจัดตำแหน่งร่องรอยแผลเป็นให้ดูดีขึ้นได้ โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อเอาแผลเก่าออกแล้วเย็บแผลใหม่อีกครั้ง ซึ่งวิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลกับแผลเป็นบางชนิดเท่านั้น และยังขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็นด้วย แต่ต้องเป็นการทำกับแผลเป็นที่สมบูรณ์เต็มที่แล้วเท่านั้น ไม่ใช่กับแผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถ้าแผลเป็นมีบริเวณกว้างก็อาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดย้ายผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งมาปิด ส่วนวิธีการผ่าตัดอื่น ๆ ก็เช่น การผ่าตัดออกเป็นรูปซิกแซกเพื่อให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง, การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของแผลเป็นออกบ้างบางส่วน โดยไม่ตัดออกทั้งหมด หรือเรียกว่าการตัดแบบทีละน้อย, การผ่าตัดโดยใช้วิธีขัดกรอผิวหนังที่เรียกว่า dermabrasion ในกรณีที่มีแผลเป็นเป็นรอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋ม แผลเป็นจากสิว สุกใส และแผลหลังการผ่าตัด, การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่ขรุขระเพื่อปรับสภาพผิวให้เรียบ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการทำโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น และทุกครั้งที่มีการผ่าตัดก็อาจจะเกิดแผลเป็นใหม่แทนที่แผลเป็นเก่าได้เสมอ

เลเซอร์แผลเป็น (Laser therapy) เพื่อไปทำลายเนื้อเยื่อผิวที่นูนออกให้เรียบขึ้น แต่การใช้เลเซอร์รักษาแผลเป็นก็ได้ผลปานกลาง โดยแพทย์อาจทำการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาอื่น ๆ ด้วย เช่น การกรอผิวเพื่อปรับสภาพผิว ในกรณีที่คุณมีแผลเป็นตื้น (ภาพก่อนและหลังทำการรักษาคีลอยด์ ด้วยเครื่อง Fraxel Restore Laser)

การทำไอพีแอล (Intense pulse light – IPL) โดยเชื่อว่าพลังงานของแสงระดับหนึ่งสามารถทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นพังผืดเกิดการเรียงตัวได้อย่างเป็นระเบียบ เป็นผลทำให้แผลเป็นมีขนาดเล็กลง แต่จะต้องทำการรักษาเป็นเวลานานและต่อเนื่อง
การฉายรังสี (Radio therapy) เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเป็นนูนมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดในการรักษาก็ไม่ทำให้แผลเป็นนั้นหายไปได้ 100% เพียงแต่จะดีขึ้นในระดับหนึ่ง จนไม่เป็นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นในส่วนนี้ต้องทำใจไว้ด้วย และควรระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น อย่าให้มีแผลเกิดขึ้นอีกจะเป็นดีที่สุด
การใช้ความเย็นหรือไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy) เป็นการใช้เครื่องทำความเย็นจี้บริเวณแผลให้เกิดภาวะถุงน้ำและเกิดการแตกสลายไป เทคนิคนี้พบว่าสามารถช่วยลดขนาดของแผลเป็นลงได้บ้าง เหมาะใช้กับแผลเป็นนูน
การใช้แรงกด (Pressure therapy) ที่เป็นวิธีการรักษาเก่าแก่ เป็นการใช้แรงกดให้แผลมีขนาดแบนลง แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายเดือน และรักษาร่วมกับวิธีอื่น
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะรักษารอยแผลเป็นให้หายได้แบบ 100% แต่ถ้าคุณได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอย่างเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รอยแผลเป็นก็สามารถราบเรียบหรือจางลงได้อย่างแน่นอน ซึ่งการจะรักษาแผลเป็นด้วยวิธีการใดเป็นหลักนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล ตำแหน่งของแผล การรักษาวิธีที่ผ่านมา ความต้องการของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ แต่โดยมากแล้วแพทย์มักจะใช้วิธีการรักษาหลักร่วมกับวิธีอื่น ๆ อยู่เสมอ

ขอบคุณที่มา : https://medthai.com/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99/

คีลอยด์ คือ



คีลอยด์ คือ

คีลอยด์ คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีลักษณะนูนและขนาดอาจขยายใหญ่กว่ารอยแผลที่เกิดขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นทันทีที่แผลหายหรือหลังจากแผลหายดีสักพักแล้ว แม้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บ คัน ระคายเคือง หรือส่งผลด้านความสวยความงามได้



