ค้นหาสิ่งที่คุณสนใจ..... เช่น PEP ท้องหรือไม่ ยาคุมฉุกเฉิน Amoxicillin

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

หลักสูตรอบรมผู้ช่วยเภสัชกร

หลักสูตรอบรมผู้ช่วยเภสัชกร

สำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ และอยากทำงานกับเราในตำแหน่งผู้ช่วยเภสัชกร เรายังมีการเรียนการสอนหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกร

******ผู้ช่วยเภสัชกร    ค่าใช้จ่าย   2,000 บาทต่อบทเรียน   เลือกเรียน 4 ชม.ต่อวัน  ข้อดี! เลือกเรียนหลังเลิกงานประจำได้ หรือที่คุณสะดวก สามารถเรียนทีเดียวต่อกันได้ ร้านเราเปิด 24ชม.    จะเรียนทุกวัน หรือสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้งก็ได้    จ่าย 2,000 เรียนได้ 1 บทเรียน   ทุกบทเรียนมีเอกสารเพื่อไปทบทวน และมีแบบทดสอบความรู้ท้ายการเรียนทุกครั้ง    สำหรับผู้ที่เรียนครบทุกบท จะได้รับการสอบรวมยอดฟรี  และได้รับสิทธิ์การรับเข้าทำงานกับเรา  และได้รับเกียรติบัตรการอบรม ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำหรับการทำงานในร้านยา คลินิก โรงพยาบาล ที่ท่านต้องการ


การสอบรวบเทียบผู้ช่วยเภสัชกร
ข้อสอบมีทั้งหมด 2 ชุด ขั้น 1 และ ขั้น 2
ผู้สมัครหลักสูตรอบรมผู้ช่วยเภสัชกร สอบฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายผู้ที่ไม่ได้สมัครเรียน  จะมีค่าสอบ 400 และ 500 บาท ตามลำดับ
ผู้สมัครสอบสามารถสอบ 1 ชุดก่อน คือ 400 บาท เมื่อผ่าน จึงจะได้รับสิทธิ์สอบข้อสอบชุดขั้น 2 เมื่อสอบครบ 2 ชุด จะได้รับการประเมินผล และรับเกียรติบัตรรับรองการสอบอีกด้วย เพื่อใช้สมัครงานใดๆ

สนใจสอบถาม โทร. 0833313191  หรือไลน์ vitaminthailand และไลน์ไอดี 0833313191

ร้านขายยาของเรามีรถเมล์, รถตู้ และสองแถว ผ่าน ตั้งแต่ 6โมงเช้า จนถึง สี่ทุ่ม
อยากทราบที่อยู่ร้านของเรา กดไลค์ให้5ดาวให้กับร้านเราได้เลย  สามารถดูย้อนหลังจากประวัติการให้คะแนนย้อนหลังได้
http://bit.ly/5STAR5DAO  << คลิกดูแผนที่และให้5ดาวเพื่อสามารถย้อนดูที่ตั้งร้านของเรา   และสามารถติดตามข่าวสารร้านของเราได้ที่ไลน์ @pharmacyjob  ถ้าคุณอ่านแล้วคุณสนใจ  ทักมาครับ   *** เราขอแนะนำให้คุณระบุตำแหน่งที่สนใจ   วันเวลาที่สัมภาษณ์  และ ลักษณะงานที่คุณทำตอนนี้  รายได้  ลักษณะงานที่เคยทำมาทั้งหมด   สถานะครอบครัว      ....ตำแหน่งงานของเรามีจำกัด.   

ที่พัก
ของผู้เรียนหลักสูตรผู้ช่วย  หรือมาทำงานทุกตำแหน่ง หากมาทำงานหรือเรียนที่สาขาเลียบคลองสาม เราจะมีที่พักให้ฟรี เสียเฉพาะค่าไฟเท่านั้น. และค่าประกันการอยู่ 2 เดือน

"คัดกรองตัวเอง ด่วน" หากมีอาการ กังวลฟุ้งซ่าน กลัวเกินเหตุ เสี่ยง "โรควิตกกังวล" ก่อ "โรคหลอดเลือดหัวใจ"

หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. กล่าวว่า กรมสุขภาพจิต แนะประชาชนที่มีอาการกังวล คิดฟุ้งซ่าน กลัวเกินกว่าเหตุ ร่วมกับมีอาการทางกายอย่างน้อย 3 อย่าง เช่น ท้องเสีย ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม เป็นติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน

ควรรีบพบแพทย์รักษา เนื่องจากเป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง สาเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง เหตุภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายต่ำ และอันตรายเหมือนดารา ที่เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้

กอง บ.ก.เว็บไซต์ medhubnews.com ข่าวสุขภาพ สาธารณสุข การท่องเที่ยว วาไรตี้ และ เพจ sasook รายงานว่าการเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชของประชาชนไทย

นอกจาก โรคทางจิต แล้วยังมีในกลุ่มของ โรควิตกกังวล ( anxiety disorders ) ซึ่งผู้ป่วยจะมีจิตใจแปรปรวนอ่อนไหวง่าย ที่พบได้บ่อยคือ โรควิตกกังวลทั่วไป ซึ่งในคนปกติทั่วไปอาจเกิดความวิตกกังวล

เช่น กังวลเรื่องลูกไปโรงเรียน เรื่องการเข้าทำงานใหม่ แต่ว่าจะเป็นไม่นาน อาการจะหายไปเองแต่ในผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลทั่วไปจะมีอาการติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน

โรควิตกกังวล ( anxiety disorders )



อาการเด่นที่สำคัญคือ คิดฟุ้งซ่าน กลัวและกังวลเกินกว่าเหตุในหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น มีอาการใจลอย ตกใจง่าย

ไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้คิดได้ และจะมีอาการทางกายปรากกฎร่วมด้วยอย่างน้อย 3 อย่าง เช่น กระสับกระส่าย เหนื่อยง่าย ใจสั่น ปวดตึงกล้ามเนื้อ

โดยเฉพาะที่ต้นคอไหล่ หลัง ใจเต้นเร็วและแรงหายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย มือเท้าเย็น นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี 2556 พบประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นโรคนี้ร้อยละ 0.3 คาดว่าทั่วประเทศมีประมาณ 140,000 คน


สาเหตุของโรควิตกกังวลทั่วไปเกิดมาจากความผิดปกติทางจิตใจหรือความไม่สมดุลย์ของสารสื่อประสาทในสมอง เป็นโรคที่ประชาชนไทยมักเข้าใจผิดกันบ่อย คิดว่าผู้ป่วยแกล้งทำ

หรือคิดว่าเกิดมาจากตัวเองคิดมากไปเอง ไม่ได้เจ็บป่วย จึงไม่ไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์เพื่อรักษาแก้ไขที่ต้นเหตุซึ่งโรคนี้มียารักษา และต้องใช้วิธีการบำบัดทางจิตสังคมร่วมด้วยเพื่อปรับความคิดและพฤติกรรมควบคู่กัน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือการซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากินเองเพื่อแก้ไขอาการที่ตัวเองเป็น เช่นนอนไม่หลับ ความกังวล ปวดศีรษะ เป็นต้น

ซึ่งจะมีผลเสียมากกว่า นอกจากจะไม่ได้ผลหรือได้ผลเพียงชั่วขณะ ยังอาจทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นไปอีกเพราะไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ จึงขอให้ผู้ที่มีปัญหาและอาการที่กล่าวมา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรืออาจโทรขอรับคำปรึกษาทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน กล่าวว่าโรควิตกกังวลทั่วไป หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคทางใจและทางกายตามมาอีกหลายโรคได้แก่ โรคซึมเศร้าหลับยากหรือนอนไม่หลับ

มีแนวโน้มใช้สารเสพติด เช่นดื่มเหล้า สูบบุหรี่ได้สูง รวมทั้งยังเสี่ยงเกิดโรคทางกายเช่นปวดหัวเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน มีรายงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าโรควิตกกังวล

เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายต่ำ


สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการวิตกกังวลในขณะนี้ มีวิธีช่วยควบคุมหรือบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ดังนี้ 1. พักผ่อนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง เนื่องจากคาเฟอีนอาจกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้ 2.รับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างครบถ้วนต่อเนื่อง

หากมีความจำเป็นต้องซื้อยารักษาโรคหรือสมุนไพรต่างๆตามร้านขายยาทั่วไปควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน 3. ฝึกทำสมาธิ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และรู้จักการปล่อยวาง ซึ่งจะช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

“ประการสำคัญญาติหรือคนรอบข้าง ควรทำความเข้าใจว่าอาการของผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากการแกล้งทำหรือคิดมากไปเอง ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในร่างกาย และเกี่ยวกับพื้นฐานสุขภาพจิตของแต่ละบุคคลด้วย

จึงควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว ซึ่งสามารถรักษาได้และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิมได้”

เตือนภัย "มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก" ตรวจเจอระยะลุกลามโอกาสรอดริบหรี่

ปัจจุบันนี้พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้จำนวนมาก หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม รายงานว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึง โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง เขตสุขภาพที่ 2 ปีงบประมาณ 2561

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และลำไส้ตรง ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขของทั่วโลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลกพบว่า มีผู้เสียชีวิต 528,980 รายต่อปี มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,023,152 รายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ส่วนในประเทศไทย พบมากเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด พบสูงเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย รองจากมะเร็งตับ และปอด และมากเป็นอันดับ 4 ในเพศหญิง รองจากมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ตับ

มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักปีละประมาณกว่าหมื่นราย โดยเขตสุภาพที่ 2 ตั้งเป้าหมายคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในปี 2561 จำนวน 73,000 ราย เมื่อพบผู้ป่วยจะได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รักษาให้หายขาดได้ “ตรวจพบเร็ว รักษาทัน” ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

เขตสุขภาพที่ 2 ในปีงบประมาณ 2560 พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 มารับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในระยะสุดท้าย มีอัตรารอดชีวิตเพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้น และค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคระยะสุดท้ายสูงถึง 160,000 บาท/ราย

ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด


การตรวจเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ( Fecal Immunochemical Test: FIT test ) ตรวจยืนยันวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องทางทวารหนัก ( colonoscopy ) ส่งตรวจชิ้นเนื้อ ( biopsy ) เพื่อวินิจฉัยโรคและเข้าสู่การรักษา

นพ.ทรงวุฒิ ทรัพย์ทวีสิน ประธานคณะทำงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขามะเร็ง กล่าวว่า คณะทำงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขามะเร็ง เขตสุขภาพที่ 2 ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 2 พิษณุโลก

โดยให้ประชาชนเก็บตัวอย่างอุจจาระด้วยตนเอง ส่งให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อตรวจเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ( FIT test ) หรือ รพ.สต.อาจส่งตรวจที่โรงพยาบาลชุมชน

หากพบมีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกหรือโรคมะเร็งจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เพื่อตรวจยืนยัน และตรวจชิ้นเนื้อ และให้การรักษา ซึ่งหากเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นรักษาให้หายขาดได้

มาอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่กันดีกว่า....





มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร ?
โรคมะเร็งลำไส้ เป็นความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ที่เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีการแบ่งตัวและเพิ่มขึ้นของขนาดเยื่อบุอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเมื่อเซลล์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะเกิดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกขึ้นในลำไส้ ซึ่งเนื้องอกอาจจะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ได้ แต่หากกลายเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังชั้นกล้ามเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของลำไส้ผ่านท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือด และไปปรากฏยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เรียกว่า "มะเร็งแพร่กระจาย"

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้นั้นก็เช่นเดียวโรคมะเร็งอื่น ๆ อีกหลายชนิด คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์มีการคาดว่าอาจจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น การถ่ายทอดของยีนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารไขมันสูง การไม่บริโภคผัก-ผลไม้ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือการมีสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ความผิดปกติที่เกิดในลำไส้หรือระบบขับถ่ายก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง หรือโรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น ทั้งนี้อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ของทั้งเพศชายและหญิงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน




มะเร็งลำไส้ ใครคือกลุ่มเสี่ยง ?

โรคมะเร็งลำไส้แม้จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับบางคนบางกลุ่ม อาจมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าคนอื่น โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้นมีดังนี้

- ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่ผ่านการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเป็นประจำ และกินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์น้อย
- ผู้ที่ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่
- ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ค่อยมีการขยับไป-มา
- มากกว่า 90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี
- มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
- มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน หรือโรคโครห์น (Crohn's disease)
- มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง แต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก




อาการมะเร็งลำไส้ มีสัญญาณเตือนเบื้องต้นอะไรบ้าง

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมะเร็งจะเริ่มต้นจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากละเลยก็อาจทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเราจึงควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้หรือไม่เพื่อที่จะได้พบแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาได้ไวขึ้นค่ะ

1. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม
2. ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไป อาจมีขนาดเล็กลง หรือมีเลือดออกมาปะปนด้วย
3. ท้องผูก และท้องเสียสลับกันบ่อยผิดปกติ หรืออาจมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ บ่อยผิดปกติ และมักมีอาการปวดบริเวณท้องช่วงล่าง
5. ความอยากอาหารลดลง เพราะเมื่อมีก้อนเนื้ออยู่ในลำไส้ การทำงานของลำไส้จะช้าลง ส่งผลให้ไม่รู้สึกหิว
6. เกิดอาการอ่อนเพลียผิดปกติ เพราะการสูญเสียเลือดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้เนื่องจากเนื้องอก จะส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย ซึ่งถ้าหากเสียเลือดมากเกินไปอาจถึงขั้นช็อกได้
7. คลื่นไส้ อาเจียน หากอยู่ดี ๆ เริ่มมีอาการอาเจียนบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ที่เกิดจากมะเร็งทำให้เกิดอาการนี้ได้

มะเร็งลำไส้ อาการเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหน ?

ส่วนใหญ่แล้วอาการของมะเร็งลำไส้จะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อและตำแหน่งของมะเร็ง โดยหลัก ๆ แล้วจะมีการพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา

หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย โลหิตจาง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร บางรายอาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา หากคลำบริเวณท้องก็จะพบก้อนเนื้ออยู่ด้วย ในกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยพบอาการลำไส้อุดตัน

- บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย

ก้อนเนื้อมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการลำไส้อุดตันจากก้อนมะเร็ง หรือมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ มีอาการท้องผูก ปวดท้อง อาเจียน ไม่ผายลม บางรายอาจไม่มีการถ่ายอุจจาระเลย หรือถ้าถ่ายออกมาก็อาจมีเลือดปนออกมาด้วย

- บริเวณลำไส้ตรง

เนื่องจากลำไส้ตรงเป็นส่วนปลายของลำไส้ที่อยู่ใกล้ทวารหนัก หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อบริเวณนี้ก็อาจจะมีอาการปวดทวารหนักอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด เมื่อถ่ายและก็อาจจะถ่ายไม่สุด บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบโต หรือมีก้อนเนื้อออกมาจากทวารหนักที่ไม่ใช่ริดสีดวง

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีอาการลำไส้อุดตัน จะมีอาการปวดท้องรุนแรงคล้ายลำไส้ถูกบิดอยู่เป็นระยะ อาจมีอาการถ่ายไม่ออก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้หากอยู่ในระยะเริ่มแรกก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากสีอุจจาระ หากมีความผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ก่อนจะดีที่สุดคับ




มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีกี่ระยะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่มีทั้งหมด 4 ระยะ ซึ่งในแต่ละระยะมีอัตราการหายขาดจากโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้