อาการของคีลอยด์

คีลอยด์สามารถเกิดขึ้นที่บนร่างกายบริเวณใดก็ตาม แต่ส่วนที่มีแนวโน้มการเกิดคีลอยด์มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ได้แก่ หน้าอก หัวไหล่ หลัง ลำคอ และติ่งหู โดยอาจมีลักษณะที่สังเกตได้ดังต่อไปนี้
เป็นก้อนนูนขึ้นมาจากผิวหนัง โดยจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป
ลักษณะเป็นมันเงา ไม่มีขนขึ้นบนคีลอยด์
ในช่วงแรกอาจมีสีแดงหรือม่วง ก่อนที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือซีดลง
เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกแข็ง คล้ายยาง
ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่บางคนก็อาจมีอาการเจ็บ ฟกช้ำ คัน แสบร้อน หรือส่งผลให้เคลื่อนไหวลำบากได้หากเป็นบริเวณข้อต่อ
เมื่อสัมผัสหรือเสียดสีกับเสื้อผ้าอาจเกิดความระคายเคือง คัน หรือรู้สึกเจ็บ
คีลอยด์อาจคงอยู่เป็นเวลาหลายปี และบางครั้งก็ใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะก่อตัวขึ้นมา
เมื่อถูกแสงแดดอาจมีสีคล้ำลงกว่าผิวบริเวณรอบ ๆ และเป็นไปได้ว่าสีคล้ำอาจไม่หายไป

สาเหตุของคีลอยด์

คีลอยด์เป็นผลจากความผิดปกติของกระบวนรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย โดยปกติเมื่อผิวหนังได้รับความเสียหายหรือเป็นแผลจะมีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมบริเวณดังกล่าวจนหายดี แต่หากกระบวนการนี้ทำงานมากเกินไปจะทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งแผลเป็นส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ยุบจางลงเมื่อเวลาผ่านไป ทว่าแผลเป็นชนิดคีลอยด์นั้นจะมีขนาดใหญ่และนูนขึ้นกว่ารอยแผลเดิม

แผลคีลอยด์ก่อตัวขึ้นหลังจากได้รับบาดแผลใด ๆ บริเวณผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลจากการเจาะตามร่างกาย แผลไหม้ แผลจากโรคอีสุกอีใส สิว หรือในบางคนแม้แต่แผลขีดข่วนเล็กน้อยก็ยังทิ้งร่องรอยในลักษณะของแผลเป็นชนิดนี้ได้ แต่คีลอยด์ที่เกิดขึ้นหลังจากการได้รับบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นใช้เวลานานหลายปีกว่าจะพัฒนาขึ้น นอกจากนี้ บางครั้งยังพบว่าคีลอยด์เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่กลางหน้าอก แม้ไม่เคยได้รับบาดเจ็บหรือมีแผลบริเวณนั้นมาก่อนก็ตาม

ทั้งนี้ คีลอยด์เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 10-30 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นได้มากกว่า และเชื่อว่าอาจมีปัจจัยด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยกว่าครึ่งของผู้ที่เกิดแผลเป็นชนิดคีลอยด์มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นคีลอยด์มาก่อนเช่นกัน

การวินิจฉัยคีลอยด์

แพทย์จะตรวจดูลักษณะความผิดปกติที่เกิดขึ้นด้วยตาเปล่า เพื่อตรวจแยกคีลอยด์จากเนื้องอกหรือแผลเป็นชนิดอื่น ๆ ที่อาจมีลักษณะคล้ายกัน เช่น แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) ซึ่งมีลักษณะนูนขึ้นมาเหมือนกันจนบางครั้งอาจทำให้เกิดความสับสน

แผลเป็นนูนต่างจากคีลอยด์ตรงที่มักมีสีออกแดงกว่าคีลอยด์และจะค่อย ๆ จางลงไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นปีหรือนานกว่านั้น โดยหากเป็นแผลเป็นนูนจะก่อตัวขึ้นภายใน 2 เดือนหลังจากเกิดแผลและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 6 เดือน ผ่านไป 2-3 ปีจึงค่อย ๆ ยุบตัวลงจนแผลคงตัว มักพบว่าเกิดขึ้นบริเวณที่มีความตึงผิวสูง เช่น หัวไหล่ คอ หัวเข่า และข้อเท้า

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าแผลนั้น ๆ เป็นแผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็นนูน หรือเนื้องอกที่ผิวหนัง แพทย์อาจเจาะชิ้นเนื้อจากบริเวณที่เกิดความผิดปกติแล้วส่งตรวจดูความแตกต่างโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งหากเป็นคีลอยด์ก็จะแสดงให้เห็นถึงเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะออกไป

การรักษาคีลอยด์

คีลอยด์มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ และไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ลักษณะของคีลอยด์ รวมถึงอาการเจ็บหรือคันก็อาจเป็นที่รบกวนใจได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันการรักษาแผลคีลอยด์ยังไม่มีวิธีที่ได้ผลแน่นอน บางครั้งการรักษาอาจเพียงช่วยทำให้ลักษณะของคีลอยด์ดูดีขึ้นหรือรู้สึกระคายเคืองน้อยลง และยังมีโอกาสที่คีลอยด์จะเติบโตขึ้นมาอีกครั้งหลังจากรับการรักษา โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีใด ๆ ต่อไปนี้หรือใช้หลาย ๆ วิธีควบคู่กันไป

การฉีดคอร์ติโซนสเตียรอยด์ เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและไม่เจ็บมาก โดยจะฉีดสเตียรอยด์ชนิดนี้เข้าที่แผลเป็นให้ทุก ๆ 4-8 สัปดาห์เพื่อช่วยให้คีลอยด์ยุบตัวลง แต่อาจมีผลข้างเคียงทำให้แผลเป็นแดงขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากสเตียรอยด์ชนิดนี้จะไปกระตุ้นให้บริเวณดังกล่าวสร้างหลอดเลือดแดงใกล้ชั้นผิวมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การรักษาด้วยวิธีนี้อาจช่วยให้แผลเป็นดูดีขึ้นกว่าเดิมก็ยังเห็นความผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับผิวบริเวณรอบข้างอยู่ดี แม้กระทั่งในกรณีที่มีผลการรักษาดีที่สุดแล้วก็ตาม

การผ่าตัด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาคีลอยด์ โดยการผ่าเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นคีลอยด์ออกไป อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดนี้ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยง เพราะจะกระตุ้นให้แผลเป็นเกิดนูนขึ้นมาเหมือนเดิมหรือมีขนาดใหญ่กว่าเดิม แพทย์มักใช้วิธีอื่นร่วมรักษาด้วยหลังจากผ่าตัดแล้ว เช่น การใช้แผ่นผ้าแปะกดหรือแผ่นเจลซิลิโคนปิดบนแผลวันละ 12-24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาหลายเดือน การฉีดสเตียรอยด์ การฉายรังสี นอกจากนี้ การเย็บแผลหลังผ่าตัดให้น้อยเข็มที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็อาจช่วยให้โอกาสในการเกิดแผลเป็นลดลงได้เช่นกัน

การเลเซอร์ เป็นการใช้เลเซอร์ชนิดที่มีความอ่อนโยนต่อผิว (Pulsed Dye Lasers) ซึ่งจะช่วยให้แผลเป็นคีลอยด์เรียบแบนและแดงน้อยลงได้ ทั้งยังเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและไม่ทำให้เจ็บมาก แต่อาจต้องทำหลาย ๆ ครั้ง และมีราคาค่อนข้างแพง

การใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนลดแผลเป็น การรักษาด้วยการใช้แผ่นซิลิโคนเจลแปะลงบนคีลอยด์เป็นเวลาต่อเนื่องหลาย ๆ เดือน ซึ่งอาจค่อนข้างยากลำบากที่จะให้แผ่นซิลิโคนนี้คงอยู่กับที่ ส่วนผลการรักษานั้นแตกต่างกัน แพทย์บางคนบอกว่าวิธีนี้ให้ผลการรักษาได้พอ ๆ กับการใช้แผ่นผ้าแปะกดแผลเป็นที่ใช้หลักการแปะกดเหมือนกัน แต่ตัวแผ่นทำด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช่เจลซิลิโคน


การใช้แผ่นผ้าแปะกด ช่วยทำให้เกิดแรงกดและป้องกันไม่ให้คีลอยด์สัมผัสกับอากาศ มีวิธีใช้โดยการปิดไว้ที่บริเวณแผลเป็นตั้งแต่วันละ 12-24 ชั่วโมง จนกระทั่งถึงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีแผ่นแปะสำหรับแปะบริเวณติ่งหูโดยเฉพาะ ซึ่งหากใช้อย่างถูกวิธีอาจช่วยให้คีลอยด์ที่เกิดขึ้นจากการเจาะหูยุบตัวลงได้มาก