มะเร็งลำไส้ ระยะแรก (ระยะที่ 1) - ระยะเริ่มแรก เป็นระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม จึงสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด อัตราการหายขาดอยู่ที่ 95%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 2 - เป็นระยะที่เริ่มลุกลาม โดยเซลล์มะเร็งจะทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ และอาจลามไปถึงเยื่อหุ้มลำไส้ เนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ หรืออวัยวะข้างเคียง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทั้งแบบผ่าตัด และเคมีบำบัดควบคู่กันไป มีโอกาสหายขาดถึง 80-90% แต่ถ้าหากรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวโอกาสจะอยู่ที่ 70%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 3 - มะเร็งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุด และต้องมีการทำเคมีบำบัดด้วยเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและกลับมาลุกลามได้ ระยะนี้โอกาสหายขาดอยู่ที่ 60%

มะเร็งลำไส้ ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) - ถือเป็นระยะที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมะเร็งจะแพร่กระจายไปที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก ในการรักษาจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดอวัยวะบางส่วนที่เป็นมะเร็งออก และทำเคมีบำบัดร่วมด้วย ในระยะนี้หากได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องโอกาสหายขาดก็เทียบเท่ากับระยะที่ 3




การตรวจมะเร็งลำไส้ มีวิธีใดบ้าง

ในการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้สามารถทำได้หลายวิธี มีตั้งแต่วิธีเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติครอบครัว ประวัติส่วนตัว ตรวจร่างกายโดยทั่วไปแล้วจึงจะเข้าสู่การตรวจเฉพาะทาง มีวิธีตรวจดังนี้

1. การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก

วิธีนี้ถือเป็นการตรวจแบบเบื้องต้น โดยแพทย์จะสวมถุงมือและทาครีมหล่อลื่นแล้วจึงจะตรวจบริเวณปากทางของทวารหนัก เพื่อตรวจดูว่ามีก้อนเนื้อแปลกปลอมอะไรหรือไม่

2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ

แพทย์จะสั่งให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจงดเนื้อสัตว์และเลือดสัตว์ รวมทั้งอาหารเสริมบำรุงเลือดต่าง ๆ ที่อาจใช้อยู่เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นก็จะนำตัวอย่างอุจจาระที่ได้ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งถ้าหากมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระก็แปลว่าภายในระบบทางเดินอาหารอาจมีเลือดออก แพทย์ก็จะส่งตัวให้ไปทำการตรวจอย่างละเอียดในขั้นต่อไป

3. การส่องกล้อง

การส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัยมีทั้งหมด 2 แบบคือ แบบที่ตรวจเฉพาะลำไส้ส่วนล่าง เรียกว่า Sigmoidoscope และการส่องกล้องเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เรียกว่า Colonoscopy

4. การกลืนสีหรือแป้ง (barium enema)

นอกจากส่องกล้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหาก้อนเนื้อได้ก็คือการกลืนสารทึบรังสี แล้วเอกซเรย์เพื่อดูความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

5. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หากพบความผิดปกติของลำไส้หลังจากเอกซเรย์ หรือขณะที่กำลังส่องกล้อง แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ถ้าหากใช่ แพทย์ก็จะวางแผนสำหรับการรักษาต่อไป




มะเร็งลำไส้ รักษาอย่างไร ?

หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าอาการที่เป็นอยู่ในระยะใด จากนั้นจึงจะเริ่มต้นวางแผนสำหรับการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะต้องเช็กสภาพความพร้อมของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ อายุ และระยะของมะเร็ง แล้วถึงจะวางแผนการรักษาได้ โดยวิธีการรักษาที่ใช้อยู่กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. การผ่าตัด

การผ่าตัดถือเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โดยจะผ่าตัดนำลำไส้ส่วนที่เสียออกแล้วนำลำไส้ที่เหลือมาต่อกัน แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นมะเร็งนั้นอยู่ใกล้ทวารหนักก็อาจมีการตัดทวารหนักทิ้ง และให้ผู้ป่วยใช้การอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง จากนั้นแพทย์ก็จะทำการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจนมั่นใจว่าจะไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 2 ขึ้นไป ก็จะเพิ่มการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัดตามมาหลังการผ่าตัดด้วยเพื่อให้ ทำลายเซลล์มะเร็งให้หมด ไม่ให้หลงเหลือจนเกิดมะเร็งซ้ำ

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาเป็นการรักษาที่ใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่เกิดโรค วิธีนี้สามารถลดขนาดของก้อนเนื้อมะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น โดยการใช้รังสีรักษาจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด แต่ปัจจุบันนี้แพทย์นิยมให้ใช้การรักษาด้วยรังสีก่อนการผ่าตัด เนื่องจากได้ผลที่ดีกว่า แต่การให้รังสีหลังผ่าตัดก็สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของโรค และลดการนำลำไส้มาเปิดไว้ที่หน้าท้องได้เช่นกัน

3. เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด โดยผู้ป่วยหลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วก็จะต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาแบบนี้จะต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 2 เป็นต้นไป หรือมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ การใช้เคมีบำบัดสามารถเพิ่มโอกาสรอดของผู้ป่วยได้มากเลยทีเดียว ขณะที่ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาด้วยเคมีบำบัดก็จะกลายเป็นการรักษาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ลดความทรมานจากมะเร็ง แต่จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้คับ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอย่างไร

ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เนื้อแดงก็ควรรับประทานให้น้อยลง อีกทั้งยังควรดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรืออาการท้องผูกบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังควรตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งคับ

ป่วยมะเร็งลําไส้ กินอะไรได้บ้าง หรือห้ามกินอะไร

หากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกโภชนาการ โดยชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง แนะนำว่าผู้ป่วยควรจัดอาหารดังนี้

- คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีใยอาหารมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง เพราะใยอาหารจะช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งและน้ำดีแล้วขับออกจากร่างกาย

- โปรตีน ควรทานวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮม เพราะมีสารไนไตรท์ที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งมากขึ้น ส่วนโปรตีนชนิดอื่นที่ควรทาน เช่น ไข่ และถั่ว เช่น ถั่วเหลือง

- ไขมัน เลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ หันไปทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น ไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งพบได้ในน้ำมันปลา แต่ไม่ควรทานวิตามินเสริม หรือน้ำมันปลา เพราะจะทำให้ได้รับไขมันเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรเลี่ยงไขมันที่เกิดจากการปิ้งย่างหรือน้ำมันทอดซ้ำที่มีสารก่อมะเร็งโดยตรง

- ผัก หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดควรเลี่ยงผักที่มีใยอาหารมาก ๆ รวมทั้งผักกลิ่นฉุนที่มีสารกำมะถันอยู่มาก เช่น ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ส่วนผักที่ควรรับประทานคือผักในตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ามีผลดีต่อการป้องกันและต่อต้านมะเร็งลำไส้ แต่ควรล้างให้สะอาด

- ผลไม้ สามารถทานได้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดมาควรเลือกทานผลไม้ที่ย่อยง่าย เช่น มะละกอสุก ส้ม แก้วมังกร เป็นต้น และหลังจากการรับประทานผลไม้เส้นใยสูงแล้ว ควรเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร

เห็นแบบนี้แล้วมะเร็งลำไส้ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อย่าปล่อยให้วิถีการดำเนินชีวิตของคุณต้องเข้าไปใกล้ความเสี่ยงโรคมะเร็งเลยจะดีกว่า เราจะได้มีอายุที่ยืนยาวอยู่กับคนที่คุณรักมากกันนะคับ

78 ปี อภัยภูเบศรคึกคัก คนแห่ฟัง อภัยภูเบศร เปิด “คลินิกกัญชา” รักษาโรคลมชัก โรคพาร์กินสันแล้ว อีกไม่เกิน 2 เดือน รักษามะเร็งระยะสุดท้าย

78 ปี อภัยภูเบศรคึกคัก
78 ปี อภัยภูเบศรคึกคัก
คลินิกกัญชา
คลินิกกัญชา

78 ปี อภัยภูเบศรคึกคัก คนแห่ฟัง สัมมนากัญชา แน่น พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ “คลินิกกัญชา” รักษาสองโรคหลัก ลมชัก พาร์กินสัน เผยอีกไม่เกิน 2 เดือน จะใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและโรคปวดปลายประสาท

หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. รายงานว่า การประชุมวิชาการ “กัญชาทางการแพทย์” ที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 78 ปี สถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

โดยเชิญวิทยากรระดับกูรูทางด้านการแพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน ตลอดจนนักวิชาการหลากหลายแขนง ประกอบด้วย นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยระวิวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พ.อ.แพทย์หญิงนวพร หิรัญวิวัฒน์กุล ประธานราชวิยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.นายแพทย์ปัตพงษ์ เกษมสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกันแน่นห้องประชุม

นายแพทย์ธเรศ กล่าวว่า อย.ได้สนับสนุนให้หน่วยงานที่มีศักยภาพในการผลิตสารสกัดกัญชา โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นหนึ่งใน 4 รายที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา ต้องขอชมเชยทีมงานที่เข้มแข็ง

สามารถขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์อย่างเป็นระบบในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบหลักการของร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับการโฆษณายาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชา

เพื่อรองรับกรณีการให้ข้อมูลทางวิชาการของยากัญชาที่ผลิตในประเทศ แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ใช้ในการพิจารณาสั่งใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ ของผู้ป่วย

สำหรับกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การโฆษณาให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับกัญชา ต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา


นายแพทย์นำพล กล่าวว่า หลังจากที่มีนโยบายชัดเจนจากรัฐบาลแล้วว่าจะสนับสนุนให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการ อย. ก็ได้หารือกัน และเห็นว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

ตั้งแต่การปลูก การสกัด และมีการใช้มานาน ถึงเวลาที่เราจะต้องทำให้เป็นต้นแบบ เพื่อให้ได้กัญชาที่ปลอดภัยเป็นต้นแบบถูกต้องถูกวิธี โดยได้ศึกษาข้อมูล

ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนปราชญ์ชาวบ้าน พบว่า ในกัญชามีความซับซ้อนมีพฤษเคมีมากกว่า 500 ชนิดเพราะฉะนั้นเราจะต้องให้ปลอดภัยที่สุด


“วันนี้เป็นวันแรกที่เราเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อให้การรักษาพยาบาล ผู้ป่วยโรคลมชักและพาร์กินสัน โดยแพทย์และเภสัชกร ที่ผ่านการฝึกอบรม

นอกจากนี้อภัยภูเบศร ยังเป็นต้นแบบการปลูกกัญชาแบบรากลอยเพื่อทำต้น และรากจมเพื่อทำดอก รวมถึงระบบกรีนเฮาส์ที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถนำไปใช้และปลูกได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมในอนาคต” ผอ.นำพล กล่าว

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า อภัยภูเบศร จะพัฒนาโรงเรือน เป็น โรงเรียนเพื่อเรียนรู้การปลูกกัญชา ส่งต่อความรู้ให้กับประชาชน

อีกประมาณ 4 เดือนก็จะชัดเจนว่า กัญชา 16 ต้นที่ปลูกในตู้คอนเทนเนอร์นั้น จะมีต้นทุนการปลูกเท่าไร และการศึกษาจากการปลูกในหลายวิธีนั้น วิธีไหนจะดีที่สุด

เพื่อให้เกษตรกรสามารถลงทุนได้ และมีระบบการควบคุมกับเราอย่างไร เพื่อไม่ให้เล็ดรอดออกไปเป็นยาเสพติด อย่างไรก็ตามขณะนี้เกษตรกรยังไม่สามารถปลูกเองได้

เพราะเรายังรู้ไม่ว่าวิธีไหนที่จะได้ผล นอกจากนี้ในอนาคตนอกจากอภัยภูเบศรแล้ว ก็จะขยายโหนดออกไปทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อยอดจากอภัยภูเบศร

“ขณะนี้เรามีกัญชาที่ได้รับมอบมาจาก ปปส. มีสาร THC เด่น ซึ่งจะสามารถใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 และโรคปวดปลายประสาทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา อีกไม่เกินสองเดือนก็จะสามารถสกัดออกมาได้

ส่วนที่ สาร CBD เด่นคือล็อตที่เราได้รับบริจาคมาจาก อย.นั้น เรามีเพียง 100 ขวดจึงสามารถรองรับผู้ป่วยประมาณ 10 ราย และอีก ประมาณ 7 เดือน

หากการเพาะปลูกได้ผลก็จะสามารถสกัดได้อีกราว 900 ขวด จะสามารถรับคนไข้ได้เพิ่มขึ้น อยากให้คอยติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว


หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. รายงานต่ออีกว่า

“อภัยภูเบศร” เปิดคลินิกกัญชา ครั้งนี้เป็นรอบที่ 3 แล้วสุดคึกคัก ประชาชนแห่เข้ารับบริการแน่นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมานี่เอง  บรรยากาศการเปิดคลินิกกัญชาเป็นครั้งที่ 3 ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ป่วยจากหลายจังหวัด ทยอยเข้ามารับการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้มีการจ่าย “น้ำมันกัญชา” เพื่อติดตามผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรค ลมชัก พาร์กินสัน ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแผนปัจจุบัน และเริ่มใช้ “ยากัญชา” ที่สกัดจากของกลาง ซึ่งผ่านมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยด้วย


ทั้งนี้ คลินิกกัญชา ดำเนินการภายใต้โครงการ “กัญชา อภัยภูเบศร โมเดล” เป็นต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ เพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับคนไทยมากที่สุด โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รับอนุญาตให้ปลูก ผลิต และจ่ายยากัญชา เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาโรคกรณีผู้ป่วยรักษาแผนปัจจุบันไม่ได้ผล โดยคลินิกจะเปิดให้บริการทุกวันจันทร์ที่ 4 ของเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น.

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งทางเราขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานค้นพบยาที่รักษาโรคร้ายแรงให้หายขาดได้ซะที



ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก https://medhubnews.com/ และอภัยภูเบศก์

นายแพทย์เตือน "นักไฮ นักบิน ทั้งหลาย" นักเสพน้ำแข็ง สถาบันบำบัดรักษาผู้ติดยา ฯ ชี้ภัยผู้เสพยาไอซ์ อันตรายฤทธิ์เสพติดรุนแรงกว่ายาบ้า

ยาไอซ์เป็นยาเสพติด มีผลึกคล้ายน้ำแข็ง จึงเป็นที่มาของชื่อยาไอซ์ ความบริสุทธิ์ของยาค่อนข้างสูง ออกฤทธิ์แรงกว่ายาบ้ามากจึงมีคนเรียกว่าหัวยาบ้า หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. รายงานว่า 

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลถึง ยาไอซ์ ( Crystal Meth ) หรือ เมทแอมเฟตามีน ไฮโรคลอไรด์

มีลักษณะเป็นผลึกใสคล้ายน้ำแข็ง มีการปนเปื้อนของสารอื่นๆน้อย มีความบริสุทธิ์สูงกว่า ยาบ้า 4-5 เท่า ออกฤทธิ์กระตุ้นต่อจิตและประสาท มีฤทธิ์เสพติดรุนแรงและอันตรายกว่ายาบ้า

ส่วน ยาบ้า คือ เมทแอมเฟตามีน ที่มีการผสมสารเคมีต่างๆ แล้วอัดเป็นเม็ด ฤทธิ์รุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาไอซ์ แต่ความอันตรายมาจากสารเคมีที่ผสมลงไป ทำให้ผู้เสพสุขภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเสพยาไอซ์เข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นสมองให้หลั่งสารสื่อประสาท “โดปามีน” ออกมามากผิดปกติ ทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้ม สนุกสนาน สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผลของยาไอซ์ต่อผู้เสพขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย น้ำหนัก ปริมาณ และวิธีการใช้ ซึ่งอาการที่พบ

ได้แก่ รูม่านตาขยาย เหงื่อออกมาก มือสั่น การมองเห็นพร่ามัว วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ริมฝีปากแห้ง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ที่สำคัญคือเส้นเลือดในสมองมีภาวะผิดปกติและเสียหายอย่างถาวร