การรักษาด้วยความเย็นจัด ใช้กับแผลขนาดเล็ก โดยเป็นการให้คีลอยด์ได้สัมผัสกับความเย็นสูงจากไนโตรเจนเหลว การรักษาวิธีนี้อาจใช้วิธีอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การฉีดสเตียรอยด์ การใช้ความเย็นจัดจะช่วยให้คีลอยด์แบนเรียบลงได้ และหากเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ มีโอกาสหยุดการเติบโตของคีลอยด์ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีผลข้างเคียง คือ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่รักษามีสีเข้มขึ้นหรืออ่อนลงได้

การฉีดอินเทอร์เฟอรอน ซึ่งคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ช่วยกำจัดไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ออกไป ในงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าการฉีดอินเทอร์ฟอนช่วยลดขนาดของคีลอยด์ได้จริง แม้จะยังยืนยันไม่ได้ว่าผลลัพธ์การฉีดคงอยู่ได้ยาวนานหรือไม่ ปัจจุบันมีการศึกษาการใช้อินเทอร์ฟอนโดยวิธีอื่น ๆ นอกจากการฉีดเข้าที่คีลอยด์ เช่น การทาครีมอิมิควิโมด (Imiquimod) ซึ่งเป็นวิธีกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอินเทอร์เฟอรอนขึ้นมาบริเวณนั้นได้เอง

ฟลูออโรยูราซิลและบลีโอมัยซิน ยา 2 ชนิดนี้เป็นยาต้านมะเร็ง แต่อาจนำมาฉีดชะลอการก่อตัวของคีลอยด์ได้เช่นกัน โดยอาจใช้ลำพังหรือใช้ควบคู่ไปกับการฉีดสเตียรอยด์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยานี้อาจส่งผลข้างเคียงคือก่อให้เกิดอาการเจ็บที่คีลอยด์ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีสีซีดลง หรือทำให้ผิวถูกทำลายเสียหายได้

การฉายรังสี มักใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาคีลอยด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยจะนำมาใช้ในกรณีที่จำเป็นอย่างการรักษาบางส่วนของร่างกายที่ห่างไกลจากอวัยวะภายใน เช่น แขนหรือขา แต่ไม่นำมาใช้กับคีลอยด์บริเวณท้องหรือหน้าอก หรืออาจใช้รังสีรักษาในระยะใกล้ โดยวางวัสดุกัมมันตรังสีโดยตรงหรือวางไว้ใกล้ ๆ กับบริเวณที่เป็นคีลอยด์คล้ายกับการรักษาเนื้องอกหรือมะเร็ง เพื่อช่วยให้คีลอยด์หดตัวลงหลังจากผ่าตัดออกไปแล้ว

การยาใช้เรตินอยด์ มักใช้รักษาคีลอยด์ที่เกิดขึ้นจากรอยสิว การทาเรตินอยด์ลงบนแผลเป็นจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่การรักษาชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะอาจไม่ได้ผลเทียบเท่าวิธีอื่น ๆ

การป้องกันคีลอยด์

ในผู้ที่สังเกตตนเองว่ามีแนวโน้มจะเกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากแผลหาย ควรหลีกเลี่ยงการสัก เจาะตามร่างกาย หรือการผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นจริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ตามมาได้ นอกจากนี้ หากเกิดแผลใด ๆ ขึ้นตามร่างกาย ควรรีบรักษาทันที เพื่อให้แผลนั้นหายเร็วขึ้นและมีโอกาสเกิดแผลเป็นน้อยลง