ในรายที่เสพยาไอซ์ปริมาณสูง จะทำให้พูดมากขึ้น ย้ำคิดย้ำทำ เกิดอาการหวาดระแวงและวิตกกังวลสูง พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มีอาการประสาทหลอนนำไปสู่โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึมเศร้าอย่างรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้

การเสพยาไอซ์ทำให้เกิดการเสพติดได้ง่ายเพราะออกฤทธิ์รวดเร็วและร้ายแรง จึงมีอันตรายต่อร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ของผู้เสพมากกว่ายากลุ่มเมทแอมเฟตามีนอื่นๆ

ด้าน นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า การบำบัดรักษายาไอซ์ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่จะรักษาตามอาการ โดยแพทย์และทีมสหวิชาชีพ จะให้การบำบัดรักษาอาการขาดยา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนทางกายและทางจิต

ซึ่งผู้เสพยาไอซ์มักจะมีอาการซึมเศร้า บางรายรุนแรงถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย แพทย์จะให้ยาต้านอาการซึมเศร้าจนอาการดีขึ้นและให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ โดยผู้ป่วยจะได้เรียนรู้การใช้กระบวนการทางจิตวิทยา

ในการแก้ไขปัญหา การเสริมสร้างพลังใจให้เข้มแข็ง รู้จักหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการเสพยาไอซ์ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับสังคม ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เจตคติ ในการเลิกเสพยาไอซ์

ทั้งนี้ต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูอย่างน้อย 3 - 4 เดือน และติดตามดูแลช่วยเหลือหลังผ่านการบำบัดประมาณ 1 ปี เพื่อไม่ให้กลับไปเสพซ้ำอีก

หากประสบปัญหาด้านยาและสารเสพติดสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th

หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี

และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี

น่าทึ่ง ไม่ใช่แค่ยาธรรมดา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ดูไว้ หากเจอยาเม็ด กลมแบนสีฟ้า ด้านหนึ่งมีตัวอักษร “D A N” และตัวเลข “5 6 2 0” เป็นยาเสพติด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพบวัตถุออกฤทธิ์ชนิดใหม่ “ไดคลาซีแพม ( Diclazepam )” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นยาคลายเครียดในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีน

เช่นเดียวกับไดอาซีแพม แต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่า 10 เท่า และยังไม่มีการควบคุมทางกฎหมาย โดยมีรายงานในต่างประเทศว่ามีการนำมาใช้ในทางที่ผิดและมีผู้เสียชีวิตจากการใช้ยานี้จำนวนมาก

เตรียมเสนอข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาควบคุมทางกฎหมาย เฝ้าระวังการแพร่ระบาด และสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดต่อไป
หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. รายงานว่า นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักยาและวัตถุเสพติด
ได้รับของกลางจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ( บช.ปส. ) เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ลักษณะเป็นเม็ด กลมแบนสีฟ้า ด้านหนึ่งมีตัวอักษร “D A N” และตัวเลข “5 6 2 0” อยู่บนแต่ละข้างของขีดแบ่งครึ่งเม็ด

ไดคลาซีแพม



อีกด้านหนึ่งมีตัวเลข “10” จำนวน 99,850 เม็ด ซึ่งจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และส่งตรวจพิสูจน์โดยสงสัยว่าเป็นยาไดอาซีแพม ( Diazepam )

ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559

จากการตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการไม่พบไดอาซีแพม แต่ตรวจพบไดคลาซีแพม ที่ยังไม่มีการควบคุมทางกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเสียชีวิตด้วยยาชนิดนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป

ไดคลาซีแพม เป็นยาคลายเครียดในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีน เช่นเดียวกับ ไดอาซีแพม ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายไดอาซีแพม

แต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า สังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 แต่ไม่ได้มีการนำมาใช้เป็นยาทางการแพทย์ และไม่มีข้อมูลการศึกษาประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในมนุษย์

เนื่องจากพบว่าเสพติดได้ง่ายแม้ใช้ในขนาดปกติ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสารที่ออกฤทธิ์ ได้เช่นเดียวกันอีก 3 ชนิด

ก่อนขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะซึ่งสามารถตรวจพบได้นานถึง 10 วันหลังการใช้ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ชนิดใหม่ที่มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและแพร่ระบาดมากในต่างประเทศ มักลักลอบขายทางอินเทอร์เน็ต

ด้านหนึ่งมีตัวอักษร “D A N” และตัวเลข “5 6 2 0” อยู่บนแต่ละข้าง

การใช้ยาติดต่อกันในขนาดที่สูงจะทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาเกินขนาดได้ง่าย พบรายงานการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจำนวนมาก ในหลายประเทศ

เช่น สหราชอาณาจักร, สวีเดน, เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ไดคลาซีแพม ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่นๆ เช่น ออกซิโคโดน มอร์ฟีน และเฮโรอีน

หรือใช้พร้อมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกัน มีผลให้ปริมาณ ไดคลาซีแพม ในร่างกายสูงเกินขนาด ทำให้หายใจลำบาก โคม่า และเสียชีวิตได้ในที่สุด

“ไดคลาซีแพม ยังไม่ได้มีการควบคุมทางกฎหมายโดยสหประชาชาติ รวมทั้งในประเทศไทย แต่มีการควบคุมเช่นเดียวกับ ไดอาซีแพมในแคนาดา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ในสหราชอาณาจักรมีการควบคุมเมื่อ พ.ศ.2559

นอกจากนี้ยังมีการควบคุมแล้ว ในอีกหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, สวิสเซอร์แลนด์, ตุรกี และเกาหลีใต้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการตรวจพบไดคลาซีแพมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดแล้วในประเทศไทย ทั้งนี้ยาชนิดนี้ไม่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์ แต่มีแนวโน้ม การนำมาใช้ในทางที่ผิดสูง

ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะได้เสนอข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อใช้ในการพิจารณาควบคุมทางกฎหมาย เฝ้าระวังการแพร่ระบาด และสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป” นายแพทย์โอภาส กล่าว



ขอบคุณข้อมูลจาก https://medhubnews.com

น่าตกใจ สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 415 ล้านคน ทุก ๆ 6 วินาที ตาย 1 ราย

สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติได้เปิดเผยสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่าปี 2558 ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 415 ล้านคน

ทุก ๆ 6 วินาที มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 1 ราย และคาดการณ์ว่าในปี 2588 จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 642 ล้านคน



หาหมอยาดอทคอม  เวปไซต์ข่าวสุขภาพ และ เพจ หมอยาวิตามิน24 ร้านยา24ชม. รายงานว่า แม้จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

แต่ผู้เป็นโรคนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานให้น้อยลงได้


แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ร่างกายกำลังส่งสัญญาณอันตรายว่าอาจจะเป็นเบาหวาน การสังเกตอาการว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการกระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปัสสาวะปริมาณมาก

ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้อ่อนเพลียและน้ำหนักลดลง บางรายถึงขั้นไตวายและเสียชีวิต ผู้ป่วยบางรายจะมีผื่นอับชื้นที่เกิดจากเชื้อราตามซอกพับ มีตกขาว ตาพร่ามัว และชาตามปลายมือปลายเท้า

สิ่งที่น่าวิตกและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานคือ โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยคือ โรคแทรกซ้อนเรื้อรังของเบาหวานในจอประสาทตา

ทำให้จอประสาทตาเสื่อม มีเลือดออกในดวงตา ส่งผลให้ตาบอด ซึ่งหากมีการตรวจคัดกรองพบภาวะเบาหวาน จะช่วยป้องกันภาวะตาบอดได้


โรคแทรกซ้อนเรื้อรังของเบาหวานที่ไต พบโปรตีนปะปนออกมากับปัสสาวะ หากปล่อยไว้ไม่รักษา ไตจะทำงานได้น้อยลงและเกิดภาวะไตวายในที่สุด ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้จากการตรวจปัสสาวะ


โรคเส้นประสาทชา คนไข้จะไม่มีความรู้สึก เมื่อเกิดการกระทบกระแทกทางร่างกายจึงไม่รู้สึกเจ็บ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย และบาดแผลรักษาได้ยาก

เนื่องจากการหมุนเวียนของโลหิตไม่ดี ในบางรายแม้ไม่มีบาดแผลก็พบอาการเลือดไม่ไหลเวียน จึงมีคนไข้ที่ต้องสูญเสียอวัยวะไปจำนวนมาก


นอกจากนี้ยังพบอาการอัมพาตและโรคหัวใจได้บ่อยในคนไข้เบาหวาน ซึ่งคนไข้เบาหวานที่เป็นโรคหัวใจจะไม่มีอาการเจ็บเตือน ทำให้เกิดอาการหัวใจวายฉับพลัน รวมถึงมีความเสี่ยงจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย

ส่วนผู้ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคเบาหวานคือ ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนลงพุง (ผู้ชายรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงเกิน 80 เซนติเมตร)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมเคลื่อนไหวน้อย ซึ่งพนักงานออฟฟิศก็ถือว่ามีภาวะเสี่ยงเช่นกัน รวมถึงผู้ป่วยที่ใช้ยาเสตียรอยด์ และผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน

หรือคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลักของเบาหวานคือพันธุกรรม ทั้งหมดที่กล่าวมาถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องควรตรวจคัดกรองเบาหวาน ปรับพฤติกรรมเลี่ยงเบาหวาน

หากไม่อยากเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ทุกคนสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเบาหวานได้โดย ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนมีเหงื่อซึม หัวใจเต้นแรง อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป

สัปดาห์ละ 5 วัน ซึ่งการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน หรือชะลอการเป็นเบาหวานออกไปได้

ระมัดระวังการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะประเภทแป้งและน้ำตาลเพื่อไม่ให้เกิดภาวะอ้วนลงพุง และสำหรับผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของโภชนากรเพื่อการรักษาที่ได้ผล

กดติดตามเป็นเพื่อนคุยกับคุณหมอยาทางไลน์ได้ที่นี่ <คลิก> เพื่อร่วมสนุกรับของรางวัลทุกเดือน

นายแพทย์ สาขากุมารแพทย์ ติดเอดส์ เปิดคลินิกใช้เข็มฉีดยาซ้ำ แพร่เชื้อทำคนติดเชื้อ HIV 681 คน สุดช็อก 537 คนเป็นเด็ก

เรื่องราวสะเทือนวงการสาธารณสุข เมื่อ หมอปากีสถานเป็นโรคเอดส์ แพร่เชื้อให้คนไข้ ใช้เข็มฉีดยาซ้ำ ๆ ทำคนติดเชื้อ HIV ถึง 681 ราย

หาหมอยาดอทคอม เว็บไซต์ข่าวสุขภาพ  ได้เปิดเผย คดีช็อกจากปากีสถาน

โดยคนไข้เกือบ 700 คน ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV หลังจากเข้ารับการรักษากับนายแพทย์รายหนึ่ง ซึ่งนำเข็มฉีดยาที่ผ่านมาใช้แล้วมาใช้ซ้ำ จนเกิดการแพร่กระจายของโรคไปเรื่อย ๆ

ข่าวดังกล่าวได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ จนเกิดกระแสความหวาดกลัว และที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือ ในจำนวนคนไข้ดังกล่าวนั้น เกือบทั้งหมดเป็นเด็ก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเรโตเดโร เขตลาร์กานา แคว้นสินธ์ ทางตอนใต้ของปากีสถาน โดยจากการายงานของเว็บไซต์สถานีวิทยุเรดิโอฟรียุโรป ระบุว่า นายซาฟาร์ เมียร์ซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของปากีสถาน

ได้ออกแถลงข่าวที่กรุงอิสลามาบัด ถึงกรณีที่น่ากังวลนี้ เขากล่าวว่า ประชาชนจำนวน 21,375 คน ในเมืองเรโตได้โร ได้เข้ารับการตรวจร่างกาย และได้ผลลัพธ์ที่น่าตกใจ

จากการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านถึง 681 คน ติดเชื้อ HIV ซึ่ง 537 คนในจำนวนนี้เป็นเด็ก อายุตั้งแต่ 2 ขวบ ถึง 12 ปี ซึ่งทางกระทรวงจะทำการตรวจร่างกายประชาชนเพิ่มอีก เพื่อหาผู้ติดเชื้อเพิ่ม

เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

นายแพทย์ต้นเหตุของเรื่องเป็นกุมารแพทย์ในพื้นที่ ทราบชื่อคือ ดร. มูซัฟฟาร์ กังกาโร เขาเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ และได้เริ่มแพร่เชื้อให้กับคนไข้ในคลินิกของเขา ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าภายในคลินิกของ ดร.มูซัฟฟาร์ นั้น ได้มีการเก็บเข็มฉีดยาใช้แล้วมาใส่หีบห่อบรรจุ แล้วนำมาใช้ซ้ำอีกโดยไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ

ซึ่งมันไม่ได้แค่แพร่เชื้อ HIV อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดร.มูซัฟฟาร์ ถูกจับกุมแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าตำรวจกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนว่านายแพทย์รายนี้รับรู้ หรือ "จงใจ" แพร่เชื้อให้กับคนอื่นหรือไม่

อ้างอิงจาก gulfnews

10 อันดับ อาหารเสริมบำรุงสมอง ยี่ห้อไหนดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

10 อันดับ อาหารเสริมบำรุงสมอง ยี่ห้อไหนดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

จากข้างต้น ผู้อ่านได้รู้จักกับส่วนผสมที่จำเป็นต่อการบำรุงสมองกันไปแล้ว เริ่มเห็นไอเดียแล้วใช่ไหมคะว่าคุณจะเลือกซื้ออาหารเสริมอย่างไรเพื่อมาบำรุงสมองที่อ่อนล้าจากการทำงานหนัก ลำดับต่อไปเราจะมาแนะนำ 10 อันดับอาหารเสริมบำรุงสมองที่ปลอดภัยและแน่นอนว่าเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้ใช้จริงจนเกิดการซื้อซ้ำค่ะ

10. VISTRA – Ginkgo 120

10. VISTRA - Ginkgo 120

กระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ช่วยยับยั้งสารก่ออัลไซเมอร์

Vistra เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในไทยอยู่แล้วในแง่ของอาหารเสริมบำรุงผิวพรรณและสุขภาพ สำหรับสูตรนี้มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงสมอง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมองมากขึ้น มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเนื้อเยี่อหุ้มบริเวณสมอง และยังมีส่วนช่วยลดความเข้มข้นของเลือดอีกด้วย นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ขี้หลงขี้ลืม ตัวนี้ก็ช่วยคุณได้เพราะทำหน้าที่ยังยั้งสาร Beta-Amyloids อันก่อให้เกิดอัลไซเมอร์นั่นเองค่ะ
สูตรนี้ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของสมองที่ควรได้รับการบำรุงดูแลเพื่อให้ทำงานได้อย่างยาวนาน เพราะแบรนด์เชื่อว่า ‘ทุกเรื่องราวที่ดี ควรค่าต่อการจดจำตลอดไป’ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลตัวเองโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มสูงวัยค่ะ
ขนาด120 mg x 30 เม็ด
สรรพคุณบำรุงสมอง
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

9. Blackmores – Omega Daily

9. Blackmores - Omega Daily

มีโอเมก้า 3 เข้มข้น มากกว่าสูตรธรรมดา 2 เท่า วิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ สูตรไร้กลิ่นคาว

Blackmores เป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพจากธรรมชาติที่ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย สูตรนี้โดดเด่นที่มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 เข้มข้น มากกว่าสูตรธรรมดา 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ประกอบไปด้วย EPA 400 มก.  และ DHA  266.6 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ซึ่ง DHA นี้เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์สมองและจอประสาทตา อีกทั้งมีส่วนผสมของวิตามินที่ช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่วแล้วจึงมั่นใจได้ว่าทานแล้วไม่เป็นอันตรายและไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย
สูตรนี้ผลิตให้ไร้กลิ่นคาว แต่เพิ่มเติมด้วยการแต่งกลิ่นวานิลลาเพื่อให้ทานง่ายขึ้น เม็กไม่ใหญ่กำลังดี เป็นอาหารเสริมที่เหมาะมีไว้ติดบ้านหรือโต๊ะทำงาน คุณจะเหมือนมีผู้ช่วยในด้านฟื้นฟูการทำงานของสมอง, การรับรู้และประสาทตาเลยค่ะ
ขนาด60 เม็ด
สรรพคุณบำรุงสมอง
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