ขั้นตอนการรักษาแผลเพื่อช่วยป้องกันการเกิดคีลอยด์ ทำได้ดังนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คีลอยด์
ปิดแผลไว้เมื่อเกิดแผล โดยใช้วาสลีนทา ตามด้วยผ้าพันแผลปิดทับอีกที จากนั้นใช้เทปแปะยึดผ้าพันแผลหรือผ้าก๊อซไว้ให้เกิดแรงกดบนแผล และไม่ลืมล้างทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำและสบู่ทุก ๆ วัน กรณีที่มีการเจาะหู ให้ใช้แผ่นแปะสำหรับติ่งหูเพื่อกดไว้ไม่ให้แผลเป็นเติบโตขึ้นมา
ใช้แผ่นเจลซิลิโคนแปะหลังจากแผลหายดีแล้ว เพื่อกดบริเวณดังกล่าวไว้ ป้องกันแผลเป็นเจริญเติบโตขึ้นมา โดยทำทุกวัน วันละ 12-24 ชั่วโมงต่อวัน เป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ทั้งนี้เนื่องจากการเกิดแผลเป็นคีลอยด์นั้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือน
ปกป้องบริเวณที่เกิดแผลจากแสงแดด เมื่อต้องเผชิญแสงแดดอาจป้องกันแผลด้วยผ้าพันแผล พลาสเตอร์ หรือทาครีมกันแดด ทำเช่นนี้เป็นเวลา 6 เดือนหลังจากการเกิดแผลหรือการเข้ารับผ่าตัด หากเป็นเด็กควรแปะไว้เป็นเวลานานถึง 18 เดือน นอกจากนี้ อาจใช้ครีมอิมิควิโมดทาหลังการผ่าตัดใด ๆ เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นขึ้นหรือลดโอกาสการเกิดคีลอยด์ขึ้นใหม่หลังการผ่าตัดออกไปแล้ว

ขอบคุณที่มา : https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%8C

ไวรัสโรต้า โรคอันตรายในช่วงหน้าหนาว


ไวรัสโรต้า โรคอันตรายในช่วงหน้าหนาว

ไวรัสโรต้า คืออะไร?



ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในหลายชนิดที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงขั้นรุนแรง จะพบมากในเด็กเล็ก เมื่อเด็กๆ รับเชื้อไวรัสโรต้าแล้วประมาณ 1-2 วัน เด็กจะมีอาการอาเจียน เป็นไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ในช่วงเริ่มแรกจะอาเจียนค่อนข้างรุนแรง วันต่อมาจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว อุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำ มีกลิ่นคาว และอาจทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำขั้นรุนแรง ถ้าลูกน้อยเกิดอาการดังที่กล่าวมาทั้ง 3 อย่างนี้ ให้คุณแม่รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเพราะอาจเกิดการติดเชื้อไวรัสโรต้าค่ะ
เด็กสามารถติดเชื้อ ไวรัสโรต้า นี้ได้ทั้งปีแต่จะเป็นกันมากในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ (ช่วงพฤศจิกายน – มกราคม) เด็กทุกคนมีโอกาสติดเชื้อ ไวรัสโรต้า อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนอายุ 5 ขวบ วัยที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงที่สุด คือ วัย 6 เดือน – 2 ปี
สาเหตุที่ทำให้เด็กติดเชื้อ ไวรัสโรต้า

เชื้อไวรัสโรต้า นี้มีอยู่ได้ทุกที่ค่ะ สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเชื้อที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร สิ่งของ โดยเฉพาะของเล่นเด็ก เมื่อเด็กสัมผัสของเหล่านี้และนำมือเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้แล้วค่ะ
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรต้า

คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นดูแลรักษาสุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน และในบริเวณที่ลูกชอบเล่น ทำความสะอาดของเล่นให้ลูกน้อยเสมอ เตรียมอาหารของลูกน้อยให้สุก สะอาด ถูกสุขลักษณะ โดยการผ่านความร้อน ควรสอนให้สมาชิกในครอบครัวเห็นความสำคัญของการล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร รวมทั้งหลังออกจากห้องน้ำ ไม่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำร่วมกันค่ะ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


การดื่มนมแม่จะช่วยให้ลูกมีภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง เพราะภูมิคุ้มกันในน้ำนมแม่สามารถช่วยในการกำจัดเชื้อได้บางส่วน แต่วิธีการอีกอย่างหนึ่งที่เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัยสูงคือ การฉีดวัคซีนโรต้า ป้องกันโรคค่ะ คุณหมอจะแนะนำให้ในเด็กอายุ 2-6 เดือน

วัคซีนโรต้า ทำมาจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงเหมาะในการนำมาทำวัคซีนป้องกันโรค เมื่อรับวัคซีนแล้วเชื้อสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในลำไส้ เป็นการเลียนแบบการติดเชื้อโดยธรรมชาติ
การรับวัคซีนโรต้า จะเป็นแบบหยอด
หยอดครั้งแรกจะอยู่ในช่วง เด็กอายุ 2 เดือน
หยอดครั้งที่สองจะอยู่ในช่วง เด็กอายุ 4 เดือน
หยอดครั้งที่สามจะอยู่ในช่วง เด็กอายุ 6 เดือน