8. Now – Lecithin 1200 mg

8. Now - Lecithin 1200 mg

มีเลซิทินเข้มข้นและสารกลุ่ม Phospholipid บำรุงเซลล์ประสาทและสมอง

Now เป็นอาหารเสริมคุณภาพจากสหรัฐอเมริกา ตัวนี้เน้นที่มีเลซิตินที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมแต่อย่างใด (Non-GMO) เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งเจ้าสารนี้มีคุณสมบัติช่วยเรื่องความจำและการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีส่วนผสมของสารในกลุ่ม Phospholipid ที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง ทำหน้าที่เข้าไปควบคุมระบบการทำงานของเซลล์ประสาท ช่วยในการสั่งการส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนมีส่วนในการสร้างและปกป้องเยื่อบุเซลล์ในร่างกายอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการรับรองมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีความน่าเชื่อถือ ผู้ใช้หลายท่านพึงพอใจเพราะนอกจากจะช่วยบำรุงระบบประสาทดังที่กล่าวไปแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาท่อนมอุดตันในบรรดาคุณแม่ลูกอ่อนได้ดีเยี่ยมด้วย อย่างไรก็ตามคุณแม่ท่านไหนที่สนใจ ทีมงานขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลและส่วนผสมอื่นของผลิตภัณฑ์ให้ดีเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงตามมานะคะ
ขนาด1,200 mg x 100 เม็ด
สรรพคุณบำรุงสมอง ระบบประสาท ลดไขมันในหลอดเลือด
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยFDA สหรัฐอเมริกา

7. Giffarine – Brainie-Choccolate

7. Giffarine - Brainie-Choccolate

อาหารเสริมบำรุงสมองเพื่อเด็ก ผสม DHA และแครอท แต่งกลิ่นรสช็อกโกแลต

อาหารเสริมจาก Giffarine แบรนด์เครือข่ายที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยสูตรนี้เป็นแบบเคี้ยวได้ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองให้กับเด็ก ๆ มีส่วนผสมของ DHA อันเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนสำคัญในการช่วยเรื่องการทำงานของสมอง การจดจำ พัฒนาการเรียนรู้ และยังส่งผลดีต่อระบบประสาทตาด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมสารสกัดจากแครอทซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีนเน้นการบำรุงสายตาขึ้นอีกระดับ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ผลิตยังใส่ใจไปถึงวิธีการรับประทาน จึงทำออกมาให้เป็นรสชาติช็อกโกแลตเพื่อให้เด็กทานง่าย เหมือนกำลังทานขนมอร่อย ๆ ที่มีประสิทธิภาพการบำรุงสมองและสุขภาพอันทรงพลังแอบซ่อนอยู่ แถมมาในราคาไม่แพงอีกด้วย ถูกใจทั้งคุณลูกและผู้ปกครองเลยค่ะ
ขนาด100 เม็ด
สรรพคุณบำรุงสมอง
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

6. VISTRA – Salmon Fish Oil 1000

6. VISTRA - Salmon Fish Oil 1000

อุดมด้วยน้ำมันปลาแซลมอน ปลอดภัยไร้สารโลหะหนัก

อาหารเสริมสูตรนี้จาก Vistra อุดมไปด้วยน้ำมันจากปลาแซลมอนที่อยู่ในทะเลลึกประเทศไอซ์แลนด์ มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 ซึ่งดีต่อสมอง, ประสาทตา, หลอดเลือดและหัวใจ แถมยังมีคุณสมบัติที่ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันตัวร้ายที่หากสะสมมากขึ้นจะมีผลให้เกิดโรคได้หลายชนิดและโคเลสเตอรอลซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้มีอายุมาก นอกจากนี้ ยังการันตีว่าสะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพราะผ่านการตรวจสอบว่าไร้สารปนเปื้อนและโลหะหนักมาแล้ว
เม็ดยาค่อนข้างใหญ่แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้ทานลำบาก หลายคนเลือกที่จะซื้อให้คุณพ่อคุณแม่ที่สูงอายุเพราะรู้สึกว่าช่วยเรื่องปวดเมื้อยได้ในระดับหนึ่งด้วยค่ะ
ขนาด1000 mg x 75 แคปซูล
สรรพคุณบำรุงสมอง ลดไขมันในหลอดเลือด
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

5. Blackmores – Ginkgo Plus

5. Blackmores - Ginkgo Plus

มีสารสกัดใบแปะก๊วยเป็นหลัก ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง

เป็นที่รู้กันดีว่าสารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นตัวชงชั้นดีที่ขึ้นชื่อเรื่องการเข้าบำรุงและดูแลสมอง มีการนำมาใช้ในอาหารเสริมอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับสูตรนี้จาก Blackmores โดยปกติแล้วการทำงานของสมองอาจเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ เมื่ออายุย่างเข้า 25 ปีขึ้นไป ดังนั้น การมีตัวช่วยเพื่อบำรุงและฟื้นฟูเรื่องดังกล่าวจึงจำเป็น สารสกัดจากใบแปะก๊วยมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเข้าไปทำงานในระดับเซลล์สมอง ช่วยฟื้นฟูความจำ การเรียนรู้-การรับรู้ และยังกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจที่อาจทำลายร่างกายในหลายจุดรวมไปถึงเยื่อหุ้มเซลล์สมอง เหมาะกับคนทั่วไปและผู้มีอายุ ตลอดจนผู้ที่กำลังมองหาอาหารเสริมมาบำรุงด้านสมองโดยเฉพาะ
ขนาด30 เม็ด
สรรพคุณชะลอความเสื่อมของสมอง และความทรงจำ
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

4. Mega We Care – Ginkgo Biloba

4. Mega We Care - Ginkgo Biloba

อุดมด้วยสารสกัดจากใบแปะก๊วย ดีต่อการทำงานของสมอง พัฒนาความจำและการเรียนรู้

Mega We Care เป็นผู้นำอีกเจ้าหนึ่งด้านวิตามินและสารอาหารที่ได้จากธรรมชาติมาตรฐานระดับสากล สูตรนี้เป็นสูตรที่เน้นสารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นสำคัญ อุดมไปด้วยสาร 2 ชนิดได้แก่ Flavone Glycoside ออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระกับ Terpene Lactone ออกฤทธิ์ด้านลดการแข็งตัวของโลหิต กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง โดยสรุปคือทำหน้าที่เข้าบำรุงและเสริมสร้างการทำงานของสมองด้านการรับรู้-การจดจำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ใบแปะก๊วยยังได้เข้าไปเพิ่มความตื่นตัวให้กับสมองจึงมีส่วนช่วยลดภาวะความซึมเศร้าพร้อมช่วยให้เกิดสมาธิซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้ให้อีกขั้น ผู้ใช้จริงรีวิวว่าทานแล้วรู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้น บางครั้งเหนื่อยล้าจากการใช้งานสมองหนัก เมื่อทานแล้วก็นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับคนทั่วไป นักเรียน นักศึกษาและมนุษย์ออฟฟิศค่ะ
ขนาด40 mg x 60 เม็ด
สรรพคุณชะลอความเสื่อมของสมอง และความทรงจำ
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

3. Banner – Banner Bright

3. Banner - Banner Bright

ครบถ้วนด้วยอาหารสมอง-กรดอะมิโนหลายชนิด บำรุงประสาทและสมองให้กระปรี้กระเปร่า

Banner สูตรนี้เน้นหนักไปที่การให้สารอาหารที่จำเป็นแก่ผู้ที่ใช้งานสมองอย่างหนักจนเกิดความอ่อนล้า หัวตื้อ คิดการงานไม่ค่อยออก เช่น นักศึกษา, พนักงานออฟฟิศ เป็นต้น สำหรับส่วนผสมนั้นจัดหนักจัดเต็มด้วยอาหารสมองที่มีคุณค่ากว่า 29 ชนิด เป็นกลุ่มกรดอะมิโน 18 ซึ่งเจ้ากรดอะมิโนนี้กล่าวอย่างคร่าวคือมีคุณสมบัติการบำรุง ฟื้นฟู และพัฒนาการทำงานของสมอง ตลอดจนช่วยให้สมองผ่อนคลาย ส่งผลให้คุณนอนหลับดีขึ้นได้
นอกจากนี้ ส่วนประกอบที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นี้ยังเข้าไปทำงานร่วมกับเซลล์สมองช่วยให้คุณสดชื่น รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ใครที่ชอบนอนดึกและกำลังมองหาตัวช่วยให้สมองโล่งปลอดโปร่งในทุก ๆ เช้า แนะนำให้รีบไปซื้อไว้ติดบ้านเลยค่ะ
ขนาด30 เม็ด
สรรพคุณลดความเครียดและความวิตกกังวล
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

2. CLOVER PLUS – Multi B+ Ginkgo

2. CLOVER PLUS - Multi B+ Ginkgo

ผสมสารสกัดใบแปะก๊วย มีวิตามินบีรวมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมภูมิต้านทานในร่างกาย

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้อัดแน่นมาด้วยสารสกัดที่ช่วยบำรุงสมองอย่างเต็มขั้นตอน ประกอบด้วยสารสกัดใบแปะก๊วยเจ้าเก่าผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบำรุงสมอง, หลอดเลือดและการไหลเวียนโลหิต แต่ที่เพิ่มเติมคืออุดมไปด้วยวิตามินบีรวม ช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำรุงให้กับสมอง, Inositol ที่ช่วยให้พลังงานแก่เซลล์สมองและ Choline Bitartrate เสริมการทำงานด้านความจำ
เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้พักผ่อนไม่เพียงพอ รู้สึกไม่สดชื่น, นั่งติดโต๊ะ, คิดวิเคราะห์ทั้งวันจนสมองอ่อนล้าอ่อนเพลีย, ผู้มีอการชาที่ปลายมือ/เท้า, โลหิตจาง, หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า, รวมทั้งผู้ที่ปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ ค่ะ
ขนาด30 แคปซูล
สรรพคุณบำรุงสมอง แก้ปัญหานอนไม่หลับ
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

1. Blackmores – Fish Oil 1000

1. Blackmores - Fish Oil 1000

สกัดจากน้ำมันปลาทะเลลึก อุดมด้วยกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 (EPA & DHA)

ติดโผมาถึงสามตัวเลยทีเดียวสำหรัลแบรนด์นี้ สูตรนี้เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่นำคุณสมบัติเด่นจากน้ำมันปลาทะเลลึกมาช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพสมองและความจำที่ดี ความดีงามคือ มีกรดไขมันจากกลุ่มโอเมก้า 3 อยู่ถึง 2 ชนิด ได้แก่ EPA (Eicosapentaenoic Acid) ที่มีส่วนช่วยลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันการอุดตันของเลือด และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ที่ปรับพัฒนาการรับรู้ของสมอง ความจำ และประสาทตา
นอกจากนี้ ในปลาทะเลลึกยังอุดมด้วยวิตามินเอและวิตามินดีที่ดีต่อร่างกาย เหมาะกับผู้ที่ชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง, ผู้มีไขมันในเลือดสูง, ผู้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ, ผู้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดอุดตัน และเบื้องต้นเลยเหมาะกับคนที่นั่งงานติดโต๊ะตลอดเวลาไม่ค่อยได้ออกกำลังกายค่ะ
ขนาด1000 mg x 80 เม็ด
สรรพคุณบำรุงสมอง ลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด
เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

บทส่งท้าย

ร่างกายคนเราก็เหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้งานหนักมากเกินไปและขาดการดูแลรักษาจะทำให้เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วแบบที่คุณไม่ทันตั้งตัว หลายคนอาจมุมานะทำงานจนหลงลืมที่จะใส่ใจตัวเอง บางคนอาจอยู่ในสถานะที่เลี่ยงไม่ได้จึงต้องฝืนทำต่อ เมื่อคุณอายุมากขึ้นจะพบว่าของที่เสื่อมไปแล้วจะนำกลับคืนมาได้ยาก ดังนั้น การมีตัวช่วยอย่างเช่นอาหารเสริมบำรุงสมองที่เราแนะนำในบทความนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของคนที่มีเวลาน้อย เลือกทานอาหารไม่ค่อยได้ คนที่ทำงานหนักหน่วงจนพักผ่อนน้อย ฯลฯ

คุณจะเห็นว่าการใช้งานสมองอย่างหนักนั้นไม่เพียงส่งผลลบด้านความจำ การรับรู้และการเรียนรู้เท่านั้น แต่กลไกสมองและร่างกายยังสอดประสานกันซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีอาจจะเกิดเป็นโรคอันตรายได้หลายชนิด เราจึงควรเริ่มต้นใส่ใจสุขภาพกายและจิตใจนับตั้งแต่ตอนนี้ ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกันนะคะ

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

คลิก! ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....



..ขอเราเป็นเพื่อนด้วยคนนะ ครอบครัวสุขภาพ ครอบครัวหมอยา....


แจกรางวัล ฟรี! ทุกวัน


ข่าวดี !!ลุ้นสกินแคร์+อาหารเสริม 100 รางวัล มูลค่า 10,000 บาททุกเดือน และคูปองเงินสดส่วนลด รวมมูลค่า 10,000 บาททุกเดือน เพียงกดเราเป็นเพื่อนในไลน์ คลิกเลยร่วมสนุก> คลิก>> http://line.me/ti/p/%40morya


ปรึกษายาและปัญหาสุขภาพ และความงาม ได้ฟรี เพียงคลิก

คลิก>> http://line.me/ti/p/vitaminthailand หรือไลน์ vitaminthailand


ชุมชนคนสุขภาพดี

เข้าร่วมกลุ่มสังคมแห่งมิตรภาพแชร์เคล็ดลับดีๆร่วมกัน

คลิกเข้าร่วมฟรีมีของรางวัลและสิ่งดีๆแบ่งปันกัน>>

คลิก>>แชร์เคล็ดลับเพิ่มความสูง เพิ่มน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักอย่างได้ผล และเพิ่มกล้าม







ฝากขายสินค้า, นำเสนอกับเราขายหน้าร้านและ/หรือออนไลน์

ฝากขายสินค้ากับเรา ผ่านช่องทางหน้าร้านขายยา 14 สาขาทั่ว กทม และ ปทุมธานี และทางออนไลน์ เวป www.MoryaNaresuan.com นำเสนอผ่าน LINE: vitaminthailand หรือคลิก>>http://line.me/ti/p/vitaminthailand


ช่องทางติดต่ออื่นๆ

มัครงาน ร่วมงานกับเรา LINE: @bestjob หรือ

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40bestjob

ร้องเรียนติดชม บริการ และสาระน่ารู้เรื่องยา โรค ตามเทรนยุคสมัย ก่อนใคร

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกยอดนิยม

ทางไปช้อปปิ้งสินค้าราคาส่ง

คลิก>> http://line.me/ti/p/%40pharmacythailand

ทางไปติดตามข่าวสารร้านเรา

คลิก>> https://www.facebook.com/moryanaresuan

ทางไปติดตามโปรโมชั่นโดนๆฮิตๆ

คลิก>> https://www.instagram.com/promotionhothit

ทางไปชมบล็อกสาระน่ารู้ของเรา

คลิก>> www.HAmorya.com

"หมอยานเรศวร เพื่อนสุขภาพ ครอบครัวเภสัชกร"

---------------------------------------------------------------------

หมอยานเรศวร STORY

"หมอยานเรศวร EVENT เล่าทุกเรื่องของเรา"

TIMELINE 2010-2019

คลิก>> www.imorya.Weebly.com

คลิก>> https://www.facebook.com/Morya24

คลิก>> https://twitter.com/moryanaresuan