วัคซีนโรต้า เป็นวัคซีนเสริม (อ่านเรื่องการฉีดวัคซีน) ไม่รวมอยู่ในวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขจัดขึ้น ดังนั้นผู้ปกครองที่ต้องการให้เด็กๆได้รับวัคซีนตัวนี้จะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเองค่ะ

ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/livelite/detail/9610000002604

“ไวรัสโรต้า” ทำเด็กอุจจาระร่วง-เสียชีวิต แนะผู้ปกครองดูแลให้ดี


“ไวรัสโรต้า” ทำเด็กอุจจาระร่วง-เสียชีวิต แนะผู้ปกครองดูแลให้ดี


กรมควบคุมโรค เตือนผู้ปกครองดูแลบุตรหลาน โดยเฉพาะเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด เพราะอาจป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วง 3 ใน 4 ราย เป็นเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า ที่สำคัญในกลุ่มนี้จะมีการติดเชื้อซ้ำได้หลายครั้ง หมั่นสังเกตอาการ รับประทานอาหารที่ปรุง “สุก ร้อน สะอาด” และหมั่นล้างมือบ่อยๆ

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงฤดูหนาว ความเสี่ยงของการที่ประชาชนจะป่วยด้วยโรคติดต่อก็อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเดินหายใจ อันเป็นโรคติดต่อที่ทำให้ประชาชนป่วยเป็นจำนวนมาก เช่น โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม เป็นต้น นอกจากนี้ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ต้องระวังเป็นพิเศษในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี คือ โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชื้อโรต้า

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า คืออะไร?

ไวรัสโรต้า เป็นไวรัสกลุ่มอาร์เอ็นเอ (Double-stranded RNA virus) ใน ตระกูล (Family) Reoviridae ซึ่งมี 7 สายพันธุ์ (A, B, C, D, E, F, G) เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบเกือบทุกคน จะติดเชื้อไวรัสนี้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า ติดต่อโดยการรับเชื้อเข้าทางปาก จากการปนเปื้อนของเชื้อในน้ำดื่มและน้ำใช้ หรือการสัมผัสกับเครื่องใช้หรือของเล่นต่างๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสโรต้า โดยมักจะมีอาการภายใน 2-10 วันหลังการรับเชื้อเข้าไป

เชื้อที่ออกจากร่างกาย ไปติดตามสิ่งของต่างๆ จะคงทนอยู่นานหลายเดือน หากไม่เช็ดออกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดการติดโรคได้เช่นกัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชื้อโรต้า

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า มีอาการอย่างไร?

อาการของโรคคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว 3 ครั้ง/วัน หรือมากกว่า มีไข้สูงและอาเจียน ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการขาดน้ำ หากรับการรักษาไม่ทันหรือไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะช็อกและอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลยังพบอีกว่า ก่อนอายุ 5 ปีเด็กทุกคนจะมีการติดเชื้อซ้ำได้หลายครั้ง



ใครเสี่ยงต่อโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า?

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และสถานที่ที่พบมาก คือ สถานสงเคราะห์เด็ก โรงพยาบาล นอกจากนี้ อาจพบการติดเชื้อได้ในผู้ดูแลเด็ก ผู้ปกครอง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงตลอดปี 2560 จำนวน 985,544 ราย เสียชีวิต 4 ราย ในจำนวนนี้เป็นการป่วยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 226,909 ราย คิดเป็นร้อยละ 23 ของผู้ป่วยทั้งหมด และเสียชีวิต 3 ราย ซึ่งจากการสำรวจของกรมควบคุมโรค เมื่อ ปี 2544-2546 พบว่า การป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า ประมาณร้อยละ 43 และจะมีเด็กป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วงที่เข้ารับการรักษาในคลินิก ประมาณ 131,000 รายต่อปี และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 56,000 รายต่อปี



โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า รักษาได้อย่างไร?


Advertisement

เป็นเรื่องจริงที่ว่า ไวรัสโรต้า ไม่มียารักษาเฉพาะ แต่สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายได้ด้วยวิธีรักษาตามอาการ โดยให้สารละลายเกลือแร่กินให้เพียงพอกับน้ำ และเกลือแร่ที่เสียไปกับการอาเจียน และท้องร่วง ท้องเสีย ท้องเดินซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หากเด็กกินไม่ได้ ต้องให้น้ำ/เกลือแร่ทดแทนทางหลอดเลือดดำ โดยปกติเด็กมักจะไม่ค่อยยอมกิน หลักการที่ใช้ได้ผลส่วนมากคือ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ต้องเข้าใจและพยายาม ไม่ยอมกินต้องพยายามป้อนให้ได้ตลอด อาเจียนออก ก็ป้อนใหม่ ซึ่งอาการอาเจียนมักเกิดอยู่ประ มาณไม่เกิน 2 วัน

เมื่อมีไข้ รักษาอาการไข้โดยเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ ให้ยาขับลมหากปวดท้องหรือท้อง อืด ซึ่งการให้เกลือแร่ที่เพียงพอจะช่วยลดอาการท้องอืด เพราะมีเกลือแร่โปแตสเซียม (Potas sium) เพียงพอที่ช่วยทำให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น หากเด็กหยุดอาเจียน ให้รับประทานข้าวต้ม หรือโจ๊กได้ หากเด็กถ่ายเป็นน้ำหลายวันและเด็กดื่มนมวัวอาจเกิดภาวะขาดเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยนมวัว ควรเปลี่ยนเป็นนมที่ไม่มีแลคโตส หรือให้นมถั่วเหลือง ในเด็กที่ให้นมแม่ ให้นมแม่ต่อไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนนม

การรักษาที่ดีคือให้น้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอและให้ทันเวลา เด็กจะไม่ซึม ปัสสาวะได้ดี ไม่หอบเหนื่อย เกลือแร่ที่มีขายเป็นซองใช้ได้ ดูการผสมให้ถูกต้องว่า 1 ซองผสมน้ำเท่าใด (อ่านจากฉลากยา หรือที่เขียนไว้บนซองยา)

หากหาเกลือแร่ไม่ได้ ให้ทำน้ำเกลือแร่เอง โดยใช้น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา (ช้อนยาเด็ก 3 ช้อนชาได้เท่ากับ 15 กรัม) ผสมน้ำสะอาด 750 มิลลิลิตร (ขวดน้ำปลาที่มีคอคอด หรือ ใช้ขวดนม 8 ออนซ์ 3 ขวด กับอีก 1 ออนซ์) ใส่เกลือประมาณครึ่งช้อนชาต้มให้เดือด และทิ้งไว้ให้เย็น หรือใช้น้ำข้าวเติมเกลือและน้ำตาล หรือ ป้อนด้วยน้ำแกงจืด



โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า ป้องกันอย่างไร?

การป้องกันโรคอุจจาระร่วงสามารถทำได้ดังนี้
หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลล้างมือทั้งก่อนปรุงประกอบอาหาร และภายหลังการใช้ห้องน้ำ


กำจัดขยะมูลฝอย เศษอาหารเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน


รับประทานอาหารที่ปรุง “สุก ร้อน สะอาด” ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากต้องการจะเก็บรักษาอาหารที่ปรุงสุกแล้วไว้รับประทานในวันต่อไป ควรใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เก็บไว้ในตู้เย็น และนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และการเก็บรักษาที่ปรุงสุกแล้ว ควรแยกจากอาหารหรือวัตถุดิบที่ยังไม่ปรุง เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน


ปัจจุบัน ไวรัสโรต้า มีวัคซีนในการป้องกัน แต่ช่วงที่ให้วัคซีนกิน ครั้งแรก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์ถึง 4 เดือน และจะต้องให้ครบ ภายใน 8 เดือน หลัง 8 เดือนไปแล้ว เราจะไม่ให้วัคซีนป้องกันไวรัส ทั้งนี้เพราะในเด็กที่อายุมาก การเริ่มให้วัคซีนอาจจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดลำไส้กลืนกัน จึงไม่แนะนำให้วัคซีนหลังอายุ 8 เดือน

ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากเริ่มมีความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กองป้องกันโรคด้วยวัคซีน/ สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค,สาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย

ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/health/9381/

ไวรัสโรตา (Rotavirus)


ไวรัสโรตา (Rotavirus)

ไวรัสโรตา (Rotavirus)

ถ้าอยู่ๆ เจ้าตัวเล็กวัยน้อยกว่า 2 ขวบ มีอาการอาเจียน มีไข้ ท้องเสียถ่ายเป็นน้ำ เหมือนอาหารไม่ย่อย อุจจาระเป็นฟอง มีกลิ่นเปรี้ยวแล้วล่ะก็ สงสัยว่าเจ้าตัวเล็กจะโดนไวรัสโรต้าเล่นงานเข้าให้อยู่ได้ทุกที่หนีไม่พ้น

- โรต้าเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก ชอบแฝงตัวอยู่ตามสิ่งของ เช่นของเล่นเด็ก และอยู่ได้นานเป็นวัน

- ถึงดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำ อาหาร และที่อยู่เป็นอย่างดี ก็ยังป้องกันลูกรัก จากไวรัสโรต้าได้ไม่เต็มที่

- หากนำสิ่งของ หรือ มือที่เปื้อนเชื้อเข้าปาก ลูกน้อยก็ติดไวรัสได้อย่างง่ายดาย

อาการรุนแรงกว่าที่คิด

- ทารกทุกๆ 1 ใน 2 คนที่ป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วง จะต้องนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโรต้า

- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบแทบทุกคนต้องเคยติดเชื้อ ไวรัสโรต้าอย่างน้อย 1 ครั้ง

- ไวรัสตัวป่วนนี้ทำให้เด็กทั่วโลก ต้องเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชื้อโรต้า
อายุน้อย ความเสี่ยงสูง

โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้านี้ จะพบได้มากสุดในช่วงอายุ 6-24 เดือนพบได้น้อยลงหลังอายุ 2 ปี จึงพบว่ายิ่งเด็กทารกที่มีอายุน้อยก็จะมีความสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัสโร ต้า การติดเชื้อมักเริ่ม เกิดในช่วงอายุตั้งแต่ 3 เดือนโรคนี้มักจะทำให้อาเจียนและถ่ายบ่อย และเมื่อเด็กถ่ายมากๆ จนขาด น้ำ ไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเอง หาน้ำมากินได้เหมือนเด็กโตหรือผู้ใหญ่

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) คืออะไร ?

ไวรัสโรต้า เป็น เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงได้รุนแรงพอควรทีเดียว โดยเด็กที่ เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี และเจ้าเชื้อนี้จะออกมาในอุจจาระ คือถ้าเด็กที่มีเชื้อนี้ อยู่ในร่างกายถ่ายออกมาแล้วบ้านนั้นมีการกำจัด อุจจาระ ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อแพร่กระจาย ไปติดเด็กคนอื่นๆ

เมื่อติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วจะมีอาการอย่างไร ?

หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน ทารก และเด็กเล็กจะอาเจียน มีไข้ และถ่ายเหลว อาการอาจเรื้อรังนาน 9 วัน – 3 สัปดาห์ การถ่ายเหลวเป็นเวลานานทำให้เด็กขาดน้ำ และเกลือแร่มาก จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล วึ่งบั่นทอนสุขภาพของเด็ก และสร้างความเครียดให้คุณพ่อคุณแม่ ถ้าติดเชื้อแล้วจะรักษาอย่างไร ? เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ปัจจุบันไม่มียารักษาเฉพาะ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเหลือลูก เบื้องต้นได้ เช่น เมื่อลูกขาดน้ำ และเกลือแร่ ก็ทำให้น้ำ และเกลือแร่ทดแทนทางปาก แต่ถ้าลูกมี ภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

จะปกป้องลูกจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างไร ?

- สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือรักษาสุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน และบริเวณที่ลูกชอบไปเล่น รวมถึงของเล่นต่างๆ อีกทั้งควรล้างมือให้ลูกบ่อยๆ

- การดื่มนมแม่ จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานโรคได้ในระดับหนึ่ง

- การเสริมสร้างภูมิต้านทานด้วยวัคซีนชนิด กิน วิธีนี้สะดวกได้ผลดี โดยพาลูกไปรับวัคซีน 2 ครั้ง เมื่ออายุครบ 2 เดือน และ 4 เดือน สามารถลดความรุนแรงของโรค และความจำเป็นที่จะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลหากได้รับเชื้อ

ปรึกษากุมารแพทย์

หากลูกน้อยอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องและมีไข้ อาจเป็นสัญญาณของโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไว รัสโรต้า คุณพ่อคุณแม่ควรให้น้ำและเกลือแร่ชดเชย เพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่หลังสังเกตว่าลูกเริ่ม มีอาการขาดน้ำ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์

ที่มา : พญ.ดนยา เหมธัญ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhealth.com/health/article/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B2-Rotavirus-2261